ข่าว
100 year

หมูปิ้งเฮียนพ EP.1 หมดตัว ติดบูโร ไร้บ้าน สู่หมูปิ้งร้อยล้าน วันละแสนไม้

ไทยรัฐออนไลน์4 เม.ย. 2560 05:30 น.
SHARE

เพียงแค่พูดว่า ทำธุรกิจขายหมูปิ้งวันละ 1 แสนไม้ ใช่แล้ว "หนึ่งแสนไม้" ยังต้องเงี่ยหูฟังแล้วฟังอีก ด้วยความประหลาดใจในปริมาณ ยิ่งถ้าบอกว่า หมูปิ้งที่ขายนั้น ทำในโรงงานได้มาตรฐานตามหลักวิชาการและควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ตรวจสอบย้อนกลับได้ในราคาขายที่ไม่ได้แตกต่างไปจากหมูปิ้งเสียบไม้ขายกันทั่วไปทำกันง่ายๆ และไม่ปิ้งหมูขายเองด้วยแล้ว ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่

ใช่แล้ววันนี้ "ไทยรัฐออนไลน์"​ จะพาไปศึกษาความสำเร็จของ ธุรกิจหมูปิ้งนมสด "เฮียนพ หมูนุ่ม" ในนามบริษัท หมูนุ่ม จำกัด จากการพูดคุยกับเจ้าของและผู้บริหารหนุ่มใหญ่ "นายชวพจน์ ชูหิรัญ" ซึ่งกว่าจะมีและพาธุรกิจมาถึงวันนี้ บอกได้เลยว่า ไม่ง่าย ต้องต่อสู้ดิ้นรนฝ่าฟันมาเกือบทั้งชีวิต เรื่องราวน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

"นายชวพจน์" หรือ เฮียนพ ตัวจริงเสียงจริง

อาภัพพ่อด่วนจาก ต้องสู้ชีวิตตั้งแต่ ม.3 

จุดเร่ิมต้นไม่ได้ตั้งใจขายหมูปิ้งตั้งแต่แรก มีความรู้แค่ ม.3 เป็นคนนครสวรรค์พี่น้อง 4 คน พ่อตายตั้งแต่อายุ 11 ปี ต้องออกจากโรงเรียนตอน ม.3 เพราะมีน้องอีก 2 คน ถ้าไม่ออกน้องไม่ได้เรียน แม่อาชีพขายผักไม่มีไร่นามีแต่ที่ดินปลูกบ้าน เริ่มทำงานรับจ้างหิ้วปูนตั้งแต่ ม.2 และทำงานก่อสร้างเรื่อยมา อายุถึงประมาณ 17-18 ปี เปลี่ยนไปทำงานทาสี เพราะหิ้วปูนตัวเปื้อน ถึงอายุ 18-19 ปี มีช่างรับเหมาในกรุงเทพฯ ไปหาคนงานก็มาทำงานกับผู้รับเหมาทาสีที่ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 3-4 เดือน งานหมดแล้วไม่รู้จะไปไหนเลยขอทำงานต่อยาวจนอายุ 21 ปี กลับไปคัดเลือกทหารและบวช ประมาณปี 2528-2529     

จากนั้น ก็กลับมาทำงานกับผู้รับเหมาเป็นช่างทาสีจนอยู่มาหลายปีรู้สึกว่า มีข้อเสีย ไม่มีความมั่นคง ประกอบกับมีคำถามทำไมไม่ไปทำงานโรงงาน เพราะอายุยังน้อย ก็เลยไปสมัครทำงานโรงงานของบริษัทญี่ปุ่นที่นิคมอุตสาหกรรมบางกะดี จ.ปทุมธานี ค่าแรงและสวัสดิการค่อนข้างดีทำไปเรื่อยๆ มีลูก มีบ้าน 1 หลัง มีรถเก๋ง 1 คัน กระทั่งปี 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง มีการเทกโอเวอร์โรงงาน เริ่มมีการเลิกจ้างจึงเข้าโครงการสมัครใจลาออกอายุประมาณ 30 ต้นๆ กับเงินก้อนหนึ่ง

