king10
Thairath Logo
กีฬา

หอการค้า-ธปท.หั่นเป้าจีดีพี “วิรไท” ยันไม่ได้ดูแลค่าบาทเอาเปรียบมะกัน

Share :
line-share-logo

“แบงก์ชาติ” ยันไม่มีจุดยืนแทรกแซงค่าเงินเพื่อความได้เปรียบการค้าสหรัฐฯ ขณะ ที่สงครามการค้าที่ทวีความรุนแรง ส่งผล ต่อทั้ง เศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออก รวมทั้งตลาด เงิน ตลาดทุน จ่อลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้โตต่ำกว่า 3.8% ด้านหอการค้าไทยหั่นเป้าจีดีพีเหลือ 3.5% ชี้โดน 6 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าหนัก จี้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่เร่งสร้างความมั่นใจ

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณี ที่ประเทศไทยอาจตกอยู่ในรายชื่อประเทศที่ถูกจับตาเนื่องจากเข้าข่ายแทรกแซงค่าเงินว่า ในรายงานการติดตามการแทรก แซงค่าเงินของสหรัฐฯนั้น ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับ 12-13 ประเทศหลักที่เป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่มีข่าวว่าสหรัฐฯ อาจติดตามเพิ่มเติม โดยขยายประเทศเพิ่มเป็น 20-25 ประเทศ ที่อาจถูกเข้าข่ายจับตาเป็นพิเศษ ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้คุยกับทางการสหรัฐฯต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าประเทศไทยไม่มีนโยบายเข้าไปบริหารจัดการค่าเงินบาทเพื่อความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐฯอย่างแน่นอน

“อย่างไรก็ตาม อาจมีบางช่วงที่ ธปท.เข้าไปดูแล โดยเฉพาะช่วงที่มีเงินไหลเข้าเร็วและแรง ซึ่งเป็นผลจากเหตุการณ์ภายนอก ทำให้ค่าเงินบาทเกิดความผันผวนรวดเร็ว ไทยก็ต้องเข้าไปดูแลค่าเงินเหมือนประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ ที่ได้รับกระทบเช่นเดียวกัน แต่หากรายงานของสหรัฐฯ จะขยายจำนวนประเทศเป็น 20-25 ประเทศ และไทยอยู่ในรายชื่อประเทศที่จับตาเป็นพิเศษก็อย่าตกใจ เพราะหากมีรายชื่อจริง น่าจะมาจากเหตุผล ที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดระดับสูง และเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯในระดับสูง ซึ่งปกติการขึ้นบัญชีของสหรัฐฯ จะมีเหตุ 3 ข้อ ซึ่งการเกินดุลทั้งสองรายการอยู่ในเหตุนี้ แต่ไม่ได้เข้าข่ายประเทศที่บริหารจัดการค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า หรือเป็นประเทศที่ปั่นค่าเงิน เพราะจุดยืน ธปท.ไม่ได้มีนโยบายเข้าไปบริหารค่าเงินเพื่อความได้เปรียบทางการค้า แต่ช่วงที่ตลาดเงินตลาดทุนโลกมีความผันผวนก็เป็นปกติของทุกประเทศที่เข้าไปดูแลค่าเงิน”

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธปท. หารือกับสหรัฐฯมาต่อเนื่อง โดยรายงานข้อเท็จจริงแต่หากไทยอยู่ในประเทศที่สหรัฐฯ จับตาก็ยืนยันได้ว่าจะไม่มีผลกระทบ ไม่มีผลต่อการทำนโยบายการเงินของ ธปท. หรือการเข้าไปดูแลค่าเงิน เพราะหาก ธปท.เข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อความได้เปรียบจริง เราคงไม่เห็นค่าเงินบาทเป็นไปในทิศทางนี้ เพราะค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าค่าเงินหลายสกุลด้วยซ้ำ ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะต่อไปยังคงมีความผันผวน ทำให้ ธปท.พยายามสื่อสารให้ภาคธุรกิจทำความเข้าใจ และป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

นายวิรไทยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า ธปท.เตรียมทบทวนการประมาณตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เดือน มิ.ย.นี้ โดยคาดว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ น่าจะมีแนวโน้มต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อนว่าจะขยายตัว 3.8% เนื่องจาก เดิมคาดว่าสงครามการค้า จะมีข้อยุติในทางที่ดี แต่กลายเป็นมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อไทยที่เป็นประเทศพึ่งพาการส่งออกเมื่อส่งออกชะลอลง อาจมีผลไปถึงการชะลอการลงทุนได้ด้วย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความผันผวนในตลาดเงิน ตลาดทุน ค่อนข้างมาก ซึ่งต้องติดตามบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต และการส่งออกทั้งของสหรัฐฯและจีนอย่างใกล้ชิด โดยส่วนที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่ส่งออกไปยังจีน ซึ่ง ธปท.จะติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ได้ปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปี 62 ลงเหลือขยายตัว 3.5% จากเดิม 3.8% เพราะได้รับผลกระทบจาก 6 ปัจจัยเสี่ยงใหญ่ ทั้งสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น, เศรษฐกิจจีนชะลอลงกว่าที่คาด, ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทำให้ค่าเงินบาทผันผวน, ความขัดแย้งทางการเมือง, ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินที่สูงและการเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ และปัญหาในตะวันออกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น

“ศูนย์ได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยไว้ 3 กรณี โดยกรณีร้ายแรงสุด คือสงครามการค้า ยืดเยื้อและรุนแรง การเมืองขาดเสถียรภาพ จนทำให้นักธุรกิจและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ส่งออกไทยจะติดลบ 2.2% และฉุดจีดีพีเหลือขยายตัว 3.3% กรณีภาวะปกติการเมืองมีเสถียรภาพและสงครามการค้าไม่เพิ่มความรุนแรงกว่าปัจจุบัน การส่งออกจะขยายตัว 0.5% และจีดีพีขยายตัว 3.5% ซึ่งกรณีนี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด และกรณีดีที่สุด คือสงครามการค้าผ่อนคลาย การเมืองดีขึ้นจนนักลงทุนมีความมั่นใจ ทำให้ส่งออกไทยขยายตัว 2.4% และจีดีพีขยายตัว 3.7% ่แม้มีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าแต่ยังพบว่า มีหลายปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจไทย เช่น จะมี ครม.ชุดใหม่ และมีรัฐสภาในระบบ 2 สภาตามแบบสากล การท่องเที่ยวมีสัญญาณฟื้นตัว การลงทุนภาครัฐมีโอกาสเร่งตัวดีขึ้น และการลงทุนเอกชนมีทิศทางที่ดี ธนาคารชาติทั่วโลกชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เป็นต้น

นายธนวรรธน์ กล่าวถึงการเมืองว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาก รัฐบาลใหม่ต้องเสถียรภาพสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง ไม่มีการชุมนุมนอกสภา เพราะจะส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยว และรัฐบาลใหม่ต้องมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ภายในต้นไตรมาส 4 รวมทั้งทีมเศรษฐกิจต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ และต้องเร่งขับเคลื่อนโครงการเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน จะช่วยลดกระทบจากสงครามการค้าได้ทั้งนี้ ศูนย์มีข้อเสนอแนะ คือ รัฐบาลต้องบริหารค่าเงินบาท ไม่ให้แข็งค่าเกินไป หรือให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับคู่แข่ง ค่าเงินบาทที่เหมาะสมคือ 32 บาทต่อเหรียญฯ ส่วนการท่องเที่ยว รัฐต้องดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ และการดูแลราคาสินค้าเกษตร.

อ่านเพิ่มเติม...
แบงก์ชาติวิรไท สันติประภพเงินไหลตลาดทุนการส่งออกค่าเงินเศรษฐกิจไทย