ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    พยุงหนี้เสียเอสเอ็มอีสุดพลัง ย้ำเอาอยู่ไม่ทะลุ 4 แสนล้าน

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์23 ก.ย. 2563 07:38 น.
    SHARE

    บสย.มั่นใจยังไหว สกัดหนี้เสียเอสเอ็มอี คาดกรณีเลวร้ายสุด ปีนี้หนี้เสียจะไม่เกิน 9% ย้ำตัวเลขปัจจุบันที่ 340,000 ล้านบาท ยังไม่ใช่ระดับเลวร้ายและน่าจะไม่ทะลุ 400,000 ล้านบาท เผยเห็นสัญญาณดีขึ้น หาก ธปท.ขยายเวลาพักหนี้-บสย.เข้าไปช่วยค้ำสินเชื่อเพิ่ม หนี้เสียจะกลับไปอยู่ที่ 5.6% เท่าสิ้นปี 2562

    นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า คาดว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปีนี้ จะอยู่ที่ไม่เกิน 8-9% ในกรณีเลวร้ายสุดที่หาก บสย.ไม่เข้าไปช่วยค้ำประกันสินเชื่อและไม่มีการขยายอายุมาตรการพักชำระหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะหมดระยะเวลาเดือน ต.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีหลายธนาคารที่ประกาศขยายระยะเวลาการพักชำระหนี้ออกไปจนถึงสิ้นปี 2563

    ทั้งนี้ ณ เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา หนี้เสียของเอสเอ็มอีอยู่ที่ 6.5% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 5.6% จากที่ก่อนหน้านี้มีการวิเคราะห์ว่าผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้จะทำให้หนี้เสียของเอสเอ็มอีขยับขึ้นไปเป็นเลขสองหลัก

    “บสย.ทำหน้าที่เสมือนทำนบกันน้ำ ไม่ให้ไหลบ่าท่วมเมือง โดยจากมูลหนี้ที่ผิดนัดชำระตั้งแต่ 1-3 เดือน (SM) ของเอสเอ็มอี จำนวน 720,000 ล้านบาท และหนี้เอ็นพีแอล (หนี้ที่ผิดนัดชำระเกิน 3 เดือน) ของเอสเอ็มอี จำนวน 340,000 ล้านบาท รวมเป็น 1.06 ล้านล้านบาทนั้น บสย.ได้ช่วยดูดซับหนี้เอ็นพีแอลของเอสเอ็มอี ด้วยการเข้าไปช่วยค้ำประกันแล้ว 50,000 ล้านบาท และดูดซับมูลหนี้ที่ผิดนัดชำระตั้งแต่ 1-3 เดือน ออกมาได้อีก 250,000 ล้านบาท รวมเป็น 300,000 ล้านบาท หรือเท่ากับ 30% ของหนี้จำนวน 1 ล้านล้านบาท”

    นอกจากนี้ หากรัฐบาลอนุมัติโครงการค้ำประกันสินเชื่อ ระยะที่ 9 (PGS9) ที่กำหนดวงเงินค้ำประกันไว้ 200,000 ล้านบาท จะทำให้ บสย.สามารถค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีได้อีก 300,000 ล้านบาท บวกกับถ้ามีการขยายเวลาพักชำระหนี้ ซึ่งช่วยไม่ให้หนี้เสียไหลลงมาอีก จะทำให้ตัวเลขเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีสิ้นปีนี้กลับไปอยู่ที่ 5.6% เท่ากับสิ้นปีที่แล้ว

    ส่วนระดับหนี้เอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 340,000 ล้านบาทนั้น ยังไม่ถือว่าอยู่ในระดับเลวร้าย เชื่อว่าหากจะขึ้นไปมากสุดคงไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ขณะที่ตัวเลขมูลหนี้ที่ผิดนัดชำระตั้งแต่ 1-3 เดือน ของเอสเอ็มอี จำนวน 700,000 กว่าล้านบาทนั้น อาจไหลลงมาเป็นหนี้เอ็นพีแอลได้ถึง 20-30% หากไม่มีโครงการพักชำระหนี้และการค้ำประกันของ บสย. ซึ่งจะเป็นการเพิ่มเอ็นพีแอลในระบบอีก 140,000-210,000 ล้านบาท

    “บสย.จะไม่ยอมให้มูลหนี้ที่ผิดนัดชำระตั้งแต่ 1-3 เดือน ไหลลงมาเป็นเอ็นพีแอลเพิ่มเติมอีก จึงต้องเข้าไปช่วยค้ำประกันเพื่อรอเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งขณะนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นแล้ว ทั้งนี้บสย.ยังมีวงเงินค้ำประกันที่สามารถค้ำประกันได้อีกในปีนี้ 95,500 ล้านบาท สามารถค้ำประกันสินเชื่อได้ 150,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวม PGS9 ที่มีวงเงินอีก 200,000 ล้านบาท คาดว่าจะเพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้หนี้ SM ไหลลงมาเป็นหนี้เอ็น–พีแอลได้”

    ด้านนายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงการสนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท ต่อปี ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ คาดว่าร่างกฎกระทรวงการคลัง เรื่องการประกาศกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. ...จะประกาศบังคับใช้ได้อย่างเป็นทางการ เพื่อสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้ง่ายขึ้น โดยมี 2 มาตรการสำคัญคือ กำหนดสัดส่วนจัดซื้อจากเอสเอ็มอีไม่น้อยกว่า 30% ของวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างในหมวดสินค้า/บริการที่กำหนด โดยให้คัดเลือกจากเอสเอ็มอีในจังหวัดก่อน หากไม่มีในจังหวัดหรือมีจำนวนไม่ครบ 3 ราย สามารถคัดเลือกจากภายนอกจังหวัดได้ และการให้แต้มต่อเอสเอ็มอีที่เข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอี-บิดดิ้ง เสนอราคาสูงกว่าราคาต่ำสุดไม่เกิน 10%

    ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวนี้จะช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการ 2 กลุ่มได้รับสิทธิตามเงื่อนไข คือ ไมโครเอสเอ็มอีที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี หรือมีการจ้างงานไม่เกิน 5 คน และวิสาหกิจขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีที่มีรายได้ 50-100 ล้านบาทต่อปี มีการจ้างงาน 30-50 คน โดยคาดว่าตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป จะมีเอสเอ็มอีทุกอุตสาหกรรมและจากทั่วประเทศ ลงทะเบียนพร้อมขึ้นรายการสินค้า 126,320 ราย จากปัจจุบันมีเอสเอ็มอีลงทะเบียนแล้ว 440 ราย จาก 41 จังหวัด รวมรายการสินค้า 1,200 รายการ

    “สสว.คาดหวังว่าหากเอสเอ็มอีเข้าร่วมจัดซื้อจัดจ้างฯ และทุกหน่วยงานรัฐให้ความร่วมมือจะทำให้เอสเอ็มอีไทยเข้าถึงงบ 1.3 ล้านล้านบาท ไม่น้อยกว่า 30% หรือ 400,000 ล้านบาท”

    ขณะเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด สสว.จึงได้เตรียมแผนสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ ทั้งในรูปแบบการอบรม และมอบให้ศูนย์ให้บริการเอสเอ็มอีครบวงจร (โอเอสเอส) ซึ่งมีสาขาทั่วประเทศ เป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ ช่วยเหลือและพัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ ให้พร้อมเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต่อไป.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    หนี้เสียเอสเอ็มอีบสย.รักษ์ วรกิจโภคาทรสกัดหนี้เสียประกันสินเชื่อข่าววันนี้

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 29 ตุลาคม 2563 เวลา 15:29 น.