ข่าว
100 year

ผลักดันสังคมไทยสู่ยุค “ไร้เงินสด” ก้าวที่แข็งแกร่งของ “กรุงไทย-รัฐบาล”

ไทยรัฐฉบับพิมพ์14 ต.ค. 2562 06:01 น.
SHARE

สมัยก่อน เรามักจะได้ยินว่า เงินสวัสดิการต่างๆของรัฐที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเพื่อช่วยเหลือคนยากจนก็ดี คนชรา หรือผู้ด้อยโอกาสก็ดีมักจะถูกโกงอยู่ตลอด สิ่งที่ได้ยินตามมาอีกก็คือ ไอติมแต่ละแท่งมักจะเหลือแต่ไม้ เมื่อไปถึงมือคนยากจน และกลุ่มคนที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลือ เพราะเนื้อไอติม หรือไอศกรีมละลายไประหว่างทางที่จะไปถึง หลังจากที่ถูกดูด ถูกกัดและถูกแทะเล็มไปคนละคำสองคำจนเหลือแต่ไม้!

แต่เมื่อมีการเอาเทคโนโลยีมาจับกับธุรกรรมทางการเงิน สิ่งเหล่านี้จึงหายไป และทำให้เกิดความสำเร็จ 2 อย่างขึ้นพร้อมกันคือ เงินที่รัฐอัดฉีดเข้าสู่ระบบไปถึงมือประชาชนในกลุ่มเป้าหมายได้จริงๆ ทำให้การช่วยเหลือคนยากจน ผู้ด้อยโอกาส และคนชราเป็นไปตามเป้าหมาย

ขณะเดียวกันก็ทำให้คนชั้นกลางใช้จ่ายเงินเพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจสำเร็จตามเป้าประสงค์ของรัฐบาล

หลังจากธนาคารกรุงไทยออกแบบเทคโนโลยี และเครื่องมือที่จะนำไปใช้กับ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ให้ ตั้งแต่เครื่อง EDC : Electronic Data Capture : เครื่องรูดบัตร หรืออุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่นำไปติดตั้งยังร้านธงฟ้า และร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถซื้อสินค้าที่ต้องการได้โดยไม่ต้องใช้เงินสด

เช่นเดียวกับ QR CODE และระบบการชำระเงินระหว่างธนาคารที่เรียกว่า “พร้อมเพย์” ที่กระทรวงการคลังพยายามผลักดันให้ธนาคารในระบบนำมาใช้กับประชาชนแทนการใช้เงินสด เพื่อลดภาระเรื่องค่าธรรมเนียมต่างๆลงกระทั่งถึงแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน” ที่ธนาคารกรุงไทยออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนที่ไปขึ้นทะเบียนจำนวน 10 ล้านคน สามารถใช้จ่ายผ่านการโหลดแอปฯทั้งสองในโครงการ “ชิม ช้อป ใช้” ที่รัฐบาลตั้งเป้ากระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย

จากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบให้แก่ประชาชนคนละ 1,000 บาท และได้ Cash Back กลับคืนอีก 4,500 บาท หากใช้จ่ายเป็นจำนวน 30,000 บาท

สิ่งนี้คือ แพลตฟอร์มที่ธนาคารกรุงไทยได้สร้างจุดแข็ง และความยั่งยืนในอนาคตให้แก่ตัวเองในการเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ที่สามารถให้บริการประชาชนเป้าหมายได้ตามที่รัฐบาลมีนโยบาย ในเวลาเดียวกันก็สามารถทำให้ธนาคารกรุงไทยได้ลูกค้าซึ่งเป็นเสมือนทองคำมากถึง 10 ล้านคนจากโครงการของรัฐ โดยที่ธนาคารแทบไม่ต้องลงทุนเพื่อซื้อเทคโนโลยีด้วยวงเงินจำนวนมากๆเพื่อกวาดต้อนลูกค้าเข้าสู่ธุรกรรมการเงินของธนาคาร

เมื่อต้องให้บริการแก่รัฐในฐานะลูกค้าหลักให้ได้ตามเป้าประสงค์ ในขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกถาโถมเข้าใส่ การปรับโครงสร้างองค์กร พัฒนาทักษะ และขีดความสามารถของบุคลากรภายใน จึงกลายเป็นความจำเป็นทั้งเพื่อความอยู่รอด และต่อยอดเทคโนโลยีที่มีคนคิดอยู่แล้วจากพันธมิตรธุรกิจอย่างเทนเซน และอาลีบาบา...

