ข่าว
100 year

ดัชนีความเชื่อมั่นระทดระทวย เอสเอ็มอีเจ็บกู้เงินนอกระบบ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์14 ส.ค. 2562 08:42 น.
SHARE

ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยระทดระทวย พบเอสเอ็มอีหันกู้นอกระบบ ลดเวลาทำงานของพนักงานและไม่รับแรงงานใหม่ ทำดัชนีเดือน ก.ค.ลดต่ำสุดในรอบ 18 เดือน ด้านแบงก์กรุงไทย-ออมสินยอมรับกำลังคิดหนัก จะปรับลดดอกเบี้ยตามกนง.หรือไม่

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในเดือน ก.ค.2562 ว่า อยู่ระดับ 46.7 ต่ำสุดในรอบ 18 เดือนนับตั้งแต่เดือน ก.พ.2561 เพราะเศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน, การแข็งค่าของเงินบาท, การส่งออกลดลง, ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับต่ำ, การค้าชายแดนซบเซา, ปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติต่ำกว่าที่คาดการณ์ เป็นต้น ส่งผลให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) จำนวนมากต้องหันไปกู้เงินนอกระบบเพื่อเสริมสภาพคล่อง หรือเริ่มลดเวลาทำงานของพนักงานและไม่รับแรงงานใหม่ เพื่อลดต้นทุนขององค์กร เนื่องจากสถาบันการเงินได้เข้มงวด หรือปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อกรณีที่ผลประกอบการของบริษัทมีปัญหา “ผู้ประกอบการทั่วประเทศต้องการเร่งหารือกับสถาบันการเงินภาครัฐให้ช่วยผ่อนคลายกฎต่างๆ ให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้มากขึ้น รวมถึงอยากให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก เพราะมั่นใจว่าหลายธุรกิจยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เพียงแต่ต้องเสริมสภาพคล่องในช่วงที่ภาวะการบริโภคซบเซา หากได้เงินกู้ในระบบ ก็จะช่วยลดภาระต้นทุนดอกเบี้ยได้”

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าทุกภูมิภาคปรับลดลงทั้งหมด จากผลกระทบปัญหาภัยแล้ง, ประชาชนมีความเหลื่อมล้ำ, จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่าที่คาดการณ์, ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น, ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับต่ำ เป็นต้น โดยนักธุรกิจในภูมิภาคมองว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ได้แก่ การใช้จ่ายเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ทำให้ผู้มีรายได้น้อยได้ใช้จ่ายต่อเนื่อง, การขยายตัวของกำลังซื้อในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวตามนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% หรือจาก 1.75% เหลือ 1.50% ในส่วนของภาคธนาคารกำลังพิจารณาตัวเลขที่ชัดเจนอยู่ ว่า จะมีการปรับดอกเบี้ยตามหรือไม่ โดยสิ่งที่ภาคเอกชนคาดหวังที่สุดขณะนี้คือ การใช้จ่ายในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นจากภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการเรียกความเชื่อมั่นของเอกชน

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยังอยู่ระหว่างประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งขึ้นอยู่กับภาพคล่องที่มี และเนื่องจากภายในโครงสร้างของธนาคารแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเหมาะสม โดยปัจจัยที่ธนาคารจะนำมาพิจารณาในการปรับลดดอกเบี้ย ได้แก่ ต้นทุนการระดมเงิน และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ตลอดจนต้นทุนจากการนำส่งเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากในอัตรา 0.47% ของเงินฝาก อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ธนาคารอื่นๆได้มีการขึ้นดอกเบี้ย หลัง กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบก่อนหน้า หรือปรับขึ้นจาก 1.50% เป็น 1.75% แต่ธนาคารกรุงไทยไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบดังกล่าว “ในรอบที่ผ่านมาเมื่อ กนง.ขึ้นดอกเบี้ย ธนาคารไม่ได้ปรับขึ้น เพราะเป็นห่วงลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางและอ่อนไหว หากปรับขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งซ้ำเติม แต่กรณีที่ กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยรอบนี้ ธนาคารกำลังตามความเหมาะสม”

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าธนาคารจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยตาม กนง.หรือไม่ โดยในวันที่ 20 ส.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการธนาคาร พร้อมนำเรื่องของอัตราดอกเบี้ยเข้าหารือ ซึ่งขึ้นอยู่กับมติในที่ประชุมคณะกรรมการในวันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสภาพคล่องในระบบยังสูง ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาธนาคารได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยกันพยุงเศรษฐกิจ “การจะปรับลดดอกเบี้ยต้องมีการคำนวณต้นทุนทั้งในส่วนของเงินฝากและเงินกู้ และพิจารณาทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดควบคู่กันไปด้วย ซึ่งต้นทุนของธนาคารออมสินยังสูง เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากก่อนหน้านี้ปรับขึ้นไปแล้วอยู่ที่ 1.9% ต่อปี ถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับสถาบันการเงินอื่น”.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์การแข็งค่าของเงินบาทภัยแล้งดอกเบี้ยราคาสินค้าเกษตร

คุณอาจสนใจข่าวนี้