สู้ชีวิตตั้งแต่วัยรุ่น กว่าจะมีธุรกิจมั่นคง

ตกงานทำสารพัด แต่ลืมตาอ้าปากไม่ได้

เมื่อออกจากโรงงานไม่มีงานอะไรทำ เพราะจบแค่ ม.3 ก็มาขายต้นไม้เนื่องจากชอบต้นไม้ทำอยู่ 3-4 เดือน ไปไม่รอด ต่อมาไปรับเสื้อผ้าโหลมาขายก็ไม่ค่อยดี จึงไปเหมาถุงเท้าโหลมาคัดขายไปไม่รอดอีก จนวันหนึ่งขับรถผ่านแยกศรีสมานเห็นคนจับกลุ่มที่มูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ ทำเพื่อสังคมสอนอาชีพเลยมาเรียนทำน้ำยาล้างจานและกรอบรูปวิทยาศาสตร์ของใหม่สมัยนั้น แม้เงินไม่ค่อยมี แต่ยังมีเงินหมุนเวียนก็ทำน้ำยาล้างจานไปเสนอตามร้านหมูกระทะไม่ซื้อทำอยู่ 3-4 เดือน พยายามยังไงก็ไปไม่รอด มาทำกรอบรูปวิทยาศาสตร์ก็ไม่รอด จากนั้น เพื่อนชวนขับแท็กซี่ตัดสินใจทำเช่าแท็กซี่ขับยังไงคนก็ไม่ขึ้น เหมือนดวงไม่ดีเป็นโชคไม่ดี ทนทำไปเป็นเดือนๆ ติดค่าเช่าเจ้าของเริ่มไม่ไว้ใจจึงตัดสินใจเลิกทำ

หมดตัว บ้านถูกยึด แต่ไม่คิดเดินทางผิด

โชคดีสมัยทำงานโรงงานรู้จักรอง ผกก.คนหนึ่งที่ปทุมฯ และทำบริษัทยาม จึงสมัครทำ เพราะใช้แต่แรงไม่ต้องใช้ทุนประกอบกับอายุมาก เป็นยามถ้าจำไม่ผิดทำ 12 ชั่วโมง ไม่เคยรับเป็นเงินเดือน ขอเบิกตลอด เพราะไม่มีเงิน ลูกต้องไปโรงเรียนทุกวันและไม่มีจะกิน บ้านก็ไม่มีเงินส่ง จะถูกยึดธนาคารเรียกไปเตือนหลายรอบให้โอกาสหลายครั้งจนมาเป็นยามถึงได้รู้ว่า บ้านถูกยึดแล้ว แต่ก็ยังไม่ถูกไล่ ทำอยู่เกือบ 1 ปี มีโซ่และกุญแจมาล็อกบ้านพบว่า เจ้าของใหม่ซื้อ ยังไม่ได้เอาเสื้อผ้า และของเก่าๆ ออก สุดท้ายเจรจากันได้เงิน 2 พันบาท แลกกับการโอนมิเตอร์น้ำไฟและได้เข้าไปขนของต้องหันไปอาศัยนอนป้อมยามที่ทำงานจนเกิดการเข้าใจผิดว่า หลับยามทั้งที่ความจริงออกเวรแล้ว แต่ไม่มีบ้านอยู่ต้องเลิกนอนที่ป้อมยามจึงไปหาน้องสาว ซึ่งได้แฟนเป็นตำรวจ และขายอาหารตามสั่งแถวโรงพักปากเกร็ด

สู้...ไม่เดินทางผิด มีหลวงปู่ทวดยึดเหนี่ยว

กลางวันช่วยน้อง ส่วนกลางคืนเป็นยาม เวลานอนต้องใช้เปลขึงนอนที่ร้านน้อง คราวนี้ที่หน้าโรงพักมีโรงเรียนหอวัง ปรากฏว่ามีเด็กวัยรุ่นตั้งวินมอเตอร์ไซค์ได้เสื้อมา 10 ตัว แต่วินต้องตั้งหน้าร้านน้องสาวจึงได้เสื้อวินมา 1 ตัว จึงเร่ิมวิ่งวินรอเวลาอยู่เป็นเดือนจึงเร่ิมทำ เพราะมีมอเตอร์ไซค์เก่าและกลัวจะพาลูกชาวบ้านไปล้ม แต่ด้วยความไม่ค่อยจะมีกินแล้ว จึงทำเงินจากเป็นยามส่งให้ลูกเกือบทั้งหมด ตอนนั้น ต้องบอกว่าว้าวุ่นไปหมด ด้วยความที่นับถือหลวงปู่ทวดสวดมนต์ไหว้พระตลอดก็บอกท่านว่า ขอให้สิ่งที่เราทำก้าวข้ามไปให้ได้ เนื่องจากไม่ได้ทำผิดศีลธรรม