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารกรุงไทย เกริ่นนำกับ ทีมเศรษฐกิจ ในขณะที่ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงการวางรากฐานใหม่ให้กับธนาคารว่า สิ่งที่ผมกับท่านประธานจะทำเพื่อรักษาจุดแข็ง และฐานลูกค้าหลักของเราซึ่งก็คือรัฐบาล คือ วางรากฐานองค์กร และวัฒนธรรมการทำงานให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความโปร่งใส ต่อต้านการให้สินบน และคอร์รัปชันภายใต้หลักการที่เรียกว่า “กรุงไทยคุณธรรม”

ขณะนี้เราขับเคลื่อนกรุงไทยคุณธรรมด้วยเป้าหมาย Compliance Champions คือทำให้การปฏิบัติงานถูกต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ และกฎหมายในการดำเนินธุรกิจ พร้อมกับกระตุ้นพนักงานให้ตระหนักถึงการคิดหาแนวทางการปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานให้มีความชัดเจน ป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่ปฏิบัติตาม กฎเกณฑ์เพื่อประโยชน์ต่อธนาคาร และพนักงานเอง โดยเฉพาะเพื่อให้กรุงไทยได้รับความน่าเชื่อถือจากสาธารณชน

“ซีรีส์ 1 เราทำเสร็จไปแล้ว และขณะนี้กำลังทำซีรีส์ 2 ด้วยการให้พนักงานจำนวน 20,000 คนทั่วประเทศใน 1,100 สาขา ทำโครงการต่างๆที่จะก่อให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรไปสู่ความโปร่ง และมีธรรมาภิบาล ซึ่งก็ปรากฏมีพนักงานเสนอมา 168 โครงการจากทุกสายงานของธนาคาร และในจำนวนนี้เราเลือกออกมา 10 โครงการด้วยกัน ผมเรียกกระบวนการปรับโครงสร้างองค์กรในรูปแบบนี้ว่า การระเบิดจากข้างใน”

นายผยงเลือกที่จะให้พนักงานทุกภาคส่วนปรับเปลี่ยนทัศนคติการทำงานด้วยตนเอง รวมถึงเพิ่มคุณภาพและทักษะให้แก่ตนเพื่อให้เป็นไปตาม 4 แกนหลักซึ่ง ได้แก่ People Capability =พัฒนาขีดความสามารถของตน และประเมินผลงานตัวเอง, Process and Service =บริหารประสบการณ์ในการดูแลลูกค้า และออกแบบการบริการลูกค้า, Process Improvement=ปรับปรุงกระบวน-การตอบสนองความต้องการของลูกค้า พร้อมประเมินผลกระทบจากการปรับปรุงกระบวนการต่างๆ

สุดท้ายคือ Customer Experience=สร้างประสบการณ์ที่ดี แตกต่าง และเกิดความประทับใจเมื่อลูกค้าได้เข้ามาสัมผัสกับบริการของธนาคาร

ด้วยวิธีการเหล่านี้ ทำให้ผู้บริหารสามารถมองเห็นการทำงานขององค์กรทั้งองคาพยพได้จากบนสู่ล่าง-จากล่างสุดสู่ระดับบน ส่วนซีรีส์ 2 ที่ทำอยู่ในเวลานี้ก็คือแผนสร้างความยั่งยืนให้แก่ธนาคารภายใต้ โครงการ “1 หน่วยงาน 1 แผนคุณธรรม” ซึ่งมีทั้งหมด 1,500 โครงการทั่วประเทศ และสรุปรวมมาได้ 53 โครงการโดยพนักงานที่อยู่หน้างานในจังหวัดที่มีความแตกต่างกันทางสังคมในท้องถิ่นต่างๆเป็นผู้เสนอมา

พนักงานที่อยู่หน้างานจะรู้ดีว่าอะไรคือปัญหา โครงการนี้ทำให้พวกเขากล้าเสนอการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการมาหลายเรื่อง เพื่อปรับขบวนการทำงาน รูปแบบการให้บริการแก่ลูกค้า และคุณภาพ-ผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอลูกค้า หรือแม้แต่การเสนอว่าพวกเขาควรได้รับการถูกฝึกฝนการเพิ่มทักษะใหม่ๆให้ตนเอง

