ข่าว
100 year

แนะรัฐบาล "บิ๊กตู่" เร่งสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน สู้ศึกสงครามการค้า

ไทยรัฐออนไลน์2 ก.ค. 2562 17:28 น.
SHARE

เอกชนแนะรัฐบาล บิ๊กตู่ ภาค 2 สร้างความเชื่อมั่นลงทุนไทย-เทศ เร่งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สู้ศึกสงครามการค้า สงครามค่าเงิน ปรับลดจีดีพีไทยที่เหลือในปี 62 ลงมาอยู่ที่ 3.3% จากเดิมที่มองไว้ 3.7%

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เราได้ปรับปรุงมุมมองเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังปี 2562 ถึงปี 2563 ทั้งมุมมองอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี รวมไปถึงมุมมองนโยบายการเงิน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เราคาดการณ์ว่า จีดีพีในปี 62 จะขยายตัวที่ 3.7% แต่วันนี้ขอปรับมุมมองมาอยู่ที่ 3.3% ในปี 62 และ 3.2% ในปี 63 สะท้อนถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลง โดยสาเหตุที่ปรับลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องมาจากการทำสงครามการค้าที่กระทบการส่งออกของไทย

โดยคาดว่าการส่งออกครึ่งแรกของปีจะหดตัว 3% ส่วนครึ่งหลังหดตัวเพียงเล็กน้อย และเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าส่งออกจะหดตัวราว 1% กว่า หากการส่งออกลำบาก จะกระทบกับการลงทุน เอกชนลังเลที่จะขยายกำลังการผลิต เนื่องจากกำลังการผลิตอยู่ในระดับที่ต่ำ ทำให้นักลงทุนยังไม่ขยายการลงทุน กลายเป็นปัจจัยเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยได้ ส่วนภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวที่น้อยช่วงครึ่งแรกของปี มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งหลังของปี แต่ไม่น่าจะฟื้นตัวในระดับแข็งแกร่ง

สำหรับปัจจัยเชิงบวกสำคัญที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ น่าจะต้องหวังพึ่งนโยบายสำคัญของรัฐบาลใหม่ โดยหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.62 มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และน่าจะฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พร้อมตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จภายในเดือน ก.ค.นี้ เรามองว่ารัฐบาลใหม่สามารถออกนโยบายมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แบ่งเป็น 3 นโยบายหลักๆ ดังนี้

นโยบายดูแลสินค้าภาคเกษตรและกำลังซื้อภาคเกษตร รัฐบาลชุดใหม่น่าจะเข้ามาดูแลรายได้ของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการประกันรายได้ หรือดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตไปถึงระดับของคนยากจนได้ หากทำได้จะเป็นแรงผลักดันในการกระจายรายได้เข้าไปสู่ในภาคต่างจังหวัด

นโยบายค่าครองชีพ รัฐบาลชุดใหม่น่าจะสานต่อรัฐบาลชุดก่อนหน้า นั่นคือการใช้มาตรการผ่านบัตรสวัสดิการภาครัฐ โดยการโอนเงินของภาครัฐเข้าไปสู่คนจน น่าจะประคองเรื่องกำลังซื้อของคนผู้มีรายได้น้อยได้ และที่สำคัญ เราเชื่อว่ารัฐบาลจะสานต่อมาตรการดูแลค่าครองชีพไม่ให้ขยับขึ้นมากนัก ซึ่งคล้ายกับข้อแรก

การลงทุนภาครัฐ ปัจจุบันยังล่าช้า ถ้ารัฐบาลเดินหน้าลงทุนได้อย่างเร่งด่วนจะดึงความเชื่อมั่นของเอกชน ให้เอกชนเข้ามาลงทุน ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถขับเคลื่อนได้

"โดยรวมแล้วเราเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องทำอย่างเร่งด่วน คือการดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาให้ได้ เพราะอย่าลืมว่า เรากำลังจะมีการเจรจาการค้า FTA กับต่างประเทศ เป็นเวทีที่เราสามารถผลักดันโอกาสทางเศรษฐกิจหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งตรงนี้จะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งได้ ท่ามกลางความเสี่ยงจากภาคต่างประเทศ ประเทศไทยต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายใน"

ดร.อมรเทพ กล่าวอีกว่า เดิมทีเรามองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปีไว้ที่ 1.75% แต่เมื่อ กนง.ส่งสัญญาณเป็นห่วงเรื่องทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงจากสงครามการค้า จนมากระทบการส่งออกของไทย ทำให้ กนง.ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ เราจึงมองว่า สุดท้ายแล้ว ธปท.จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดดอกเบี้ยเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน กระตุ้นให้เกิดการลงทุน การบริโภค โดยสำนักวิจัยฯ คาดว่า กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้ง ภายใน 12 เดือนนี้ จาก 1.75% จะเหลือ 1.5% ภายในสิ้นปีนี้ และจะลดอีกครั้งหนึ่งสู่ระดับ 1.25% ภายในปีหน้า รวมปรับลด 0.5% ซึ่งอาจจะปรับลดในการประชุมติดกัน หรืออาจจะไม่ก็ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

โดยเบื้องหลังของการลดดอกเบี้ยน่าจะเป็นความพยายามของ ธปท.ในการปล่อยให้เงินบาทอ่อนค่า ตอนนี้ปัญหาสำคัญของไทยคือ การที่เงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค ตั้งแต่ต้นปีถึงตอนนี้เงินบาทแข็งค่า 6% เทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ค่าเงินไม่ได้แข็งค่าตามเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ บางสกุลอ่อนค่าลงด้วย นั่นหมายความว่าช่องว่างระหว่างค่าเงินบาทกับค่าเงินเพื่อนบ้านถ่างกว้างมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การส่งออกไม่ใช่เรื่องไกลตัว ถ้าการส่งออกชะลอ จะกระทบการลงทุนในประเทศ นายจ้างจะไม่จ้างงานลูกจ้าง ไม่ขยายชั่วโมงการทำงาน ลูกจ้างไม่มีโอที จุดนี้จะทำให้รายได้นอกภาคเกษตร หรือรายได้ของคนเติบโตช้าลง ทำให้กำลังซื้อด้อยลง ส่งผลให้เศรษฐกิจอ่อนแอ

ดังนั้น ทำอย่างไรค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค แต่ก่อนจะไปถึงขั้นลดดอกเบี้ย ธปท.อาจผ่อนคลายมาตรการบางอย่างเพื่อเอื้อให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีขึ้น อาจจะทบทวนมาตรการ LTV หรือมาตรการปล่อยสินเชื่อให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่การลดดอกเบี้ยคงหนีไม่พ้น เพราะเราเห็นเงินร้อนเข้าตลาดเงินตลาดทุนค่อนข้างมาก อาจต้องจับตาว่าแบงก์ชาติจะทำอย่างไรเพื่อสกัดเงินร้อน ที่จะเข้ามากระทบไม่ใช่แค่ภาคการส่งออกลามเข้าสู่เศรษฐกิจภายในประเทศของเรา.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อมรเทพ จาวะลาสำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยเศรษฐกิจไทยรัฐบาลลุงตู่ค่าเงินข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้