ไลฟ์สไตล์
100 year

เปิดวิสัยทัศน์ "อนุพงษ์ อัศวโภคิน" นำทัพ "เอพี" ฝ่าวิกฤติอสังหาริมทรัพย์

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
1 มี.ค. 2564 05:15 น.
SHARE

ผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกรายที่แสดงให้เห็นความสามารถในการปรับตัวที่รวดเร็วเพื่อคงความแข็งแกร่ง และความสามารถในการรักษาจุดยืนอยู่แถวหน้าของกลุ่มธุรกิจเดียวกันในประเทศไทยได้ แม้จะต้องเผชิญวิกฤติโควิด-19 และกำลังซื้อที่หดหายไป

ก็คือ กลุ่มบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของนายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยมากมายในประเทศไทยที่ดำเนินงานมาอย่างยาวนานจนครบ 3 ทศวรรษภายใต้พันธกิจของการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ลูกค้า บนยุทธศาสตร์หลัก Empower Living ที่ช่วยสร้างเสริมพลัง และเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ข่าวแนะนำ

อนุพงษ์ กล่าวกับ ทีมเศรษฐกิจ ว่า พวกเขาเตรียมรับมือกับวิกฤติการระบาดของไวรัสเจ้าปัญหาตัวนี้มาระยะหนึ่งแล้วและนั่นทำให้เขาและทีมงานรอดผ่านวิกฤติไปได้ด้วย

ผลการดำเนินการสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ยอดขายปีที่ผ่านมาสูงเกือบ 50,000 ล้านบาท และโชว์ตัวเลขกำไร 4,225 ล้านบาท และเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพียงรายเดียวที่มีผลกำไรเติบโตสูงกว่า 38% ขณะที่บริษัทอื่นๆติดลบกันในระดับสองหลัก บางรายทะลุตัวเลข 3 หลัก

แต่สิ่งที่ยังมีความท้าทายอยู่คือ วิกฤติเศรษฐกิจที่จะถาโถมมาเป็นระลอกคลื่นซึ่งเขาเชื่อว่า การใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ และบุคลากรที่มีคุณภาพ จะทำให้เอพี (ไทยแลนด์) ยืนหยัดอยู่ต่อไปได้

@@@@@@@@

นายอนุพงษ์กล่าวเริ่มว่า วิกฤติโควิด-19 ถือเป็นอีกช่วงสำคัญหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของโลก ที่ ได้สร้างบททดสอบ และบทเรียนหลายๆ ประการให้กับทุกคนในโลก สร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก และคาดว่าจะกระทบต่อไปอีกนานพอสมควร การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ตลอดจนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ต่างไปจากเดิม และที่ไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเช่นเดิม

แน่นอนการมาของวัคซีนคือ “ความหวัง” แต่หนทางเดินเพื่อให้ไปถึงนั้นยังอีกยาวไกล

ส่วนตัวมองว่าสิ่งที่ทุกคนต้องระวังมากที่สุดตอนนี้คือ “Ripple Effect” หรือปรากฏการณ์ ระลอกคลื่น ที่ศูนย์กลางของคลื่นนั้นก็คือ ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเชื้อร้ายโควิด-19 ที่ส่งผลต่อเวลาในการฟื้นตัวที่ต้องลากยาวออกไปหลายปี

มีการคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจของไทยนั้น จะเริ่มกลับมาเป็นปกติต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึง 2 ปี

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยมีการทำสมมติฐานโมเดลธุรกิจ พบว่าในปี 2570 กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมของไทย จะฟื้นกลับไปสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาด

พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

แต่นั่นคือเป็นการกลับคืนในเชิงตัวเลขเท่านั้น ความน่ากลัวที่แฝงอยู่คือ วิธีการทุกอย่างที่เราเคยทำและเรียนรู้มาจะเปลี่ยนไป และจะยังคงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

นั่นแปลว่าจากวันนี้ไปอีกหลายปี ผู้ประกอบการทุกคนยังคงต้องเผชิญอยู่กับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากวิกฤติเปลี่ยนโลกในรอบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มีข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานของ Mckinsey ที่ได้ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมา อาทิ อัตราการใช้อี-คอมเมิร์ซ ของร้านค้าปลีกของสหรัฐฯที่เคย

คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 5 ปี ถึงจะแตะระดับ 24% แต่โควิด-19 ได้ผลักดันให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เติบโตพุ่งสูงถึง 33% ตั้งแต่ในช่วงกลางปี 2563 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ จากรายงานของ “We Are Social” ล่าสุดระบุว่า ประเทศไทยครองแชมป์การทำธุรกรรมการเงินผ่านโมบายแบงกิ้ง เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยมียอดสูงถึง 68.1% ต่อเดือน