ทั้งหมดนี้คือวัฒนธรรมองค์กรที่จะขับเคลื่อนไปด้วยกัน ไม่ใช่เป็นการขับเคลื่อนด้วยคำสั่ง หรือข้อกำหนดใดๆจากรัฐบาล ขณะเดียวกันก็จะเน้นเรื่องการสร้างกฎขึ้นเพื่อตรวจสอบการทำงานให้เกิดกระบวนการกระตุ้นการทำงานเพื่อให้เกิดการตื่นตัวในการแก้ปัญหา และทลายกำแพงต่างๆที่ขวางกั้นอยู่ลงด้วยการให้แต้มหรือรางวัลจูงใจถ้าค้นพบประเด็นที่ควรปรับปรุง และถูกตัดแต้มเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น กลไกเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดการทำงานที่ครบวงจร มีประสิทธิภาพ และกลไกที่ไม่ได้อิงกับคน หรือนโยบายเป็นครั้งเป็นคราว แต่จะเป็นฐานรากที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคตของธนาคารกรุงไทย

“เราไม่ได้เอนจอยในการใช้อำนาจ เราจึงต้องทำให้รัฐบาลซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่และฐานที่มั่นสำคัญของเรามั่นใจว่า ธนาคารกรุงไทยสามารถทำงานให้รัฐบาลได้ และตอบโจทย์ต่างๆ ตามที่รัฐบาลต้องการได้ เพราะถ้าธนาคารกรุงไทยทำไม่ดี หรือไม่เป็นที่ถูกใจ รัฐบาลก็อาจจะหันไปใช้ธนาคารอื่นๆที่มีอยู่ได้”

ฉะนั้น แม้ธนาคารกรุงไทยจะอยู่ในอันดับที่ 3 ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของประเทศ จะช้ากว่าธนาคารอื่นๆไปราว 3-5 ปี แต่มาถึงวันนี้กรุงไทยก็สามารถต่อยอดให้ธนาคารกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการทำธุรกรรมทางการเงินได้โดยไม่แพ้ธนาคารใดแล้ว

ในเรื่องของ “1 หน่วยงาน 1 ความยั่งยืน” ผู้บริหารยังเปิดโอกาสให้พนักงานนำเสนอแผนธุรกิจได้ โดยนายผยงยกตัวอย่างของสาขาบนเกาะสมุย ที่คิดค้น QR CODE ในการขาย FX : Forent Exchange เงินตราต่างประเทศ โดยการไปฝากขายกับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือรถกระป๊อ ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวจำนวนมากเมื่อใดที่ลูกค้ายิง QR CODE ตรงมา ก็จะรู้ทันทีว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินมีราคาเท่าใด?

เช่นเดียวกับที่สตูล พนักงานที่นั่นคิดผลิตภัณฑ์เพื่อความสะดวกในการใช้บัตร High Value Card ว่าถ้าทำบัตรนี้แล้วจะได้รับการคุ้มครอง หรือประกันใดๆได้บ้างด้วยการทำQR CODE แปะไว้ให้ที่หลังบัตร เพื่อให้ลูกค้าสามารถยิง QR CODE แล้วรู้ทันทีว่า พวกเขาจะได้รับสิทธิในการคุ้มครองใดบ้าง เป็นต้น

สิ่งต่างๆเหล่านี้คือ การระเบิดจากข้างในที่ทำให้พนักงานธนาคารหันไปช่วยกันคิดว่าเราจะอยู่อย่าง ไรภายใต้สถานการณ์ที่ระบบธนาคารทั้งหลายถูกกระทบจากเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกเหล่านี้ให้ได้

ทีนี้ก็มาคิดกันต่อว่าธนาคารกรุงไทยจะอยู่ในตำแหน่งหรือ Positioning ใด “ผมคิดว่าชื่อกรุงไทย ก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นธนาคารของคนไทย ของประเทศไทย เพราะฉะนั้นกรุงไทยก็จะต้องอยู่เคียงข้างคนไทย เคียงข้างคุณ อันนี้ก็เพื่อจะตอกย้ำ และให้คำนิยามที่สอดคล้องกับนิยาม และสปิริตของพวกเราจริงๆโดยที่การเคียงข้างคุณนั้น มีอยู่ด้วยกัน 3 คุณ คือ คุณลูกค้า คุณพนักงาน หรือ คุณประชาชนคนไทย ซึ่งต้องอยู่ภายใต้ คุณภาพ กับ คุณธรรม”

