ไลฟ์สไตล์
100 year

ส่องการเมืองสหรัฐฯ ศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี ส่งแรงกระเพื่อมถึงเศรษฐกิจไทย

ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 พ.ย. 2563 05:01 น.
SHARE

วันที่ 3 พ.ย.ที่จะถึงนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ของ “การเมืองสหรัฐฯ” เพราะเป็นศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยเป็นการชิงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ และนายโจ ไบเดน ผู้ท้าชิง ที่มาแรงมากจากพรรคเดโมแครต ล่าสุด ชาวสหรัฐฯออกมาลงคะแนนล่วงหน้าอย่างคึกคักมากกว่า 77.4 ล้านคน โดยลงคะแนนเสียงล่วงหน้าทางไปรษณีย์ 50.8 ล้านคน และอีก 26.5 ล้านคนเดินทางไปหย่อนบัตรเลือกตั้งที่คูหา ซึ่งมากกว่าสถิติการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 58 ล้านคน คาดกันว่า ปีนี้จะมีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ข่าวแนะนำ

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้ว วันที่ 3 พ.ย.นี้ ยังเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภา 435 คน และเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาอีก 1 ใน 3 ของทั้งหมด หรือ 33 คน จาก 100 คน ดังนั้น ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่อาจทำให้พรรคสามารถครอบครองทำเนียบขาวและสภาคองเกรสในเวลาเดียวกัน

โดยในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง และการดีเบตทั้ง 3 ครั้ง โพลและกระแสคาดการณ์ต่างๆ มองในทิศทางเดียวกันว่า นายไบเดน มีคะแนนนิยมนำหน้าประธานาธิบดีทรัมป์ชนิดขาดลอย ถึงขนาดอาจจะก่อให้เกิดภาวะ “คลื่นสีน้ำเงิน” หรือ “Blue Wave” ซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า นายทรัมป์เคยสร้างปรากฏการณ์ช็อกโลกเมื่อครั้งเอาชนะนางฮิลลารี คลินตัน ในศึกเลือกตั้งปี 2559 ด้วยคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ทั้งที่พ่ายแพ้ในช่วงคาดการณ์และครั้งนี้หากเขาทำได้อีก จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ฯ แต่จะฉุดราคาสินทรัพย์ในเอเชีย

แน่นอนว่า เมื่อ “ยักษ์ใหญ่” เคลื่อนตัว ย่อมมีผลกระทบต่อเนื่องไปทั่ว โดยทั่วโลกกำลังจับตาการปรับเปลี่ยนนโยบายของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ทั้งกรณีประธานาธิบดีทรัมป์ สามารถรักษาตำแหน่งสมัยที่ 2 ไว้ได้ และการล้มแชมป์ของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน

สำหรับบ้านเรา ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็ก และเศรษฐกิจเปิด ที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศ ทั้งการท่องเที่ยวและส่งออก ย่อมมีแรงกระเพื่อมและผลกระทบไปด้วย แต่ผลกระทบจากนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปจะ “ดี” หรือ “ร้าย” คนไทยควรเชียร์ใครมากกว่าในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ เรามีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกัน...

ดร.เชาว์ เก่งชน
ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

นักวิเคราะห์ที่ติดตามสถานการณ์การเมืองในสหรัฐฯ รวมไปถึงคะแนนนิยมของผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ส่วนใหญ่ประเมินว่า ในการเลือกตั้งวันที่ 3 พ.ย.นี้ มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่ตัวแทนของพรรคเดโมแครต คือ นายโจ ไบเดน จะชนะการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี

พรรคเดโมแครตยังน่าจะรักษาเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (House) ไว้ได้ และยึดเสียงข้างมากในวุฒิสภา (Senate) ไปจากพรรครีพับลิกัน กล่าวคือ น่าจะมีชัยแบบกวาดเรียบ ทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

“หากผลการเลือกตั้งเป็นไปตามคาดการณ์ดังกล่าว น่าจะเป็นผลดี ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เนื่องจากจะทำให้ประธานาธิบดีไบเดน สามารถผ่านกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะกฎหมายงบประมาณไปได้ในแบบที่มีอุปสรรคน้อยกว่ากรณีที่นายทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย เพราะทั้งสภาบนและสภาล่างตกอยู่ในมือพรรคเดโมแครต”

