ไลฟ์สไตล์
100 year

ทีดีอาร์ไอ-นิด้า จี้ยุทธศาสตร์ แก้โจทย์ปัญหาเศรษฐกิจชาติ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์6 พ.ย. 2563 06:15 น.
SHARE

ทีดีอาร์ไอ-นิด้าแนะยุทธศาสตร์ แก้โจทย์วิกฤติเศรษฐกิจประเทศ เป็นห่วงว่างงานหนักหน่วงถึงปีหน้า แรงงาน 19 ล้านคนทำงานวันละไม่ถึง 4 ชั่วโมง มีรายได้ต่อวัน 160 บาท จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาให้ทัน เสนอแนวทางข้าราชการบำนาญ 5-6 ล้านคนออกมาจับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า สถานการณ์คนว่างงานในไตรมาส 2 ถือว่าหนักมาก มีคนตกงาน 700,000 คน และไตรมาส 3 จะรุนแรงและเห็นชัดยิ่งขึ้น โดยอีก 2.5 ล้านคน จะอยู่ในข่ายตกงานเพิ่มเติม เนื่องจากผู้ประกอบการที่สายป่านไม่ยาวพอ ไปต่อไม่ไหว ต้องเลิกจ้างพนักงานยอมจ่ายค่าชดเชย “มองว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ไปจนถึงกลางปีหน้า โดยคาดว่าต้นปีหน้าอาจมีคนถึง 2-3 ล้านคน ต้องออกจากระบบการทำงาน โดยไม่มีเงินออม เงินเก็บ และไม่มีจะกิน รัฐบาลจึงต้องรีบเข้ามาอุดหนุน ไม่ให้เกิดปัญหาสังคมตามมา”

ข่าวแนะนำ

ส่วนแนวทางที่ดีที่สุด อยากเสนอให้ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจกลุ่มที่ได้รับเงินบำนาญ ประมาณ 5-6 ล้านคน ออกมาจับจ่ายใช้สอยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เนื่องจากขณะนี้การบริโภคภาคเอกชนหยุดชะงักไม่เดินหน้า ทุกคนระมัดระวังการใช้จ่าย ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะเงินฝืด เพราะไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม ทำให้ไม่มีเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการลงทุน ต้องอาศัยการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่ของรัฐเป็นหลัก

อีกข้อเสนอแนะเพื่อช่วยเหลือคนไม่มีงานทำและช่วยนักศึกษาจบใหม่ เห็นว่ารัฐบาลควรจัดอบรมพัฒนาทักษะ หรือว่าจ้างนักศึกษาจบใหม่ช่วยเก็บข้อมูลในพื้นที่และสนับสนุนผู้ประกอบการ ให้จ้างพนักงานแบบรายชั่วโมง โดยกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานต้องออกประกาศชั่วคราวเพื่อสนับสนุนให้มีการจ้างรายวัน ไม่อิงค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งไม่น่าจะขัดกฎหมาย หลังพบว่าอุตสาหกรรม 22 สาขา ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ต้นปีและยังไม่กลับมาเป็นปกติ ส่วนอุตสาหกรรมหนักบางประเภทยังพอไปได้ รวมถึงอาชีพที่เกี่ยวกับไอที “ก่อนเกิดการแพร่ระบาด ตัวเลขคนมีงานทำมีประมาณ 38 ล้านคน แต่โควิดทำให้คนตกงานไปแล้วเกือบ 800,000 คน นอกจากนั้น ยังมีคนอีก 2.5 ล้านคน ที่ไม่มีงานทำ เนื่องจากบริษัทไม่ป้อนงานให้และไม่จ่ายเงินเดือน และในจำนวนที่มีงานทำ 37.2 ล้านคน มี 19 ล้านคนที่ทำงานวันละไม่ถึง 4 ชั่วโมง มีรายได้เฉลี่ยชั่วโมงละ 40 บาท หรือมีรายได้ต่อวันเพียง 160 บาท ซึ่งถือว่าน้อยมาก”