การพาสื่อมวลชนไปดูเทคโนโลยีจากประเทศต้นแบบอย่างสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะที่ ซิลิคอน วัลเล่ย์ ก็เพื่อดูเขาแล้วหันกลับมาสำรวจตัวเองว่า ข้อต่อของกรุงไทยในแต่ละจุดนั้น สามารถต่อกันครบทุกจุดหรือไม่ และยังมีความจำเป็นอีกหรือไม่เพียงใดที่จะต้องไปซื้อเทคโนโลยีจากพวกเขา ในขณะที่เราสามารถสร้างขึ้นเองได้

สิ่งที่ธนาคารกรุงไทยต้องการเน้นอีกเรื่องก็คือ ต้นทุนของการให้บริการ และการบริการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด “เราอาจจะมาช้ากว่าคนอื่นในเรื่องของนวัตกรรมไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเข้าใจในบริบทของสังคมไร้เงินสด หรือเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้เพื่อความสะดวกในการไม่ต้องพกเงิน”

“ผมอยากจะเรียนว่า ทุกๆ 1 ล้านบาทของรายได้ที่หายไปจากธนาคารนั้น ธนาคารจะต้องลดต้นทุนให้ได้ถึง 5 ล้านบาท นั่นเป็นสมการที่กลับหัวตีลังกาอยู่ สาเหตุหลักก็คือการให้บริการที่สาขา หรือตู้ ATM เป็นการให้บริการที่ฟรี แต่มีต้นทุนที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาเงินสด ค่าดูแลตู้นิรภัย ค่าจ้างคน ค่าอาคารทุกอย่างฟรี

เดิมการโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ต มีค่าทรานแซกชัน 30 บาท 20 บาท ซึ่งหกคะเมนตีลังกาอยู่ รัฐบาลจึงพยายามผลักดันสังคมไร้เงินสดเต็มที่ “ก่อนหน้านี้ คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ขณะเป็นรมว.คลัง พยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นสังคมไร้เงินสด แต่ทั้งอุตสาหกรรมการเงินยังต้องการชะลอการใช้บริบทของสังคมไร้เงินสดอยู่ รมว.คลัง จึงทุบโต๊ะบอกว่า ถ้าทั้งระบบไม่ยอมไป ให้กรุงไทยเดินหน้าไปก่อนเลย

“ท่านประธานจึงบอกผมว่าให้เตรียมตัวไว้ ได้รับสัญญาณเมื่อไหร่ ขอให้ธนาคารกรุงไทยเดินหน้าทำทันที แต่ที่สุดท่านก็ผลักดันให้ทั้งระบบยอมเข้าสู่ระบบสังคมไร้เงินสดสำเร็จ”

นั่นเป็นที่มาให้ผมมองเห็นว่า เราเป็นธนาคารของรัฐที่อยากจะขับเคลื่อน และยกระดับการนำเอานวัตกรรมมาใช้ในระบบ Digital Economy ซึ่งมีระบบการชำระเงินเป็นพื้นฐานมาใช้ ส่วนเรื่องการลดต้นทุน เรามีเป้าหมายจะต้องลดการใช้กระดาษลง 50% ในปีหน้า เป้าหมายตรงนี้ถือว่าใหญ่มาก เพราะเกี่ยวข้องกันหมดทั้งการปล่อยสินเชื่อ การอนุมัติวงเงิน และอื่นๆอีกมากมาย”

สำหรับการให้บริการ ซึ่งจะต้องตอบโจทย์ในยุคที่ต้องปฏิรูปตัวเองนั้น เนื่องจากนวัตกรรมของโลกที่เปลี่ยนเราจึงต้องยึดหลักการปฏิรูป 3 ข้อคือ 1.ยึดลูกค้าเป็นหัวใจ คำว่าการเข้าใจลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง มันมีเรื่องที่ต้องเข้าใจเชิงลึก เช่น ต้องทราบว่าลูกค้าเราใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร ซื้ออะไรก่อนในเช้าวันแรก และลงรายละเอียดกว่าเดิมซึ่งเรามีดาต้าทำความเข้าใจกับลูกค้าได้