นี่เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าใครก้าวตามไม่ทันคงจะไม่สามารถคงอยู่ได้ หรือดำเนินชีวิตอยู่ได้บนโลกใบนี้

เมื่อสถานการณ์ของโลกและไทย ต่างต้องเผชิญสภาวะเช่นนี้ โดยในเวลานี้ “เอพี” ก็ได้ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 แล้ว บริษัทได้มีการตั้งโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้บริษัทสามารถยืนยัน แข็งแกร่ง เติบโตได้อย่างมั่นคง ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่บริษัทนั้นกำหนดไว้ตั้งแต่ 3-4 ปีที่แล้ว

“เอพี” เตรียมรับมือก่อนวิกฤติ 3-4 ปี

ถ้าจะเปรียบเทียบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็อยากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เสมือนการที่เราอยู่ในเรือที่กำลังฝ่ามรสุมที่รุนแรง สิ่งที่จะทำให้ผ่านพ้นมรสุมนี้ไปได้ ก็คือการที่เราจะต้องรู้ว่า เรือลำดังกล่าวนี้จะต้องแล่นไปในทิศทางใดที่ถูกต้อง

โดยเรือลำนี้ต่างมีเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมจะฝ่าฟันไปในทิศทางที่เราต้องการ และสุดท้ายคือความสามารถและการร่วมมือของบุคลากรในเรือลำนั้น ที่จะใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

นายอนุพงษ์ กล่าวว่า หากย้อนกลับเมื่อช่วงปี 2562 สำหรับวิสัยทัศน์และภารกิจ (Vision-Mission) ของเอพี ในตอนนั้นได้มีโอกาสทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด คือการ “Provide quality of life” หรือการสร้างและจัดหาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกค้า แต่หลังจากนั้นทางบริษัทได้พบว่า คุณภาพชีวิตที่ดีของคนแต่ละคน มีความหมายต่างกัน ส่งผลให้บริษัทต้องหันมามองคุณภาพชีวิตในมุมมองของลูกค้า ไม่ใช่มุมมองของเรา

“ตัวผมเองทีมงานของเอพี ไทยแลนด์ ยังได้ทำงานร่วมกับบริษัทซับ โรซ่า ที่นิวยอร์ก ในการปรับแต่ง Mission/Vision ของเอพี โดยบริษัทดังกล่าวเป็นที่ปรึกษาทางด้านแบรนด์ดัง และทางด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ที่มีชื่อเสียง รวมถึงยังเคยทำงานให้บริษัทใหญ่ๆ ในโลกมามาก ได้ชี้ให้ได้เห็นว่า Vision/Mission ที่ดีต้องเป็นสิ่งที่เป็นมุมมองของลูกค้า ไม่ใช่สิ่งที่บริษัทจะทำให้ลูกค้า อาทิ บริษัท Nike-Just do it หรือ BMW-To drive Pleasure”

สิ่งที่เราได้ก็คือคุณภาพชีวิตในมุมมองของลูกค้า นั่นก็คือคำว่า “Empower Living” ความหมายว่า สร้างและจัดหาสินค้าและบริการที่เกื้อหนุนให้ลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตที่ดี ในแบบที่ต้องการด้วยตนเอง ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นเข็มทิศ ในการนำทางให้พนักงานกว่า 2,000 คน เดินไปสู่ผลลัพธ์ที่ตั้งใจ

เปิด 3 กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ

นายอนุพงษ์ กล่าวต่อว่า หลังจากปรับ Vision/Mission แล้ว ทางบริษัทเตรียมเครื่องมือซึ่งก็คือ กลยุทธ์ ที่จะนำพาบริษัทไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ เริ่มที่กลยุทธ์แรกคือ การสร้างทุกคนในองค์กร ให้เป็น “Independent Responsible Leaders” ซึ่งหมายถึงเป็นผู้นำที่มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ

ภายใต้กรอบความรับผิดชอบต่อตนเอง ลูกค้า คู่ค้า เพื่อนร่วมงาน และทุกคนที่เกี่ยวข้อง และทำงานโดยมุ่งเน้นไปที่ความต้องการของลูกค้า มากกว่าข้อกำหนดของบริษัท หรือข้อจำกัดขององค์กร