ด้วยความที่ขับวินมอเตอร์ไซค์เงินได้มาง่ายๆ หาเงินคล่องคราวนี้ ก็ไม่ค่อยไปทำงานยาม นำเงินไปหยอดให้ลูก โดยขับวินอยู่เป็นปีจนกระทั่งกลุ่มแม่บ้านโรงพักปากเกร็ดพวกเมียตำรวจทำหมูปิ้งขายกัน แรกๆ ขายหน้าโรงพัก บางครั้งมีพรรคพวกมารับไปขาย อาชีพขายหมูปิ้งเร่ิมมาจากกลุ่มแม่บ้านโรงพักปากเกร็ด โดยบางครั้งเขาก็มาเรียกเราขับวินไปส่งของไปตามที่ต่างๆ มีคนรับไปขายตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร

ล้มลุกคลุกคลานกว่าจะมาทำหมูปิ้งขาย

เหมือนน้องมาโปรดชวนเร่ิมอาชีพหมูปิ้ง

ต่อมากระทั่งน้องสาวคนเล็ก ซึ่งก็ได้สามีเป็นตำรวจ โดยทำอาชีพเย็บเสื้อผ้าโหล แต่เมื่อสามีตายไม่มีใครช่วยไปขนผ้าเลยมาหาหัวหน้ากลุ่มแม่บ้านโรงพักปากเกร็ดชื่อ คุณอั้ว อักษร ซึ่งคุณอั้วนี่ดีมาก จะมีป้ายติดไว้ตลอดจนกระทั่งปัจจุบัน ที่เขียนป้ายสูตรคุณอั้วชุบชีวิต เพราะสำนึกในบุญคุณโดยคุณอั้วได้ให้สูตรหมูปิ้งน้องสาวไป แต่เรายังไม่รู้ จากนั้นน้องก็ไปทำหมูปิ้งขายอยู่ประมาณ 3-4 เดือน แล้วมาหาเราและชวนทำช่วย เพราะทำเองคนเดียวไม่ไหว จึงถามว่า ใช้ทุนเยอะไหม น้องบอกว่าไม่เยอะ หมู 1 กิโลกรัม 70-80 บาท ทำเพียง 5 กิโลกรัม ก็ได้

ใจเราไม่เคยทำ แต่ที่อยากทำเนื่องจากอยากรู้ว่า ทำแล้วมีคนขายแน่ๆ และใช้เงินไม่มาก 500 บาท เลยทำส่งน้องสาว น้องมาสอนสูตรก็ทำ ทำวันเว้นวัน มีคนมาช่วยเสียบหมู 2 คน รวมตัวเองก็ 3 คน แต่ยังขับวินอยู่มีคนมาเรียกก็วางมือเสียบหมูไปขับวินสลับกันไป ช่วงนั้นน้องขายหมูปิ้งหน้าโรงเรียนปากเกร็ด ขายดีวันละ 200-300 ไม้ และมีคนมารับต่อ บางช่วงก็สั่งเพิ่มมาที่เรา จึงเริ่มหมักหมูเพิ่มขึ้นเป็นครั้งละ 10 กิโลกรัม

น้องสาวชักชวน จุดเร่ิมต้นขายหมูปิ้ง

ถึงจุดพีคเจอลูกค้ารายใหญ่ออร์เดอร์เพิ่ม

จุดพลิกผันจริงๆ ที่ทำให้มีกำลังใจมากๆ คือ ป้าคนหนึ่งขายไอติมหลอดอยู่ตรงที่ขับวิน ซึ่งเราไปถามว่าป้าขายไอติมหลอดอย่างเดียวเอาหมูปิ้งไปขายไหม แม้จะมีกลุ่มแม่บ้านตำรวจขายอยู่ แต่เป็นคนละจุดและไกลกันป้าเลยขายหมูปิ้งเพิ่ม ซึ่งจุดพลิกผันจริงๆ อยู่ที่มีผู้ปกครองมารับลูกเยอะแล้วมากินหมูปิ้งกับไอติม ปรากฏว่า ผู้ปกครองรายหนึ่งขายอาหารอยู่ที่วัดเชิงหวายมากินแล้วติดใจถามหาคนทำ ป้าเลยเรียกเราไปเจอกันแล้วสั่งเลย 1,000 ไม้ วันนั้น ต้องระดมทำกันจนถึงตี 3 กว่า เพราะไม่เคยทำขนาดนี้มาก่อนมากสุด 500-600 ไม้ แล้วไปส่งตี 4 ได้เงินมา 4,000 บาท ตั้งแต่บ้านถูกยึดไม่เคยมีเงินมากขนาดนี้มาก่อน 