นอกจากนั้น คาดว่าผู้ประกอบการจะปิดกิจการอีกเป็นจำนวนมากในกลางปีหน้า หากประเมินแล้วเฉพาะเด็กจบใหม่ จำนวนปีละ 300,000 คน จะมีงานทำเพียง 10% เท่านั้น และยังไม่รวมเด็กจบใหม่ก่อนหน้านี้ที่กำลังรองานอีก 100,000 คน รวมแล้ว 400,000 คน ต้องแย่งงานกัน จึงมองว่ากลางปีหน้าจะหนักหนากว่านี้มาก และมองไม่เห็นแสงสว่าง หากรัฐบาลไม่รีบเข้าไปแก้ปัญหา

ด้านนายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี อาจารย์เกียรติคุณ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และคณะกรรมการเจรจาตกลงการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ปัญหาเศรษฐกิจอย่างแรกเกิดจากระบบการทำงานของรัฐบาลมีความสับสน ทำให้คนเก่งๆ ไม่อยากเข้ามา เพราะเป็นงานที่หนักมาก เสี่ยงที่จะล้มเหลว จนทำให้เสียชื่อเสียง และสิ่งสำคัญคนทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องเก่งเรื่องการเงินการธนาคาร ต้องสามารถหาวิธีเอาเงินไปให้ธุรกิจเอสเอ็มอีได้อย่างไร

“นอกจากนั้นรัฐบาลยังควรยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะสามารถควบคุมโควิดได้แล้ว ปัญหาที่กระจุกตัวอยู่โดยเฉพาะที่กลุ่มท่องเที่ยว บริการจะได้คลี่คลายลง เพราะมาตรการกระตุ้นยังน้อยไปโดยปัญหาเศรษฐกิจกระจุกตัวโดยเฉพาะกลุ่มบริการท่องเที่ยว ซึ่งต้องยอมรับว่ามาตรการกระตุ้นยังน้อยไป ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่วิกฤติแบบระเบิดลง แต่เป็นวิกฤติที่จะยาวนานกว่า เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง”

แนวทางแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้นขณะนี้ ต้องเริ่มจากการประคับประคอง ค่อยๆ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะต้องยอมรับว่าแก้ยากมาก “เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่ยาก หลังกู้เงินไปแล้ว 1 ล้านล้าน คาดว่าปีหน้าอาจต้องกู้เงินอีก 1 ล้านล้านบาทเพื่อประคับประคองสถานการณ์ และอีกหนึ่งแนวทางน่าจะทำได้เหมือนสหรัฐฯ คือต้องห้ามยึดบ้าน ที่ไม่สามารถผ่อนต่อได้ ต้องไม่ตัดน้ำตัดไฟ โดยรัฐบาลเข้ามาชดเชยบางส่วน และช่วยเรื่องอาหารให้กับคนที่ทุกข์ยาก เช่น อาหารฟรี หรือการให้คูปอง โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ควรเข้ามามีบทบาทให้มากขึ้น ช่วยเหลือกลุ่มคนที่เดือดร้อนต่อเนื่องจากนี้เป็นระยะเวลา 1-2 ปี คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณหลักแสนล้านบาท”

อีกเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันการเงิน อาจพิจารณาให้เอสเอ็มอีสามารถผ่อนเฉพาะดอกเบี้ย และปรับเกณฑ์ใหม่ ไม่ต้องตั้งสำรองให้เป็นภาระกับสถาบันการเงิน หรือหากเกิดวิกฤติจริงๆ ทางภาครัฐต้องเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงิน เพื่อรองรับหนี้เสียประมาณ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดว่าคงไม่ทุกสถาบันการเงิน และโดยภาพรวมแล้วประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่าปี 2540 จากบทเรียนวิกฤติต้มยำกุ้ง

นอกจากนี้ ยังควรเปิดเสรีให้บริษัทประกันจากต่างประเทศเข้ามาค้ำประกันสินเชื่อได้ เนื่องจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันไปแล้ว 100,000 ล้านบาท จึงไม่สามารถค้ำประกันได้อีก ส่วนในอนาคต ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุนั้น ยิ่งเป็นสิ่งน่ากังวล หากรัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ เนื่องจากในอนาคตเงินของแผ่นดินจะนำไปใช้กับผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้น ควรปรับโครงสร้างหน่วยงานราชการให้เล็กลง เพื่อลดต้นทุนงบประมาณไม่ให้เป็นภาระทางการคลัง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SharingFutureวิกฤติเศรษฐกิจทีดีอาร์ไอนิด้ายงยุทธ แฉล้มวงษ์ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่างงานข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2563 เวลา 22:12 น.