ไลฟ์สไตล์
100 year

ความท้าทายสำคัญของผู้บริหาร ผ่านสายตา "ชาติศิริ โสภณพนิช"

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
18 ม.ค. 2564 07:30 น.
SHARE

นานๆครั้ง ที่ “ชาติศิริ โสภณพนิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จะตกปากรับคำ “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” สะท้อนมุมมองและแนวคิดของเขา ต่อภาวะเศรษฐกิจในยุคที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ามีความเปราะบางยิ่ง

ข่าวแนะนำ

New Normal หรือชีวิตวิถีใหม่ เป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยง หากแต่ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ได้” คือประโยคเริ่มต้นของการเล่าเรื่องราวของเขาในขวบปีแห่งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และความท้าทายในปีใหม่ที่กำลังเยื้องกรายเข้ามา

“การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายปี 2562 ได้สร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของโลกอย่างกว้างขวางและใหญ่หลวง ซึ่งเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 2 ประการ”

ประการแรก คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเพื่อลดความเสี่ยงที่จะสัมผัสกับเชื้อไวรัส โดยหลีกเลี่ยงสถานที่สาธารณะต่างๆ รวมถึงห้างสรรพสินค้า ตลาด ร้านอาหาร ที่ทำงาน ฯลฯ และหันมาทำกิจกรรมออนไลน์มากขึ้น เช่น การสั่งอาหารและซื้อสินค้าออนไลน์ การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ การทำงานและประชุมอยู่ที่บ้านผ่านเครือข่ายออนไลน์ ฯลฯ ซึ่งลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจลงไปอย่างมาก และทำให้รูปแบบการดำเนินกิจการของธุรกิจ ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย

ประการต่อมาคือมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาล ที่ดำเนินการทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ซึ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายอย่าง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวหยุดชะงัก เมื่อรัฐบาลค่อยๆ ผ่อนคลายมาตรการตามสถานการณ์การระบาดที่ควบคุมได้ ก็ทำให้กิจกรรมต่างๆเริ่มฟื้นตัวเป็นลำดับ

“ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา การระบาดของโรคโควิด-19 และการรุกคืบของเทคโนโลยีดิจิทัล ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนและการดำเนินธุรกิจไปอย่างมาก โดยไม่อาจที่จะกลับมาเป็นเช่นเดิมก่อนที่จะมีการระบาดของโรคได้อีก”

ภาคธุรกิจต้องเตรียมปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา หลายบริษัทที่ปรับตัวโดยเปิดช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้อย่างทันกาล ก็สามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถแปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ ยืนหยัดสู้กับวิกฤติโควิดได้ดี

บางธุรกิจสามารถขยายตัวได้อย่างก้าวกระโดด เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเวชภัณฑ์ การค้าอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเกษตรและผลิตอาหาร เป็นต้น

ล่าสุด ข่าวดีเรื่องวัคซีนเป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เป็นความหวังให้กับทุกคน ว่าอีกสักพักเราจะมีคำตอบให้กับวิกฤติโควิด-19 โดยการวิจัยและพัฒนาวัคซีนต่อต้านไวรัสโคโรนาของบริษัทต่างๆ ซึ่งมีความก้าวหน้าเป็นอย่างดี และบางประเทศได้เริ่มนำมาใช้แล้ว

ทำให้คนทั้งโลกมีความหวังว่าวิทยาการด้านสาธารณสุขจะสามารถควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนาได้ในอีกไม่นาน ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้ภาคธุรกิจต่างๆเริ่มเตรียมการ เพื่อที่จะกลับมาดำเนินธุรกิจอย่างเต็มศักยภาพ

“ผมมองว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเป็นลำดับ มูลค่าการส่งออก ซึ่งลดลงถึง 22.5% ในเดือน พ.ค.2563 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยฟื้นตัวกลับมาติดลบเพียง 3.9% ในเดือน ก.ย.”

ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้คาดการณ์ว่า ช่วงครึ่งหลังของปีหน้า การท่องเที่ยวจะกลับมาได้บ้าง และจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศในปี 2564 อยู่ระหว่าง 6.1-12.5 ล้านคน เทียบกับ 7 ล้านคนในปี 2563 โดยคาดว่าน่าจะใช้เวลาอีก 2 ปี ก่อนที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยจะกลับไปสู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนการระบาด คือ ประมาณ 40 ล้านคนต่อปี

