ไลฟ์สไตล์
100 year

แม้จะมีวัคซีนโควิด-19 แล้ว แต่ถุงมือยางทางการแพทย์ยังดีมานด์สูง

ไทยรัฐออนไลน์
25 ก.พ. 2564 10:46 น.
SHARE

วิเคราะห์ธุรกิจถุงมือยางทางการแพทย์ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ ความต้องการในตลาดโลกยังสูงจากโควิด-19 และแม้จะมีวัคซีนโควิด-19 แล้ว พร้อมแนะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเจาะเซกเมนต์ใหม่การแข่งขันต่ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เมื่อปี 2563 ต่อเนื่องถึงปีนี้ ธุรกิจเกี่ยวกับถุงมือยางทางการแพทย์ยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นและได้รับความสนใจจากรายใหม่อยู่ตลอด เนื่องจากความต้องการใช้งานถุงมือยางทาง การแพทย์ ทั้งในและต่างประเทศยังสูงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการให้ความสำคัญเรื่องสุขอนามัยของคนมากขึ้น

ข่าวแนะนำ

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เคยออกบทวิเคราะห์เอาไว้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับ 2 ของโลก ที่มีศักยภาพผลิตถุงมือยางเพื่อส่งออก ช่วง 10 เดือนแรกของปี 2563 มูลค่าการส่งออกถุงมือยางของประเทศไทยสูงถึง 1,725.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวมากกว่า 72% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 แบ่งเป็นถุงมือใช้ทางศัลยกรรมสัดส่วน 15% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และถุงมืออื่นๆ รวมถึงถุงมือตรวจโรคทั่วไปสัดส่วน 85% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด สาเหตุสำคัญมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ความต้องการถุงมือยางทางการแพทย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวเชิงบวกด้านวัคซีนโควิด-19 แต่ความต้องการถุงมือยางทางการแพทย์น่าจะยังคงเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 ที่อาจจะไม่แน่นอนในอนาคต ทำให้ประชาชนใส่ใจดูแลสุขภาพต่อเนื่อง หรือแม้แต่ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโควิด-19 การกลายพันธุ์ รวมไปถึงการทยอยเข้าสู่สังคมสูงอายุทั่วโลก ทำให้ความต้องการใช้บริการทางการแพทย์น่าจะเพิ่มขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุต่อว่า คาดว่าจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น น่าจะผลักดันให้ความต้องการใช้ถุงมือยางทางการแพทย์ทั่วโลกในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 235,000 ล้านชิ้น จากปี 2563 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 170,000 ล้านชิ้น

สำหรับประเด็นเมื่อความต้องการถุงมือยางทางการแพทย์เพิ่มขึ้น จะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการในประเทศไทยมากน้อยแค่ไหนนั้น หากพิจารณาศักยภาพการแข่งขันพบว่า ปัจจุบันแม้ว่าประเทศไทยจะมีมูลค่าส่งออกถุงมือยางมากเป็นอันดับ 2 ของโลก หรือมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 15% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของโลก และมีข้อได้เปรียบเรื่องวัตถุดิบต้นน้ำ ซึ่งสามารถผลิตและส่งออกยางธรรมชาติเป็นอันดับ 1 ของโลก และมาเลเซียยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบยางจากประเทศไทยไปผลิตถุงมือยางด้วย แต่ยังมีหลายปัจจัยที่ประเทศไทยยังคงเสียเปรียบคู่แข่งที่แข็งแกร่งอันดับ 1 ของโลกอย่างประเทศมาเลเซีย ที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ถุงมือยางประเภทเดียวกันกับไทย แต่มีส่วนแบ่งตลาดทิ้งห่างไทยอยู่ที่ 52% ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศไทยยังน้อยกว่าประเทศมาเลเซียเกือบ 3 เท่า หรือเครื่องจักรไทยสามารถผลิตได้ประมาณ 6-7 ล้านชิ้นต่อเครื่องต่อเดือน ขณะที่ประเทศมาเลเซียผลิตได้ประมาณ 20 ล้านชิ้นต่อเครื่องต่อเดือน สะท้อนถึงการประหยัดต่อขนาด รวมถึงต้นทุนการผลิตอื่นๆ ที่ไม่ใช่วัตถุดิบ เช่น ค่าพลังงาน ค่าแรง ค่าบริหารจัดการของประเทศไทยสูงกว่าประเทศมาเลเซียประมาณ 15-20%

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังขาดมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตถุงมือที่ใช้ทางการแพทย์อย่างจริงจังตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปลายน้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซียที่ภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมถุงมือยางอย่างจริงจัง มีการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยางอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการจัดตั้ง Malaysian Rubber Export Council เพื่อช่วยผู้ประกอบการในการรุกตลาดส่งออกใหม่ๆ อีกทั้งการมองหาตลาดให้กับผู้ผลิตประเทศไทยนับเป็นเรื่องสำคัญที่น่าจะช่วยจูงใจให้ผู้ผลิตมีการต่อยอดอุตสาหกรรมไปถึงปลายน้ำ 

ดังนั้น ท่ามกลางความต้องการถุงมือยางทางการแพทย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การชิงส่วนแบ่งตลาดของประเทศไทยอาจจะเผชิญการแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่างประเทศมาเลเซีย รวมไปจนถึงประเทศจีน และประเทศเวียดนาม ที่อาจจะขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญของประเทศไทยในอนาคต เนื่องจากมีความได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนการผลิต อีกทั้งผู้ประกอบการถุงมือรายใหญ่ของมาเลเซียมีแผนที่จะเข้าไปขยายการลงทุนในเวียดนามด้วยเซกเมนต์ถุงมือที่ใช้ตรวจโรคทั่วไป ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้นและน่าจะแข่งขันกันรุนแรง

ขณะเดียวกัน ควรมีการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนเชิงรุก เช่น จัดกิจกรรมเร่งรัดการลงทุน โดยเชิญนักลงทุนที่มีศักยภาพ เช่น เยอรมนี เบลเยียม มาหารือ หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลที่นักลงทุนต้องการในการจะตัดสินใจมาลงทุนในประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งการเข้ามาของนักลงทุนต่างชาตินอกจากจะมีตลาดรองรับแล้ว จะช่วยยกระดับคุณภาพการผลิตถุงมือยางในเซกเมนต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ถุงมือที่ใช้ในการศัลยกรรม ผ่าตัด เป็นต้น ที่ปัจจุบันประเทศไทยยังมีมูลค่าส่งออกสินค้ากลุ่มนี้น้อย แต่ถือเป็นกลุ่มที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าเซกเมนต์ถุงมือตรวจโรคทั่วไป.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ถุงมือยางทางการแพทย์ถุงมือยางธุรกิจถุงมือยางโควิด-19วัคซีนโควิด-19ศูนย์วิจัยกสิกรไทยบทวิเคราะห์บทวิเคราะห์ธุรกิจ

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564 เวลา 10:09 น.