ข่าว
100 year

ตลาดจีนชะงัก "มนัญญา" อัดกว่า 400 ล้าน อุ้มชาวสวนผลไม้ สู้ระบาดโควิด

ไทยรัฐฉบับพิมพ์3 มี.ค. 2563 01:05 น.
SHARE

รมช.เกษตรฯ สั่งเร่งหาตลาดจำหน่ายผลไม้ ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จาก "โควิด-19" ระบาด คาดการส่งออกไปจีนชะงัก ส่งผลปริมาณผลผลิตกระจุกตัวในประเทศ เตรียมคลอดมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน จัดหางบอุดหนุน 414.20 ล้านบาท พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ เร่งระบายผลผลิตสู่ตลาด-ผู้บริโภคทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 3 มี.ค.63 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดหนักในประเทศจีนและอีกหลายประเทศทั่วโลกขณะนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน โดยเฉพาะผลไม้ ทั้งทุเรียน มังคุด และลำไย แต่ละปีทางประเทศจีนมีปริมาณการสั่งซื้อผลไม้เหล่านี้จากไทยจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลการส่งออกผลไม้ย้อนหลัง 3 ปี (2560-2562) 3 ประเทศหลักที่สั่งซื้อผลไม้ของไทยได้แต่ จีน ฮ่องกง และเวียดนาม รวม 1,324,637 ตัน ในจำนวนนี้ส่งออกไปประเทศจีน จำนวน 570,833 ตัน ฮ่องกง 114,260 ตัน และเวียดนาม 639,545 ตัน 

น.ส.มนัญญา กล่าวต่อว่า ในปี 2563 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีปริมาณผลไม้ออกสู่ตลาด รวม 3,072,591 ตัน โดยแบ่งเป็น ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ ลองกอง และลิ้นจี่ และเมื่อนำผลผลิต 3 ชนิดสำคัญ คือ ทุเรียน ลำไย มังคุดรวมกัน จะมีปริมาณมากกว่า 84 % ของปริมาณผลไม้ทั้งประเทศ ซึ่งหากไม่มีมาตรการรองรับผลผลิตที่ไม่สามารถส่งออกได้ จะกระจุกตัวกลับมาสู่ตลาดในประเทศ ส่งผลทำให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำและเกษตรกรประสบปัญหาขาดทุน ขณะเดียวกันมีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้ 104 แห่ง ใน 31 จังหวัด มีเกษตรกรเป็นสมาชิก 95,321 ราย ปริมาณการรวบรวมผลไม้ในปี 2562 ที่ผ่านมา 32,242.53 ตัน มูลค่า 966.173 ล้านบาท และมีการส่งออกผลผลิตทุเรียน มังคุดและลำไย ไปประเทศจีน 12,251.16 ตัน มูลค่า 572.45 ล้านบาท 

"ได้มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร เพื่อรองรับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด-19 เป็นมาตรการเร่งด่วน เพื่อให้การระบายผลผลิตออกจากพื้นที่เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ป้องกันปัญหาผลไม้กระจุกตัวและล้นตลาด โดยจะใช้เครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศเป็นกลไกในการระบายผลไม้สู่ตลาด ในทุกพื้นที่และเข้าถึงผู้บริโภค ในราคาที่เป็นธรรม โดยสหกรณ์ที่เป็นแหล่งผลิตผลไม้รวบรวมและกระจายผลผลิตส่งขายให้กับสหกรณ์ ที่มีศูนย์กระจายสินค้าและสหกรณ์ขนาดใหญ่ทุกอำเภอทั่วประเทศ ช่วงระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน เม.ย.-ก.ย.เบื้องต้นได้ตั้งเป้าหมายในการกระจายผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ 80,000 ตัน แบ่งเป็นทุเรียน 40,00 ตัน มังคุด 20,000 ตัน และลำไย 20,000 ตัน" รมช.มนัญญา กล่าว

ด้าน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำแผนเพื่อขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อบริหารจัดการผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ วงเงิน 414.20 ล้านบาท โดยให้สหกรณ์ต้นทางใช้เป็นค่าบริหารจัดการผลไม้ ก.ก.ละ 1 บาท ค่าขนส่ง จากแหล่งรวบรวมไปสหกรณ์ปลายทาง ก.ก.ละ 2 บาท ค่าจัดซื้อบรรจุภัณฑ์ เช่น ตะกร้า กล่อง จำนวน 3.5 ล้านใบ และค่าบริหารจัดการของสหกรณ์ปลายทางเพื่อกระจายผลไม้สู่ผู้บริโภคในพื้นที่ ก.ก.ละ 50 สตางค์ และจะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ ในจังหวัดใหญ่ เช่น นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ สงขลา สุราษฎร์ธานี กรุงเทพฯ รวม 16 จังหวัดและระดับอำเภอ 824 อำเภอ และให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 1 ให้สหกรณ์กู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลไม้จากเกษตรกรในฤดูกาล ปี 2563 ซึ่งในเดือนเมษายน คาดว่าผลไม้จะเริ่มออกสู่ตลาดช่วงแรกประมาณ 200,000 ตัน ก็จะใช้กลไกสหกรณ์ขับเคลื่อนรองรับผลผลิตเพื่อเร่งระบายผลไม้สู่ผู้บริโภคทันที

ทั้งนี้มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด-19 โดยการสนับสนุนการกระจายผลไม้ผ่านสถาบันเกษตรกรในช่วงฤดูกาลผลิต ปี 2563 จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไม่ให้ตกต่ำ คิดเป็นมูลค่า 1,760 ล้านบาท และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่า 7,644.071 ล้านบาท หรือ 18.45 เท่าของการลงทุนจากภาครัฐ และในวันที่ 8-9 มี.ค.จะมีการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลไม้ใน จ.จันทบุรี พร้อมทั้งได้เชิญตัวแทนสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่รวบรวมผลไม้ รับฟังการชี้แจงถึงมาตรการ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาด และจะมีการประชุมสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมกันกระจายผลไม้ ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตต้นทางกับสหกรณ์ผู้บริโภค กว่า 150 แห่ง พร้อมทั้งทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายผลไม้ระหว่างสหกรณ์กับคู่ค้าเอกชน ทั้งห้างโมเดนเทรด บริษัทเอกชนและผู้ส่งออก โดยคาดหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในช่วงที่ออกมาพร้อมกัน เป็นการกระตุ้นตลาดและ เพิ่มช่องทางในการระบายผลผลิตออกสู่ตลาดและถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ช่วยดูดซับผลผลิตในตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและยกระดับคุณภาพผลผลิตให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร มีช่องทางในการจำหน่ายผลผลิต เพื่อไม่ให้ผลไม้ราคาตกต่ำ และสามารถขายผลผลิตได้ในราคาเป็นธรรม

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

มนัญญา ไทยเศรษฐ์ผลไม้ส่งออกผลไม้ไทยชาวสวนผลไม้โควิด-19ข่าวทั่วไป

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้