“ที่เอพี เราเชื่อว่า การที่เราให้อำนาจในการตัดสินใจอย่างอิสระแก่คนทำงาน ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดลูกค้าโดยตรง จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าในโลกที่เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กว่าอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่คนเพียงไม่กี่คนในองค์กร” นายอนุพงษ์กล่าว

บริษัทใช้ในการพัฒนาบุคลากรทั้งองค์กร ก็คือ “Outward Mindset” ที่สอนให้คนทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสุข โดยการเข้าใจความต้องการ จุดมุ่งหมาย และความท้าทายของผู้อื่น

ส่วนกลยุทธ์ที่สอง คือการสร้าง Innovative Culture หรือวัฒนธรรมนวัตกรรมที่สนับสนุนการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยการที่พนักงานของบริษัท ทุกคนจะสามารถทำให้ “Empower Living” หรือสร้างและจัดหาสินค้าและบริการที่เกื้อหนุนให้ลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท สามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตที่ดี ในแบบที่ต้องการด้วยตนเอง

สมาชิกทุกคนในองค์กร ไม่ว่าจะทำหน้าที่ในบทบาทใด หรือรับผิดชอบเรื่องใด พวกเขาจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เกิดขึ้น

หนุนนวัตกรรมสร้างสรรค์สิ่งใหม่

บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ผ่านการปลูกฝังให้พนักงานทุกคน มีระบบการคิดตามหลัก Design Thinking โดยหลักการนี้เชื่อว่าทุกคนเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ได้ ถ้าได้เรียนรู้ การคิดวิเคราะห์อย่างมีกระบวนการ

วันนี้การสร้างนวัตกรรมจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การ “ฝันถึงสิ่งใหม่ ที่ยิ่งใหญ่” เท่านั้น แต่สามารถตอบโจทย์ และเติมเต็มความต้องการที่ซ่อนอยู่ของลูกค้าได้ แม้ถึงจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม

กลยุทธ์ที่สาม “Everything Digital” หรือการทรานฟอร์มทุกมิติของการดำเนินงานเข้าสู่ระบบดิจิทัล เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับ 2 กลยุทธ์แรก

ทั้งนี้ การลงมืออย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองลูกค้า ตลอดจนการสร้างนวัตกรรม จำเป็นต้องมีข้อมูลที่รวดเร็วและถูกต้อง เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์ค้นหาความต้องการที่ซ่อนอยู่ของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนั้น ลูกค้าจะต้องได้รับความสะดวด รวดเร็ว ในการใช้สินค้าและบริการจากสิ่งที่เอพีฯทำ เพื่อเร่งดิจิทัลทรานฟอร์มเมชัน หรือการสร้างทีมใหม่ ที่บริษัทเรียกว่า “Digital Transformation Team” เพื่อทำงานประสานร่วมกับทีมไอที เดิมที่มีอยู่ เพื่อต่อยอดความสามารถในทางดิจิทัลและไอทีให้ไปได้เร็วยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากบริษัทดำเนินกลยุทธ์ได้ตามทั้ง 3 ยุทธศาสตร์ที่วางไว้ จะสามารถสร้างผู้นำอิสระที่มีความรับผิดชอบสูงสุดให้เกิดขึ้นในองค์กรได้ โดยสามารถวิเคราะห์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

รวมถึงสามารถสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมได้เกิดขึ้นแก่คนทุกระดับในองค์กร และสามารถ ทรานฟอร์มไปสู่ดิจิทัลแบบครบลูป ในทุกมิติ บริษัทก็จะสามารถสร้างและจัดหาสินค้าหรือบริการ ที่เกื้อหนุนให้ลูกค้า สามารถเลือกที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ในแบบที่ต้องการด้วยตนเองได้

นายอนุพงษ์ กล่าวว่า วันนี้เอพี ไทยแลนด์ดำเนินธุรกิจเข้าสู่ปีที่ 30 ภายใต้พันธกิจ Empower Living โดยมี 3 ยุทธศาสตร์สำคัญที่ได้นำมาใช้แล้ว กระทั่งกลายเป็นพื้นฐานนำมาสู่ความแข็งแกร่ง และได้นำพาองค์กรก้าวผ่านวิกฤติ ในปีที่ผ่านมา ได้อย่างเกินความคาดหมาย

บทพิสูจน์สร้างผลประกอบการเติบโตสูงสุด

ในปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีที่มีการระบาดของเชื้อโควิด-19 บริษัทสามารถดำเนินงานได้เติบโตแบบก้าวกระโดดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในด้านรายได้รวม ที่เติบโตขึ้นสูงกว่า 40% เทียบจากปีก่อนหน้า หรือเท่ากับ 46,130 ล้านบาท