รับมือระบบการเงินที่ซับซ้อนขึ้น เชื่อ 3 ปี การทำลายล้างรุนแรง

2.ทุกกรณีที่เข้าถึงเข้าใจลูกค้าได้ ต้องอยู่บนพื้นฐานของการใช้นวัตกรรมให้ได้อย่างเต็มศักยภาพ และพลังของเทคโนโลยีที่จะให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อให้สามารถทราบได้ว่าเสาร์อาทิตย์นี้ เขาจะไปไหน ทานอะไรกับครอบครัว ฯลฯ

นี่คือการเข้าใจลูกค้าที่เจาะลึกไปในรายละเอียดกว่าเดิมด้วย ระบบ AI : Artificial Ibtelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานตลอดเวลา รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมาก

ฉะนั้นสิ่งที่คิด และทำจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด และ 3.วิธีการทำ งานของกรุงไทยจะต้องปรับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และจะอยู่ในรูปแบบเดิมๆไม่ได้...

บริบทใหม่ของกรุงไทยอีกอย่างคือ เดิม KTB Net Bank คือ 2.0 วันนี้เราออกกรุงไทย Next แม้จะช้ากว่าคนอื่น แต่ก็พยายามจะเข้าสู่ โมบาย แบงกิ้ง ภายใต้กระบวนการของ Open Banking ให้ได้ กระนั้นก็ตามเมื่อยังไม่สามารถยึดหัวหาดโมบายแบงกิ้งได้เต็มตัว

สิ่งที่ต้องมองไปข้างหน้าว่ากรุงไทยจะเป็นผู้นำภายใต้บริบทของ Open Banking ได้อย่างไร และจะก้าวกระโดดจากการ Disruption ด้วยการสร้างโอกาสของธนาคารให้มากที่สุดอย่างไร

“เจ้าตัว Disruption มันมี 2 ตัว คือ ตัวการทำลายล้าง และอีกตัวคือ ทำลายล้างแล้ว สร้างขึ้นใหม่ การทำลายล้างนั้นเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากประคองและชะลอ ตามระบบของ Treditional Banking แต่สิ่งที่เราต้องเร่งทำคือ สร้างขึ้นใหม่ให้เร็วที่สุดด้วยความหวังว่าในวันที่ Treditional Banking ถูกลดความสำคัญลง เราจะมี Open Banking เข้ามา ซึ่งเป็นมิติที่ทุกธนาคารพยายามวิ่งแข่งกัน การที่จะไปสู่จุดนั้นได้ ก็แล้วแต่วิถีของตัวเอง”

กลับไปดูเทคโนโลยีที่จะทำให้กรุงไทยสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ขนาดนั้น จำเป็นต้องมีพันธมิตร เหมือนๆคนอื่น ที่เขามีพันธมิตรกับใครต่อใครมากมาย แต่ของกรุงไทย เมื่อไม่ได้เก่งขนาดนั้นก็ต้องหันกลับมาดูตัวเองว่า พันธมิตรที่จะต้องหันไปปกป้องดูแลให้ดีคือใคร และสิ่งที่มองเห็นอยู่ตรงหน้าก็คือ รัฐบาล เพราะตัวเราเองให้บริการเรื่องระบบการชำระเงินกับรัฐบาล และเน้นลูกค้าเป็นหัวใจ

วันนี้เราปรับตัวขึ้นมาเป็นคู่คิดของรัฐบาล และเป็นพันธมิตรที่จะต่อยอดกันไปเรื่อยๆ เป็นบริบทที่เราพยายามหาหุ้นส่วนที่จะทำงานร่วมกันในอนาคต ซึ่งจะต้องอิงเข้าสู่ปัจจัย 4 ซึ่งเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตของมนุษย์ ของประชาชนทั่วไป กิจวัตรประจำวันของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม

ทั้งหมดนี้ได้ข้อสรุปว่ากรุงไทยต้องทำใน 5 ระบบนิเวศ คือ 1.เรื่องของระบบการชำระเงินของผู้คนจำเป็นต้องใช้จ่าย 2.รัฐบาล 3.ระบบการขนส่ง 4.ระบบสุขภาพ และ 5.การศึกษา ของ New Gen เพราะฐานลูกค้าของกรุงไทยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย ถ้าไม่เร่งตอบโจทย์เจนใหม่ ในอนาคต ก็ไม่สามารถได้รับความไว้วางใจจากพวกเขาได้เลย