“จากข่าวเรื่องวัคซีนและสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวข้างต้น ภาคธุรกิจต่างๆควรใช้โอกาสนี้สำหรับการปรับตัวและเตรียมความพร้อมรอรับโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่วันนี้ เช่น ธุรกิจโรงแรมควรปรับปรุงห้องพักและบริการที่เกี่ยวข้องให้ดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากขึ้น ภาคอสังหาริมทรัพย์ควรวางแผนรองรับอุปสงค์ที่จะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนี้ เนื่องจากการปรับเปลี่ยนต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก”

อีกหลายๆภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าหรือบริการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และที่สำคัญคือ ทุกภาคธุรกิจ ควรใช้ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างมากนี้ให้เป็นประโยชน์ โดยพิจารณาว่า จะดำเนินกิจการอย่างไร ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพอย่างไร เพื่อให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้ในภาวะที่ตลาดเดิมหดตัว รวมทั้งจะพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆอย่างไร เพื่อให้สามารถตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปในยุค New Normal

ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพเน้นการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ตามเจตนารมณ์ของ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” โดยตลอด 7-8 เดือนที่ผ่านมา มุ่งสนับสนุนลูกค้าให้มีเงินทุนอย่างเพียงพอ พร้อมด้วยข้อมูลและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ เพื่อประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างมาก

สำหรับช่วงต่อไปในระยะกลางและระยะยาว ธนาคารก็พร้อมที่จะสนับสนุนลูกค้าในการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อรับกับการฟื้นตัว กับโอกาสใหม่ๆ รวมทั้งเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจให้สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ และขยายธุรกิจยังตลาดใหม่ๆ เป็นต้น

ส่วนการรุกคืบของเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Disruption) ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีความก้าวหน้าในอัตราที่เร่งขึ้นอย่างมาก และมีผลกระทบทั้งในแนวลึกและแนวกว้าง ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งของผู้บริโภคและผู้ประกอบการเข้าสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19

ต่อประเด็นดังกล่าว ธนาคารกรุงเทพได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการหลายอย่างเพิ่มเติม เช่น การออกบริการโมบายแบงกิ้ง เวอร์ชันใหม่ ที่ใช้สะดวกมากขึ้น และมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด เป็นฟีเจอร์ถอนเงินจากเครื่องเอทีเอ็มโดยไม่ใช้บัตร

ในปี 2563 ที่ผ่านมา ธนาคารได้ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนหลายราย พัฒนาบริการใหม่ๆ เช่น ร่วมมือกับกรมสรรพากร เปิดตัวระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดย่อม

ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการพัฒนา TU GREATS App ที่รองรับการชำระค่าลงทะเบียนและค่าธรรมเนียมต่างๆ ของนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยประมาณ 50,000 คน โดยมีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกกิจกรรมด้านการเรียนการสอนระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ พร้อมอยู่ในแอปพลิเคชันด้วย เพื่อสนับสนุนมหาวิทยาลัยสู่การเป็น Cashless Campus อย่างเต็มตัว

นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนสหกรณ์ราชพฤกษ์แท็กซี่ และ สหกรณ์บวรแท็กซี่ ด้วยบริการบัวหลวง สมาร์ท บิล เพย์เมนท์ ที่อำนวยความสะดวกให้แก่สหกรณ์และคนขับ ในการชำระเงินค่าเช่ารถ ที่มีข้อมูลการชำระ เป็นหลักฐานให้ตรวจสอบได้อย่างสะดวกทั้งสองฝ่าย

อีกทั้งยังจับมือกับมาสเตอร์การ์ด ต่อยอดเทคโนโลยีบนบัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท แรบบิท ไลน์ เพย์ โดยเพิ่มฟีเจอร์ Contactless รองรับการชำระเงินแบบไร้การสัมผัส ตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในยุค New Normal โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ดังกล่าวเป็นระบบที่ธนาคารสามารถนำไปสนับสนุนลูกค้ารายอื่นๆ ที่มีความต้องการคล้ายกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ธนาคารกรุงเทพยังได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการพัฒนาบริการใหม่ๆ สำหรับลูกค้าธุรกิจด้วยเช่นกัน เช่น การร่วมมือกับบริษัท จีซี มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่นส์ จำกัด (GCM) ซึ่งเป็นธุรกิจหลักด้านเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. ในการพัฒนาการเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิต (L/C) ระหว่างไทย-เวียดนาม บน Enterprise Blockchain ได้สำเร็จเป็นแห่งแรก ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเปิด L/C ได้ภายใน 1 ชั่วโมง และช่วยให้การเรียกเก็บเงินตาม L/C จากผู้ซื้อ ไม่ต้องส่งเอกสารที่เป็นกระดาษจำนวนมากระหว่างกัน และลดเวลาในการเรียกเก็บและชำระเงินจากเดิม 3 สัปดาห์ เหลือเพียง 24 ชั่วโมง