กลับมาก็ยังไม่ได้คิดอะไรจนบ่ายอีกวัน ผู้ปกครองรายเดิมโทร.มาสั่งอีกว่า ให้เอาหมูมาส่งอีก 1,000 ไม้ ขายหน้าโรงเรียนซอยวัดเชิงหวายนักเรียนเยอะ วางไม่นานหมด ต่อไปให้ทำส่งวันละ 1,000 ไม้เลย วันที่สองวันที่สามได้เงินมา เงินสด คราวนี้ เร่ิมคิดในใจบ้านก็ไม่มีอยู่ ที่ดินของแม่และพี่น้องร่วมกันที่นครสวรรค์ก็ถูกยึดจากสวนต่างหนี้ บ้านถูกยึดไปแล้วใช้หนี้ไม่หมด ถ้ามีเงินวันละ 4,000 บาท ส่งวันละ 10 ราย รวยแน่เลย ใจคิดแบบนี้ตลอด 

เร่ิมขายจากไม่กี่ไม้ ทวีคูณสู่หลักพันหลักหมื่น

ขยันอดทน สู้ไม่ถอย บากหน้าหาลูกค้าต่อ

วันต่อๆ มาก็เอาหมูปิ้งที่เสียบไม้ไว้พร้อมย่างประมาณ 50 ไม้ติดรถไปด้วย ระหว่างทางวัดเชิงหวายตั้งแต่ตลาดเตาปูน แยกธุรกิจบัณฑิต ประชาชื่นจอดหมดตามร้านขายลูกชิ้น ไส้กรอก ถามเอาหมูไว้ขายไหม พร้อมแนะนำหมูกำไรไม้ละ 1 บาท แต่ได้กำไรจากข้าวเหนียวมาก ข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม แช่น้ำแล้วจะพองเป็น 1 กิโลกรัมครึ่ง จากนั้น เอาข้าวใส่ห่อ ห่อละ 1 ขีด ได้ 15 ห่อ ขายห่อละ 5 บาท ได้ 75 บาท ต้นทุน 35 บาท ก็เอาตรงนี้ ที่น้องบอกมาไปบอกกับร้านต่างๆ ว่า ถ้าขายหมูปิ้ง ยังขายหมูปิ้งได้ด้วยนะ กำไรดีนะ บางคนเชื่อก็สั่งเราก็โชคดี เมื่อนำไปขายที่ต่างๆ เริ่มมีการบอกต่อ ขายแล้วได้เงินขายง่าย

อาหารเช้าของไทยมีไม่กี่อย่าง มีโจ๊ก ปาท่องโก๋และข้าวเหนียวหมูปิ้ง ซึ่งคนกิน ประกอบกับเป็นช่วงซื้อง่ายขายคล่อง หรืออาจจะเป็นเพราะดวงเรากลับมา อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่เดินในทางผิด คือ ยังไหว้พระสวดมนต์ กราบไหว้หลวงปู่ทวด องค์จตุคาม ที่นับถือตลอด ทำให้ดลจิตดลใจว่า ไม่ทำผิดศีลธรรม ไม่ทำในสิ่งผิดกฎหมาย

หมูปิ้งทุกไม้มาตรฐานเดียวกันหมด

จากหมูปิ้งบ้านๆ ตัดสินใจเปิดโรงงาน

จากนั้น รวบรวมเงินที่มีประมาณ 4,000,000-5,000,000 บาท มาซื้อที่ดินจะสร้างโรงงานหมด หลายคนตั้งคำถาม หมูปิ้งจะไปถึงไหนทำทำไมไม่กลัวเจ็บป่วยหรือไง อายุมากแล้วน่าจะเก็บเงินไว้ หมูปิ้งมีคนทำเยอะเสียบตรงไหนก็ได้ จึงบอกว่า เราจะทำโรงงานจะทำให้ดี ตอนนั้น เร่ิมมีลูกค้ารายใหญ่เข้ามา โดยเป็นลูกค้าตลาดเกี่ยวกับปั๊มน้ำมัน มีจุดกระจายสินค้าจำนวนมาก แต่เรายังขายไม่ได้ เพราะไม่ใช่บริษัท ตนได้ความรู้จากลูกค้ารายนี้เยอะมากๆ มีทุกวันนี้ ต่างๆ เพราะเขา เราไม่เคยรู้เรื่องเศรษฐกิจขายแบบตาสีตาสา โดยมาสอนเราตลอด ทั้งเรื่องมาตรฐานอะไรต่างๆ สุดท้ายสั่งหมูปิ้งทีละ 30,000-40,000 ไม้ นำไปกระจายสู่ลูกค้า