ทั้งนี้ แรงหนุนต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ น่าจะมาจากแนวนโยบายของนายไบเดน ที่ต้องการเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข รวมไปถึงค่าจ้างขั้นต่ำ อย่างไรก็ดี เป็นที่คาดหมายว่า การขาดดุลของรัฐบาลสหรัฐฯจะเพิ่มสูงขึ้นจากการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยถึงแม้ว่านายไบเดน จะเพิ่มอัตราภาษีรายได้บุคคลธรรมดาจากกลุ่มผู้ที่มีรายได้สูงมากขึ้น แต่ไม่น่าเพียงพอที่จะชดเชยรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาล

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากนายไบเดนได้เป็นผู้นำคนใหม่ จะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมาฟื้นตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3.0% ในปี 2564 ซึ่งสูงกว่ากรณีนายทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวน้อยกว่า เนื่องจากข้อจำกัดในด้านการบริหารงาน โดยเฉพาะกับสภาคองเกรส ที่จะตกอยู่ในมือของพรรคเดโมแครต

ขณะที่ ผลทางตรงต่อภาคเศรษฐกิจจริงของไทยในปี 2564 นั้น จะขึ้นอยู่กับภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นสำคัญ โดยหาก นายไบเดน ขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ เศรษฐกิจสหรัฐฯที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีกว่า จะส่งผลต่อความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ อาทิ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลแปรรูป

ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ปี 2564 มีโอกาสขยายตัวได้ดีในกรอบ 10-12% ด้วยมูลค่าส่งออกราว 36,700-37,300 ล้านเหรียญฯ ดีขึ้นจากปี 2563 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 6.4%

แต่หากพลิกโผมาเป็น นายทรัมป์ ครองตำแหน่งสมัยที่ 2 แต่พรรครีพับลิกันขาดเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภา คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ขยายตัวน้อยกว่า จะ ส่งผลให้ การส่งออกไทยในปี 2564 เติบโตต่ำกว่า 5%ด้วยมูลค่าราว 35,000 ล้านเหรียญฯ โดยสินค้าส่วนใหญ่เติบโตค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย ที่ยังไม่จำเป็นต่อการบริโภค

ด้านความสัมพันธ์ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมต่อบรรยากาศการค้าของโลก นั้น คาดว่าไม่ว่าผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ จะออกมาเป็นเช่นใด ความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศคงจะยังไม่คลี่คลายในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยความแตกต่างน่าจะอยู่ที่แนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยนายไบเดน คงจะเลือกแนวทางแบบพหุภาคี ที่หันกลับไปใกล้ชิดกับพันธมิตรของสหรัฐฯ เช่น สหภาพยุโรป มากยิ่งขึ้น ตรงกันข้าม หากนายทรัมป์ ได้รับชัยชนะอีกสมัย ก็อาจจะเดินหน้าปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน เหมือนกับที่ทำในปี 2561-62

“แม้ว่าผลสำรวจต่างๆ จะบ่งชี้ถึงชัยชนะของนายไบเดนและพรรคเดโมแครต แต่สุดท้ายแล้ว เรายังคงต้องติดตามการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ว่าจะราบรื่นหรือไม่ เพียงใด โดยหากมีการฟ้องร้อง หรือการประท้วงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง คาดว่า ทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน รวมถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ คงจะแกว่งตัวผันผวนไปจนกว่าผลการเลือกตั้งจะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ” ดร.เชาว์กล่าว

พิมพ์ชนก วอนขอพร
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

ตามมาด้วยด้านการค้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มองว่า จะเริ่มกระทบต่อไทยในปีหน้า “ตั้งแต่ช่วงต้นปี 64 นโยบายการค้าระหว่างประเทศของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจและการค้าไทยชัดเจนขึ้น ซึ่งไทยต้องเร่งเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้ แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯมีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 2564 แต่นโยบายด้านการค้าที่แตกต่างกัน จะกระทบต่อการส่งออกไทยในบางกลุ่มสินค้า”

