ข่าว
100 year

กยศ.เจ็บไม่จำให้ผ่อนจ่าย 15 ปี ผู้กู้ควรมีจิตใจสำนึกเพื่อรุ่นน้องมีทุนเรียนต่อ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์6 ก.ค. 2562 05:15 น.
SHARE

กยศ.ยังใจดีช่วยผู้กู้ยืมที่ถูกฟ้องคดี ขยายเวลาผ่อนชำระถึง 15 ปี ลดเบี้ยปรับ 75% หวังลดยอดคนถูกฟ้องคดี 8 หมื่นราย คาดสิ้นปีกองทุนมีเงินถึง 30,000 ล้านบาทแน่! ลุ้นเพิ่มเงินค่าครองชีพให้นักเรียน เตรียมเปิดให้กู้เพิ่มอีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มวิชาขาดแคลน–เรียนดี ปีการศึกษา 2564

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กยศ.มีลูกหนี้ในระบบทั้งสิ้น 6 ล้านราย โดย 60% หรือราว 3.6 ล้านราย อยู่ระหว่างการชำระหนี้กับ กยศ. และในจำนวนนี้ 100,000 ราย ถูกศาลสั่งฟ้องคดีเนื่องจากผิดชำระหนี้ อย่างไร ก็ตาม กยศ.ได้เปิดให้ผู้กู้เหล่านี้สามารถเข้าเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความหนี้ได้ ซึ่งมีผู้มาเซ็นสัญญาแล้ว 80,000 ราย แต่ปัจจุบันยังพบการผิดนัดชำระหนี้ถึงแม้จะเซ็นสัญญาประนอมหนี้แล้ว 70%

ดังนั้น เพื่อทำให้จำนวนผู้กู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ให้น้อยลง โดยเฉพาะผู้ถูกฟ้องคดี กยศ.จึงปรับเงื่อนไขสัญญาการประนีประนอมยอมความในศาลหลังฟ้องคดี ได้แก่ 1.ผู้กู้ยืมต้องยินยอมให้คิดภาระชำระหนี้เต็มจำนวน ทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย เบี้ยปรับ 2.ลดเบี้ยปรับ 75% ของวงเงินที่ถูกปรับที่ค้างชำระ 3.ขยายเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 15 ปี จากเดิมให้ผ่อนชำระแค่ 9 ปี โดยแบ่งตามทุนทรัพย์ ดังนี้ ทุนทรัพย์ไม่เกิน 250,000 บาท ผ่อนชำระไม่เกิน 9 ปี ทุนทรัพย์ 250,000-400,000 บาท ผ่อนชำระไม่เกิน 12 ปี และทุนทรัพย์มากกว่า 400,000 บาทขึ้นไป ผ่อนชำระไม่เกิน 15 ปี 4.คิดดอกเบี้ย 1% ต่อปี ของเงินต้นที่ค้างชำระ

และ 5.หากผิดชำระในปีที่ 2 เป็นต้นไป กองทุนกยศ.จะนำส่วนลดเบี้ยปรับกลับเข้ามาเป็นหนี้ ตามคำพิพากษาทันทีและต้องเสียเบี้ยปรับ 7.5% ต่อปี ของเงินงวดที่ผิดนัดชำระหนี้

“การที่ผู้กู้ผิดชำระหนี้แม้จะเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความหนี้แล้ว สาเหตุเกิดจากผู้กู้บางรายปรับตัวไม่ทัน อาทิ ทำสัญญาผ่อนประนีประนอมจ่ายหนี้เดือนละ 2,000 บาท แต่ต้องจ่ายภายในเดือนถัดไปเลย ทำให้เตรียมตัวไม่ทัน ซึ่งการผิดนัดชำระในปีแรกนั้น จะทำให้ถูกเหมารวมว่าเป็นผู้ผิดชำระหนี้ทันที ดังนั้นการปรับเงื่อนไขครั้งนี้ โดยขยายเวลาให้เริ่มจ่ายหนี้ในปีที่ 2 จะทำให้ผู้กู้ได้มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น”

ทั้งนี้ ณ สิ้นปีงบประมาณคาดว่ากองทุนกยศ.จะมีเงินสะสมจากการชำระหนี้ของลูกหนี้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ 30,000 ล้านบาท เนื่องจาก พ.ร.บ.กองทุน 2560 สามารถหักเงินค่า กยศ.จากบัญชีเงินเดือนจากส่วนราชการที่จ่ายตรงกับกรมบัญชีกลางได้ ซึ่งปัจจุบันหักเงินไปแล้วกว่า 165,000 ราย ทั้งส่วนราชการท้องถิ่น อาทิ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) รวม 7,500 แห่งทั่วประเทศ รวม 100,000 ราย และภาคเอกชน 60 แห่ง อย่างไรก็ตาม ในอีก 3 เดือน (ก.ค.-ก.ย.62) คาดว่าจะสามารถหักเงินจากเงินเดือนผู้กู้ที่อยู่ในบริษัทเอกชนได้ถึง 100 แห่ง และหักเงินจากบัญชีองค์กรนายจ้าง 100,000 แห่ง ซึ่งมีผู้กู้ กยศ.อยู่ราว 500,000 ราย

“ในแต่ละเดือน กยศ.มีรายได้เข้ากองทุนกยศ.ประมาณ 420 ล้านบาท โดยเงินที่ไหลเข้าสู่ กองทุน กยศ.นั้นจะนำไปปล่อยกู้ให้กับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 600,000 รายในแต่ละปี ซึ่งหากในอนาคต กยศ.มีเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจจะมีการพิจารณาให้เงินค่าครองชีพนักเรียนมากขึ้นจากเดือนละ 2,400 บาทต่อเดือน รวมถึงเตรียมปล่อยกู้ให้นักศึกษากลุ่มใหม่ๆ อีก 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้ที่เรียนในวิชาที่ขาดแคลน ได้แก่ โบราณคดี ดนตรีไทย เป็นต้น และ 2.กลุ่มที่มีผลการเรียนเป็นเลิศ วิชาที่สร้างความเป็นเลิศ โดยจะเริ่มดำเนินการให้กู้ยืมได้ในปีการศึกษา 2564”

นายชัยณรงค์ กล่าวว่า ส่วนนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลที่เสนอให้พักหนี้ กยศ.จำนวน 5 ปีนั้น อยู่ระหว่างพิจารณา เนื่องจากปัจจุบัน กยศ. มีแนวทางการดูแลเรื่องพักหนี้ให้ผู้กู้อยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้ได้นำข้อมูลผู้กู้ กยศ.ทั้งหมดมาเชื่อมโยงกับข้อมูลผู้มีรายได้น้อย เพื่อดูว่าจะช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ในการพักชำระหนี้ได้หรือไม่ และเรื่องพักหนี้ 5 ปี หากเกิดขึ้นจริงอาจจะทำให้เงินที่เก็บจาก ผู้กู้ กยศ.ทุกปี ที่ควรจะได้รับ 30,000 ล้านบาท หายไปจากระบบการให้กู้ยืมของ กยศ.ได้

อย่างไรก็ตาม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้กู้เงิน กยศ. ได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทย เปิดแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อให้ผู้กู้ตรวจสอบยอดหนี้ เพื่อจ่ายชำระหนี้ กยศ.ได้เลย ขณะนี้มีผู้เข้าใช้งานแล้วกว่า 10,000 ราย จากลูกหนี้ 6 ล้านราย.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กยศ.ผู้กู้ยืมชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ลูกหนี้การชำระหนี้ผู้ถูกฟ้องคดีลดเบี้ยปรับ

คุณอาจสนใจข่าวนี้