อย่างไรก็ตาม การจะตอบโจทย์ลูกค้าได้ ต้องขึ้นอยู่กับโครงสร้างของเทคโนโลยีและฐานข้อมูล หรือ Data Structure เป็นหลัก

เพื่อให้เข้าถึงจิตของลูกค้า กรุงไทยจะทำอย่างไรที่จะตอบโจทย์ลูกค้าที่กำลังจะเดินเข้าร้านซาร่าได้ว่า จะให้ส่วนลดอะไรกับการใช้บัตรของกรุงไทยได้ ชำระก่อนจ่ายทีหลัง ใช้รอยัลตี้ได้ เป็นต้น

การจะเข้าไปสู่จุดนั้นได้จะต้องฝึก AI ให้เข้าไปสู่การประมวลผลข้อมูลให้ได้ ต้องเหมือนสมองมนุษย์ รวดเร็ว และไม่ต้องหลับต้องนอน ที่สำคัญต้องรับรู้ระบบฐานข้อมูลของลูกค้ากรุงไทยเป็นอย่างไร

“ภายใน 1 ปี เราจะเริ่มเห็น Digital Lending Sandbox หรือการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นตัวกลางทางการเงินแทนธนาคารหรือสถาบันการเงิน ซึ่งจะค่อยๆเกิดขึ้น และภายใน 3 ปี น่าจะได้เห็นการแข่งขันในมิตินี้แล้ว เพราะผมเชื่อว่า Disruption ใน 3 ปีนี้จะรุนแรง ถ้าเกิดเราไม่สามารถทำตัวเองให้มีความสำคัญในสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่จะปั่นป่วนนี้ได้ ผมอยากจะเรียนว่า เราจะต้องเปลี่ยน Business Model กันอย่างรุนแรง...

ผมอยากชี้ให้เห็นภาพชัดเจนว่า ในจีนน่ะ ทุกๆ 100 บาทที่ เขาปล่อยกู้ เขาเก็บไว้ปล่อยกู้ตัวเองไม่ถึง 10 บาท ฉะนั้นการดำรง สินทรัพย์สภาพคล่องต้องเลิก แล้วเอาไปขาย Reginal Bank ของจีน ที่ไม่มีความสามารถในการปล่อยกู้ พูดง่ายๆก็คือ กินน้ำใต้ศอก

การกินน้ำใต้ศอกนี้ 1. B Bank บอกว่า ต้องเก็บค่า Upfront Fee หรือค่าธรรมเนียมการเรียกเก็บหนี้การค้าในการหาลูกค้า 2.ผมเก็บไว้ไม่ถึง 10% แต่ทั้ง 100% ผมขอค่าบริหารจัดการอีก 4% ค่าทวงหนี้ ค่าคอลเลกชัน แบงก์ที่เหลือก็กินแกลบซีครับ และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในจีน”

ในประเทศไทย ถ้าระบบธนาคารทำไม่ทัน หรือกรุงไทยทำไม่ทัน อีกหน่อยกรุงไทยจะเป็นธนาคารที่เหลือแต่ทรัพย์สินที่ ซุปเปอร์เสี่ยง รายได้บางเฉียบ การบริหารจัดการไปไม่รอดแน่นอน อย่าลืมว่า ธนาคารเป็นธุรกิจที่ถูกคุมเข้มมาก ทั้งในเรื่องของกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง และอื่นๆ ฉะนั้นถ้ากรุงไทยไม่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าได้ เพื่อเป็น Personal life Banking ได้ ที่สุดก็จะไปไม่รอดแน่ๆ

ที่สำคัญกว่า ถ้าพูดถึงบริษัทขนาดใหญ่ๆ และ SMEs สิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือ ธนาคารต้องสามารถใช้ AI ในการเก็บรายละเอียดทั้งหมดเพื่อสู้กับระบบการเงินและการค้าแบบใหม่ที่จะเข้ามาพร้อมๆ กับเทคโนโลยี Disruption ด้วย ยกตัวอย่างในจีน บริษัทขายกระดาษทิชชู หรือกระดาษชำระ สามารถรู้ได้ว่า ร้านอาหารแห่งหนึ่ง หรือบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง กระดาษทิชชูในห้องน้ำจะหมดเมื่อใด เพื่อว่า ก่อนหมด เขาจะได้ทำรายการเสนอขายทิชชูเข้าไปได้ก่อนใคร