ด้านกำไรสุทธิมากถึง 4,225 ล้านบาท เติบโตขึ้นกว่า 38% ภายใต้การบริหารจัดการสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำสุดในประวัติการณ์เพียง 0.71 เท่า

นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่เห็นผลได้ชัดมาก คือการเติบโตของกลุ่มธุรกิจบ้านเดี่ยว โดยเติบโตจากรายได้หลัก 1,000 ล้านบาท สู่หลัก 10,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่งในปีที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจบ้านเดี่ยว สร้างเป็นสถิติใหม่มากถึง 12,137 ล้านบาท จาก 4,990 ล้านบาท ในปี 2560 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มนำ 3 กลยุทธ์นี้มาใช้

อีกทั้ง ยังนำไปสู่การเสริมพลังให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัท ทั้งลูกค้า พาร์ตเนอร์ที่ทำงานร่วมกับบริษัทและพนักงาน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ ในมิติลูกค้า Smart World คือ ดิจิทัล เซอร์วิส แพลต–

ฟอร์ม ที่จะพัฒนาโดยผสมผสานวิธีคิดภายใต้หลัก Design Thinking เข้ากับการเลือกใช้เทคโนโลยีที่จะช่วยมอบความสะดวกในการใช้ชีวิตให้กับลูกค้าได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

ซึ่งนอกเหนือจากฟีเจอร์งานบริการขั้นพื้นฐานที่ตอบสนองการใช้ชีวิตในประจำวันแล้ว จุดต่างของ Smart World คือการให้ความสำคัญกับการสร้างชุมชนให้เกิดขึ้น ด้วยการเชื่อมต่อโลกออฟไลน์กับออนไลน์เข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ผ่านกิจกรรมและอีโคซิสเต็มต่างๆ ที่บริษัทพัฒนาขึ้น

นำอีโคซิสเต็มของบริษัทเข้าสู่โลกดิจิทัล

วันนี้ “เอพี” มีลูกค้าใช้งาน Smart World แล้วกว่า 60,000 ยูสเซอร์ มียอดการเปิดใช้เฉลี่ยต่อสัปดาห์ประมาณ 30,000 ยูสเซอร์ ตั้งเป้าในปีนี้เป็น 100,000 ยูสเซอร์ พร้อมแผนการพัฒนาฟังก์ชันใหม่ๆอย่างต่อเนื่องในมิติของคู่ค้า เพื่อให้พันธมิตรทางธุรกิจสามารถดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง และเติบโตไปด้วยกัน

โดยนอกจากนโยบายการจ่ายเงินทุกอาทิตย์ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ตั้งบริษัทแล้ว ยังได้ Digitally Transform ระบบ Vendor Management ไปสู่ระบบออนไลน์ โดยผู้รับเหมา หรือพาร์ตเนอร์ต่างๆ สามารถทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับการวางบิล ตรวจสอบการอนุมัติ “อินวอยซ์” ว่าได้รับการอนุมัติหรือยัง หรือค้างที่ใคร และเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ได้ด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งนำไปสู่การจ่ายเงินแบบออนไลน์กับคู่ค้าของบริษัท เพียงแค่ต้องนำใบเสร็จมาให้เท่านั้น หลังจากได้รับเงินแล้ว

นายอนุพงษ์ กล่าวด้วยว่า เอพี ไทยแลนด์ ถือเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายแรกและรายเดียว ที่ประสบความสำเร็จในการทรานฟอร์มกระบวนการออกแบบก่อสร้างไปจนถึงกระบวนการบริหารจัดการอาคารในคอนโดมิเนียมไปสู่ระบบดิจิทัล โดยมี BIM (Building Information Management) เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนถ่ายกระบวนการในครั้งนี้

“นี่คือตัวอย่างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และวันนี้ไม่มีใครทราบว่า จุดสิ้นสุดของวิกฤติครั้งนี้ จะเป็นเมื่อไหร่ และจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอีก แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความผันผวนนี้คือ คำมั่นสัญญาของเอพี ที่จะไม่หยุดทำหน้าที่ ในการเป็นผู้สร้างและจัดหานวัตกรรมสินค้าหรือบริการที่มีคุณค่า เพื่อให้ผู้คนในสังคมสามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้ด้วยตนเอง”.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อนุพงษ์ อัศวโภคินสกู๊ปเศรษฐกิจทีมเศรษฐกิจเอพีเอพี (ไทยแลนด์)ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 17 เมษายน 2564 เวลา 19:39 น.