ในด้านบริการออฟไลน์ ธนาคารได้แต่งตั้งเทสโก้ โลตัส และเซเว่น-อีเลฟเว่น ให้เป็น Banking Agent ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถฝากและถอนเงินสดได้ที่เคาน์เตอร์ของเทสโก้ โลตัส และเซเว่น-อีเลฟเว่น ทั่วประเทศ ในเวลาและพื้นที่ที่สะดวก และธนาคารยังได้พัฒนาเครื่องมือดิจิทัล ที่ช่วยให้พนักงานสามารถให้บริการลูกค้าด้วยคุณภาพที่สูงอย่างสม่ำเสมอและมีความคล่องตัว

และในช่วงต้นปี 2564 ธนาคารจะเปิดตัวโซลูชัน “TT01” ซึ่งเป็น Chatbot ที่สามารถให้ข้อมูลบริการทางการเงินในภาษาไทยแก่ลูกค้าได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งไม่เพียงจะช่วยให้ลูกค้าได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น หากจะทำให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารสามารถแนะนำผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดด้วย

“ชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal นำมาซึ่งความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ขณะเดียวกัน เรายังต้องรับมือกับความท้าทายจากปัจจัยเดิม ที่มีมาก่อนจะเกิดการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งได้แก่การรุกคืบของเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Disruption) ความขัดแย้งทางการค้า (Trade Dispute) และการเคลื่อนย้ายของห่วงโซ่อุปทาน (Relocation of Supply Chain) จากประเทศหนึ่งไปยังประเทศหนึ่ง”

“ประเด็นเหล่านี้จะกลับมาเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับผู้บริหารอีกครั้ง ที่จะต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจ เพื่อนำพาองค์กรของตนฝ่าฟันไปให้ได้อย่างปลอดภัย”

ผมมองว่า ในช่วงหลังโควิด ภูมิภาคอาเซียนและเอเชียยังคงมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้ จากการเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจของจีน อินเดีย และอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยจำนวนประชากรรวมกันเกือบ 3,500 ล้านคน หรือประมาณ 44% ของประชากรโลก ที่มีอยู่ 7,800 ล้านคน

นอกจากนี้ ภูมิภาคอาเซียนและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นผลจากความเข้มแข็งภายในภูมิภาคและความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ที่จะมีมากขึ้นและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership-RCEP) ที่ 10 ประเทศอาเซียน และอีก 5 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ร่วมลงนามกันเมื่อเดือน พ.ย.2563 ที่ผ่านมา เป็นข้อตกลงการค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยประชากรมากกว่า 2,200 ล้านคน

เราพร้อมสนับสนุนลูกค้าในการขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย ด้วยประสบการณ์การดำเนินธุรกิจในต่างประเทศที่ยาวนานกว่า 60 ปี และเครือข่ายสาขา 300 กว่าแห่ง ครอบคลุม 14 เขตเศรษฐกิจของโลก

ซึ่งประกอบด้วยสาขาธนาคารกรุงเทพ และธนาคารท้องถิ่นที่ธนาคารกรุงเทพถือหุ้นทั้งหมด คือ ธนาคารกรุงเทพ (ประเทศจีน) ที่มีสาขา 6 แห่งตั้งอยู่ในเมืองหลักๆของประเทศจีน ธนาคารกรุงเทพ เบอร์ฮาด ที่มีสาขา 5 แห่งทั่วประเทศมาเลเซีย และธนาคารเพอร์มาตา ซึ่งเข้ามาร่วมอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารล่าสุดในปี 2563 พร้อมด้วยสาขาประมาณ 300 แห่ง ใน 62 เมืองทั่วประเทศอินโดนีเซีย

“ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและปัจจัยท้าทายใหม่ๆ ธนาคารกรุงเทพยังคงยึดมั่นในเจตนารมณ์ของ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ที่เน้นดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด มีความเข้าใจลูกค้าอย่างถ่องแท้ และพร้อมสนับสนุนลูกค้าได้อย่างถูกต้องและทันกาล ซึ่งเป็นทางการดำเนินธุรกิจที่ส่งผลให้ธนาคาร ลูกค้า ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย เจริญเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป”

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19ผลกระทบทางเศรษฐกิจสกู๊ปเศรษฐกิจทีมเศรษฐกิจชาติศิริ โสภณพนิชธนาคารกรุงเทพเทคโนโลยีดิจิทัล

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 15:07 น.