การขายกับลูกค้ารายนี้ วัดใจกับตนในหลายๆ เรื่อง เร่ิมสั่งหมูปิ้งยังไงก็ต้องทำให้ทัน รักษาสัจจะต้องเอาให้ได้ ตอนนั้น ยังไม่ดังมาก ถือว่า รายนี้ เป็นลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งลูกค้ายังแนะนำอีกว่า หากอยากมีมาตรฐานจะต้องสร้างโรงงาน ต้องทำเป็นบริษัท เวลาซื้อขายจะได้มีแวตมีภาษีจะต้องเดินหน้าเข้าหากฎหมาย ต้องทำให้ถูกต้องเป็นสากลไม่เช่นนั้นจะไปขายตามห้างไม่ได้ ฟังแล้วคิดตามก็จริง จึงบอกไปว่า จะสร้างโรงงานแล้ว

โอกาสรอผู้กล้า! จากหมูปิ้งบ้านๆ สู่วันตัดสินใจเปิดโรงงาน

ติดบูโรกู้ไม่ได้ ทยอยใช้เงินสดทำโรงงาน

เมื่อเร่ิมทำโรงงานเงินยังไม่มี เรียกผู้รับเหมามาก็บอกไปตรงๆ ว่า ไม่มีเงิน แต่มีเงินแล้วจะทำจึงทยอยทำเป็นส่วนๆ พยายามหาเงินหมุนให้เร็วที่สุด แต่ไม่ได้ เพราะกู้เงินอะไรไม่ได้เนื่องจากติดแบล็กลิสต์ ไปคุยกับแบงก์จะขอกู้ทำโรงงาน แต่ก็ไม่ได้ เจ้าหน้าที่บอกไม่ใช่ไม่มีเงิน แต่เพราะไม่มีเครดิต ตรงนี้ ก็เป็นผลจากการทำไม่ถูก ติดเครดิตบูโร ซึ่งก็จำตั้งแต่นั้นมา ไปบรรยายก็จะบอกทุกคนว่า จะทำให้เสียโอกาส ได้รับคำแนะนำให้รีบไปปิด ได้เงินมาก็ไปปิด เพิ่งจะหลุดปีนี้

ใครได้ยินก็ขำ คิดทำโรงงานเสียบหมูปิ้ง

การสร้างโรงงานเมื่อปี 2556 ต้องใช้เงินสดทั้งหมดเลย ก็ไปจดทะเบียนบริษัท ขอแบบ เมื่อไปยื่นเจ้าหน้าที่ก็ขำกันว่า จะทำไปทำไมโรงงานหมูปิ้งไม่ใช่อาหารควบคุม ไปเสียบตรงไหนก็ได้ ทำโรงงานยุ่งยากเฉยๆ ต้องเสียภาษีอะไรต่างๆ แต่ตนเป็นรายแรกทำเป็นโรงงาน เขาตั้งชื่อให้ว่า โรงงานหมูเสียบไม้ ตอนขอแบบ

ภูมิใจ หมูปิ้งเฮียนพเจ้าแรกในไทยที่ทำโรงงานหมูปิ้ง

ฝ่าฟันสำเร็จ เป็นรายแรกทำโรงงานหมูปิ้ง

ตนเป็นรายแรกในประเทศไทยทำโรงงานหมูปิ้ง เพราะหมูปิ้งไม่มีใครทำเป็นโรงงาน โดยจดทะเบียนเมื่อปี 2556 เสร็จปี 2557 ใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง เพราะไม่มีเงิน สร้างด้วยเงินสดทั้งหมด โชคดีได้ลูกค้าดีแนะนำเยอะมาก โชคดีได้หน่วยงานราชการที่ดี อะไรไม่รู้ไปสอบถามเลย เทศบาลปากเกร็ดให้ความร่วมมือดี.

***หมายเหตุ เรื่องราวของธุรกิจหมูปิ้งนมสด โดย "เฮียนพ หมูนุ่ม" ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ครั้งต่อไปมาติดตามอ่านกันต่อ โฟกัสประเด็นทางธุรกิจและสูตรการทำหมูปิ้งจนร่ำรวยที่นี่ที่เดียว สนใจข้อมูลเพิ่มเติมโทรสอบถาม 085 083 6681.***

เรื่องเล่าความสำเร็จ


  

   

 

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเล่าความสำเร็จsuccess storyหมูปิ้งหมูปิ้งเฮียนพโรงงานหมูปิ้ง

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้