ถามว่าทำไมเขาจึงรู้ว่ากระดาษทิชชูของร้านอาหารแห่งนี้จะหมด นั่นก็เพราะเขาเอาเซ็นเซอร์เข้าไปจับว่า มีคนกดชักโครกไปกี่ครั้ง แล้วคำนวณออกมาเป็นอัตราการใช้ทิชชูนั่นเอง

เมื่อมีคนทำสิ่งเหล่านี้ได้ ธนาคารกรุงไทยก็ควรจะรู้ว่า ร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งมีจุดให้บริการ 14 จุด 80,000 ร้านค้า และมีลูกค้าอยู่ราว 6 ล้านคนนั้น สินค้าในร้านธงฟ้าจะหมดลงเมื่อใด เช่น ข้าว แป้งมัน และมาม่า จะหมดเมื่อใด ถึงเวลานั้น ธนาคารจะต้องสามารถทำหน้าที่เสนอขายสินค้าในราคาที่อาจถูกกว่า โดยให้ร้านธงฟ้าจ่ายเงินผ่านธนาคาร

ทั้งหมดนี้ คือความสามารถในการเป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย ตั้งแต่ร้านค้าธงฟ้า แม็คโคร โลตัส และเป็นพันธมิตรกับซัพพลายเออร์ของโมเดิร์นเทรดที่จะต้องทำให้ได้ ไม่เช่นนั้น ธนาคารจะไม่มีที่ยืน เพราะคนที่อยู่ในระบบเงินทุนหมุนเวียน พร้อมที่จะปล่อยกู้ออนไลน์ทันทีที่มีคำสั่งซื้อเกิดขึ้น

นอกจากนี้แล้ว ต่อจากนี้ไป แต้มหรือพอยท์ที่อยู่ในบัตรเครดิต ก็ดี หรือในบัตรสมาชิกใดๆก็ดีในระบบรอยัล ตี้ อาจถูกนับเป็น “เงิน” หรืออาจเทียบเท่ากับดอกเบี้ย วันนี้สิ่งที่พูดอาจเป็นเรื่องไม่คุ้นชิน แต่ต่อไป ลูกค้าหรือผู้บริโภค สามารถจะเลือกจ่ายเป็นพอยต์หรือดอกเบี้ย ได้ “ผมทำได้หมดนะ เพราะทุกระบบเชื่อมต่อกันหมดด้วยพลังของ 5G ถ้าตรงนี้เกิด และกรุงไทยไม่สามารถยึดพันธมิตรทางธุรกิจได้ ก็จะไม่สามารถปล่อยกู้ใครได้ นี่คือความน่ากลัวของเทคโนโลยีแบบเชื่อมโยง และฉลาดด้วยการมี AI อยู่ข้างหลัง”

ในวิธีทางของ New Normal, New S-Curve ความปกติในรูปแบบใหม่ของระบบเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมขั้นสูง ถ้าธนาคารปรับตัวไม่ทัน หรือเป็น Provider ไม่ได้ คุณจะไม่สามารถเป็นผู้เล่นในระบบนี้ได้เลย เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผู้ไม่ปรับตัว อาจจะเข้าลักษณะเหมือน “กบต้ม” ได้

กรุงไทยจึงต้องต่อยอดกับรัฐบาล และยึดโยงลูกค้าที่เป็นพันธมิตรกับโมเดิร์นเทรดบนบริการนั้นๆโดยเฉพาะกับร้านธงฟ้า หรือล่าสุดกับร้านค้าในโครงการ “ชิม ช้อป ใช้” ให้ได้ เพราะนั่นคือห่วงโซ่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงินทั้งสิ้น

ต้องนับเป็นโชคของประเทศชาติ คนไทย และรัฐบาลที่ได้คนรุ่นใหม่ที่ฉลาด และมีประสิทธิภาพเช่นนี้เข้ามาบริหารจัดการทั้งเงิน นโยบาย และการจัดระบบธุรกรรมทางการเงิน ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าได้โดยไม่ทำให้ประเทศไทยโดยรวมตกขบวน.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สังคมไร้เงินสดสกู๊ปเศรษฐกิจธนาคารกรุงไทยธุรกรรมทางการเงินเทคโนโลยีทีมเศรษฐกิจ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้