ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ร่วมฝ่าวิกฤติหนี้ 7 ล้านล้าน “สุพัฒนพงษ์” มั่นใจ ธปท.-ธนาคารพาณิชย์เอาอยู่

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์26 ก.ย. 2563 05:45 น.
    SHARE

    “สุพัฒนพงษ์” มั่นใจ ธปท.–แบงก์พาณิชย์ ร่วมฝ่าวิกฤติลูกหนี้ หลังมาตรการพักชำระหนี้จะหมดอายุสิ้น ก.ย.นี้ หวั่นกระทบลูกหนี้ 12.8 ล้านราย มูลหนี้รวม 7 ล้านล้านบาท ชี้มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ของ ธปท.ที่จะออกมาไตรมาส 4 จะทำให้ระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อได้ และรัฐจะไม่เกิดวิกฤติเหมือนปี 40 ด้าน สศช.แนะรัฐทำงบประมาณสมดุลให้ได้ภายใน 5–6 ปี

    นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน กล่าวในงานสัมมนา “ทางเลือก ทางรอด ฝ่าวิกฤติหนี้” ว่าหลายฝ่ายมีความกังวลกับมาตรการพักชำระหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่จะหมดอายุสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งมีผู้ที่ใช้มาตรการนี้กว่า 12.8 ล้านราย วงเงินพักชำระหนี้รวม 7 ล้านล้านบาท ซึ่งจากการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และผู้บริหารสถาบันการเงินต่างๆ ระบุว่าได้พูดคุย ติดตาม เจรจากับลูกหนี้อยู่ตลอด และภายในไตรมาส 4 ปีนี้ จะได้เห็นความชัดเจนของมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ของ ธปท.ซึ่งจะทำให้ทุกฝ่ายในระบบเศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปได้

    “มาตรการต่างๆ ธปท.ได้ออกมาเป็นระยะๆ ขณะที่สถาบันการเงินเตรียมความพร้อมตลอด มีเงินทุนสำรองรวมกันสูงถึง 3.8 ล้านล้านบาท และตั้งสำรอง 144% ซึ่งสูงมากกว่าระดับปกติ มั่นใจว่าสถาบันการเงินจะสามารถดูแลได้ ส่วนรัฐบาลก็เตรียมมาตรการอื่นๆ เช่น มาตรการรองรับการว่างงาน เป็นต้น เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นการปรับโครงสร้างหนี้ชัดเจน ตัวเลขหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก็จะค่อยๆลดลง ส่วนลูกหนี้ที่เป็นสมาชิกของสมาคมการค้า สภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้า ได้ขอให้มีการรับรองและช่วยเหลือกันในกลุ่มเพื่อให้สถาบันการเงินมั่นใจและให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม”
    รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน กล่าวว่า จากการติดตามภาวะเศรษฐกิจ และความก้าวหน้าของวัคซีน ยารักษาและพัฒนาการของการรับมือโควิดของไทยและประเทศต่างๆ มั่นใจว่าจะเริ่มเห็นเศรษฐกิจเข้าสู่ระดับปกติได้ปลายปีหน้า และปี 66 จะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเต็มปี หากทุกคนเชื่อว่าโควิดจะมีวันหมดไป และเห็นการประคองและดูแลเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาที่ใช้เงินไป 800,099 ล้านบาท และเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ยังมีเม็ดเงินเหลืออยู่อีกหลายแสนล้านบาทเพื่อรองรับการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้สถาบันการเงินและทุกฝ่ายไม่กลัวจนเกินไป และช่วยปรับโครงสร้างหนี้ เจรจากับลูกหนี้เพื่อหาทางออกร่วมกัน

    “หลายคนบอกโควิด-19 เป็นมหาวิกฤติแต่ถ้าผ่านปี 40 มาแล้วจะรู้ว่าครั้งนั้นเป็นมหาวิกฤติอย่างแท้จริง อัตราแลกเปลี่ยนที่ปรับขึ้นเท่าตัวทำให้หนี้เพิ่มเป็นเท่าตัว ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 13-15% สูงกว่าปัจจุบันมาก สถานการณ์ขณะนี้เชื่อว่า
    จะไม่เกิดวิกฤติ แต่ต้องระวัง ผมจะพยายามอย่างที่สุดไม่ยอมให้เกิดวิกฤติเหมือนปี 40 อย่างแน่นอน”

    ส่วนมาตรการการดูแลเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปีนี้ จะออกมาตรการผ่านศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) เป็นระยะ โดยการกระตุ้นการบริโภคของผู้มีรายได้มาก จะใช้มาตรการภาษีมาช่วย อาจทำลักษณะเดียวกับมาตรการช็อปช่วยชาติ แต่ไม่ใช่มาตรการจ่ายเงินตรงๆแต่ต้องเป็นการร่วมกันจ่ายกับรัฐบาล

    นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า แม้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิด-19 จาก 41% มาอยู่ที่ระดับ 47% และจะเพิ่มเป็น 57% ในปี 64 หลังการกู้เงินตาม พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่ดูแลได้และไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

    สำหรับในส่วนของการจัดทำงบประมาณภาครัฐช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เรามีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จากการจัดทำงบประมาณขาดดุลมาตลอด และมีการกู้เพิ่มขึ้นจาก 250,000 ล้านบาทต่อปี มาเป็นการกู้ในระดับ 600,000 ล้านบาทในปีงบประมาณล่าสุด ซึ่งในส่วนนี้จะต้องมีการหารือกันถึงการจัดทำงบประมาณสมดุลให้ได้ภายใน 5 -6 ปี โดยส่วนที่ต้องปรับลดมากที่สุดคืองบประมาณประจำ ที่คิดเป็นสัดส่วน 80% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งการลดงบประมาณในส่วนนี้ ต้องลดขนาดราชการและทำให้การบริหารงานภาครัฐ การบริการประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันหนี้ที่เกิดจากการทำนโยบายกึ่งการคลังที่ผูกพันระยะยาวก็ต้องลดลงด้วย

    ส่วนระดับหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ 80% ของจีดีพีซึ่งในช่วง 2 ปีก่อนเกิดโควิด-19 และมีแนวโน้มลดลงมาแต่สิ่งที่ต้องจับตา คือสัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยเป็นหนี้เพื่อการอยู่อาศัยเพียง 33.9% เท่านั้น ขณะที่หลายประเทศหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นการซื้อที่อยู่อาศัย เช่น ญี่ปุ่น มีสัดส่วนถึง 80% และยังพบว่าเป็นสัดส่วนหนี้เพื่อการบริโภคถึง 27.1% และการก่อหนี้ในส่วนนี้เป็นของคนกลุ่มอายุยังน้อย 22 -40 ปีเท่านั้น ซึ่งบางทีเกิดจากโปรโมชันของบัตรเครดิตต่างๆ ซึ่งเป็นการก่อหนี้ขณะที่ยังไม่มีความรู้ในการบริหารการเงินส่วนบุคคลเพียงพอ.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    เศรษฐกิจพักชำระหนี้ลูกหนี้สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ธปท.ธนาคารพาณิชย์ข่าววันนี้ข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2563 เวลา 09:51 น.