ไลฟ์สไตล์
100 year

เลือกตั้งสหรัฐฯ ใครประธานาธิบดีคนใหม่ เศรษฐกิจไทย "เอียงจีน อ่อนตามสหรัฐฯ"

ไทยรัฐออนไลน์3 พ.ย. 2563 15:29 น.
SHARE

3 พ.ย. เปิดฉากการเลือกตั้งสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว เริ่มจากเมืองดิกซ์วิลล์ นอทช์ ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ เป็นสถานที่แรกเปิดให้มีการลงคะแนนเสียง และใครจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งพรรครีพับลิกัน กับ โจ ไบเดน แห่งพรรคเดโมแครต มีนัยต่อการวางยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ต่อการวางตัวทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก การวางตัวระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และจะมีผลต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย เพราะทั้งคู่มีมุมมอง และนโยบายแตกต่างกัน

ข่าวแนะนำ

 

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบมุมมองและนโยบายของคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับ โจ ไบเดน โดยมอง ว่า ทรัมป์ ต้องการแยกเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือห่วงโซ่การผลิตออกจากจีน ซึ่งมีการกระตุ้นบริษัทสหรัฐฯ ผลิตสินค้าด้วยวัตถุดิบและกลไกอื่นๆ นอกประเทศจีน มีการคงภาษีนำเข้าจากจีน รวมถึงการจำกัดการลงทุนของบริษัทจีนในสหรัฐฯ เพื่อกดดันให้บริษัทจีน มีความสามารถในการแข่งขันลดลง ดังนั้น สงครามการค้าจะดำเนินต่อไป และอาจขยายเป็นสงครามเทคโนโลยี ที่คนสหรัฐฯต้องเลือกใช้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ เท่านั้น ขณะที่คนทั่วโลกต้องเลือกใช้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ หรือจากจีน หรือต้องใช้ทั้งคู่ ทำให้ต้นทุนการผลิตในประเทศต่างๆ สูงขึ้น

ส่วน ไบเดน ต้องการให้จีนเปลี่ยนท่าที เปิดตลาดให้สหรัฐฯ ขายของได้มากขึ้น ลดกฎระเบียบการลงทุนของบริษัทสหรัฐฯ ในจีน และให้จีนดูแลทรัพย์สินทางปัญญา แต่ไม่ได้เป็นท่าทีที่อ่อนโยนกับจีนนัก เพราะต้องการกดดันให้จีน มีอิทธิพลต่อการค้าโลกลดลง และโอบล้อมจีนด้วยการสานต่อมาตรการ CPTPP (Comprehensive and Progressive Trans-pacific Partnership: ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก) ในสมัยโอบามา และเปิดรับการค้าในภูมิภาคเอเชีย เรียกว่าเป็นการเบี่ยงเบนการค้า ให้สหรัฐฯมีอิทธิพลทางการค้ากับเอเชียแทนที่จีน แต่อาจไม่ใช่การค้าเสรีมากเช่นในอดีต เพราะ ไบเดน ยังคงเน้นการจ้างงานในสหรัฐฯ อยู่



ขณะที่ผลกระทบต่อไทย หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หากทรัมป์ชนะ น่าจะเป็นผลบวกต่อประเทศไทย เนื่องจาก 1. สงครามการค้าใกล้จบ 2. นโยบายของทรัมป์ ส่งผลให้บริษัทจีนย้ายฐานซึ่งทำให้ไทยได้รับอานิสงส์ และ 3. ไทยยังเป็นห่วงโซ่อุปทานกับจีน จึงยังต้องสานต่อ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership: ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ประกอบด้วย อาเซียน+6 แต่อินเดียยังไม่เข้าร่วม)

หากไบเดนชนะ ไทยจะได้ประโยชน์หากเข้าร่วม CPTPP เนื่องจาก 1. ไบเดนจะอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรในการโอบล้อมจีน 2. การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้ลดทอนความเข้มข้นลง และ 3. ไทยอาจไม่ได้ประโยชน์จากย้ายฐานการผลิตหากไม่ร่วม CPTPP ขณะที่ไทยยังต้องเดินหน้าสัมพันธ์การค้ากับจีนผ่าน RCEP

"ไม่ว่าผู้นำสหรัฐฯ คนต่อไปจะเป็นใคร สหรัฐฯ จะกลายเป็นมหาอำนาจเบอร์ 2 และจีนจะขึ้นเป็นผู้นำโลกแทนสหรัฐฯ เพราะทั้งทรัมป์และไบเดนไม่ใช่ผู้นำโลกการค้าเสรี ทั้งคู่ ไม่ได้สนับสนุนโลกาภิวัตน์ แต่จะผลักดันกระแสชาตินิยม เน้นการสร้างงานให้สหรัฐฯ Made in USA เกิดการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ หรือกระแสโลกาภิวัตน์ตีกลับ และกระแสชาตินิยมในสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกการค้าเสรีแทน"

นอกจากนี้ จีนจะเดินหน้าจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย (ASIAN Infrastructure Investment Bank: AIIB) และโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative: BRI) เพื่อเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ สหรัฐฯ ต้องหาทางอยู่ร่วมกับจีนให้ได้ โดยอาจต้องยอมรับว่าจีนคือผู้นำเศรษฐกิจโลกคนต่อไป แต่สหรัฐฯ จะยอมรับได้หรือไม่

ขณะนี้เศรษฐกิจจีนกำลังเติบโตรวดเร็ว เป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก จีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐฯ นับจากปี 2553 โดย IMF ระบุว่า จีนมีมูลค่าจีดีพีคิดเป็นสัดส่วน 60% จีดีพีสหรัฐฯ เมื่อปี 2559 และขยับขึ้นเป็น 73% ในปี 2563 ล่าสุด IMF ออกมาคาดการณ์ว่า จีนจะมีสัดส่วนจีดีพีเพิ่มเป็น 90% ของจีดีพีสหรัฐฯ ในอีก 5 ปีข้างหน้า คาดว่าภายในปี 2573 หรืออีกไม่เกิน 10 ปี จีนจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าสหรัฐฯ แม้จีดีพีของจีนยังมีขนาดใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ภาคการค้าระหว่างประเทศในปี 2563 พบว่า จีนแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 ของโลกแล้ว และคาดว่าจะชัดเจนมากขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า

ในขณะเดียวกันสหรัฐฯ ยังเผชิญความเสี่ยงในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด หากไม่มีวัคซีน เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะโตช้ากว่าที่คาดการณ์ ดังนั้น ผู้นำสหรัฐฯ คนต่อไป อาจจะต้องเผชิญความท้าทายที่จะเกิดแรงกดดัน คาดว่าจีนอาจจะก้าวมาเป็นเบอร์หนึ่งของโลกได้เร็วก่อนปี 2573 จึงน่าจับตาว่า สหรัฐฯ ภายใต้ผู้นำคนใหม่จะยอมอยู่ร่วมกับจีนได้หรือไม่อย่างไร

"ประเทศไทยต้องเปิดรับทั้งคู่ และอยู่ร่วมกับสหรัฐฯ และจีนให้ได้ ไม่ควรเลือกข้าง เพราะวันนี้ไทยต้องค้าขายกับจีน แม้จีน ยังเป็นมหาอำนาจเบอร์ 2 แต่เรื่องการค้าจีนเป็นเบอร์ 1 ของโลก ไทยจึงต้องเพิ่มการเป็นห่วงโซ่อุปทานการผลิตกับจีนให้มากขึ้น เปิดรับการย้ายฐานจากจีนให้เข้ามาบ้านเราให้มากขึ้น เพื่อหาทางส่งออกไปสหรัฐฯ และส่งออกไปประเทศอื่น

ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยเช่นนี้เรียกว่า "เอียงจีน อ่อนตามสหรัฐฯ" คือ เปิดรับทั้งสองด้าน เดินหน้า RCEP และร่วม CPTPP แม้ว่าความขัดแย้งของจีนและสหรัฐฯ จะยังมีอยู่ภายใต้ผู้นำสหรัฐฯ คนต่อไป ไทยไม่สามารถหนีกระแสโลกาภิวัตน์ และเชื่อว่าไทยและอาเซียนยังสามารถอยู่รอดได้ภายใต้ความขัดแย้งตรงนี้ แต่หากบริหารไม่ดี กระแสโลกาภิวัตน์ตีกลับ จะมีผลให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพได้"

ดร.อมรเทพ กล่าวย้ำว่า ไทยต้องเน้นเรื่องการเป็นหุ้นส่วนกับจีน ผ่านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ขณะเดียวกันต้องเน้นอุปสงค์ในประเทศจีน คือ อาหาร ยาง สินค้าเกษตร และเปิดรับทั้งสองประเทศผ่านกลุ่มอาหาร เกษตร การแพทย์สุขภาพ เป็นซัพพลายเชน กลุ่มยานยนต์ชิ้นส่วน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเดินหน้าเน้นเรื่องการท่องเที่ยวต่อไป.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เลือกตั้งสหรัฐประธานาธิบดีสหรัฐนโยบายประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่โดนัลด์ ทรัมป์โจ ไบเดนสหรัฐข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 26 พฤศจิกายน 2563 เวลา 21:04 น.