หาก นายไบเดนชนะการเลือกตั้ง การมุ่งนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์สันดาป หรือรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของไทย ซึ่งปัจจุบัน สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 6 ของไทย ในเดือน ก.ย.63 ไทยส่งออกรถยนต์สันดาปไปสหรัฐฯ 696.2 ล้านเหรียญฯ

แต่ข้อดีคือ จากนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่มุ่งการค้าเสรี ยึดกติกาสากล และประนีประนอม น่าจะทำให้นายไบเดน ผ่อนคลายมาตรการทางภาษีให้กับประเทศพันธมิตร เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการขยายโอกาสทางการค้าของสหรัฐฯ และส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย

แต่หากกรณีที่ใช้นโยบายสร้างพันธมิตรเพื่อกดดันจีนนั้น ไทยจะต้องพิจารณาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรกับไทย

ในทางกลับกัน หากนายทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ก็อาจยังคงทำสงครามการค้ากับจีนต่อไป โดยน่าจะยังใช้มาตรการทางภาษีและประเด็นอื่นๆ ต่อไป เช่น เทคโนโลยี แรงงาน รวมถึงจะยังคงใช้นโยบายกีด กันการค้า นโยบายอเมริกา มาก่อน “America First” รวมถึงกดดันคู่ค้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาวอเมริกัน ซึ่งจะกดดันบรรยากาศการค้าโลกและ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจากการระบาดของโควิด-19 แต่ประเมินว่า ไทยจะยังสามารถประคับประคอง และปรับตัวได้เหมือนที่ผ่านมา และส่งออกสินค้าไปยังทั้ง 2 ประเทศได้ดีขึ้น

“สงครามการค้ากับจีน ไม่ว่าใครชนะเลือกตั้ง ประเมินว่า ความขัดแย้งกับจีนจะยังคงมีอยู่ แต่วิธีการอาจจะไม่เหมือนกัน”

โดยนายทรัมป์ มีเป้าหมายการทะเลาะที่ชัดเจน เช่น เรื่องการค้า เทคโนโลยี และใช้นโยบายกีดกันการค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ และไทยหาทางรับมือได้ แต่นายไบเดนจะมีวิธีการที่ละมุนละม่อมกว่า และใช้การหาพวกกดดันจีน ซึ่งไทยจะต้องดูถึงนโยบายการค้าของประเทศที่เข้าร่วมกับสหรัฐฯ ด้วยว่า จะมีผลกระทบต่อไทยอย่างไร หรือหากไทยถูกชักชวนให้เข้าร่วมด้วย จะมีผลกระทบต่อไทยอย่างไร

ทั้งนี้ ไทยต้องเริ่มวางแผนรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้แล้ว โดยสามารถสร้างพลังและอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจจากการผนึกกำลังกับอาเซียน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญสอดคล้องกับทั้งยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ และความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งทางของจีน อีกทั้งอาเซียนจะเป็นพันธมิตรที่สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญเพื่อคานอำนาจจีน ไม่ว่าประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯจะเป็นใคร

“เราจึงควรเร่งผลักดันการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจทั้งระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน อาเซียนพลัส อย่างความตกลง หุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และระดับอนุภูมิภาค เช่น CLMVT (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)”

นอกจากนี้ ไทยควรเร่งสร้างบรรยากาศการลงทุนในประเทศ ที่เป็นมิตรกับทุกฝ่าย ลดอุปสรรคทางการค้า และยกระดับความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ยกระดับสินค้าส่งออกไทยให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการโลกยุคใหม่ เพื่อเสริมจุดแข็งและสร้างแต้มต่อ

ส่วนความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นอกเหนือจากการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าแล้ว ควรเสริมสร้างความสัมพันธ์ในมิติอื่นๆ ด้วยเช่น ประชาชน การศึกษา สิ่งแวดล้อม การวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะในสาขาที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศของไทย

นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์
นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส

สำหรับ “บล.เอเซีย พลัส” วิเคราะห์แบบฟันธง โดยมองว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯในครั้งนี้ ประธานาธิบดีจะชื่อ “โจ ไบเดน”

โดยประเมินจากการโต้วาที (Debate) ระหว่าง นายทรัมป์ และ นายไบเดน ครั้งสุดท้าย ก่อนจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 3 พ.ย.นี้ คะแนนความนิยมนายไบเดน นำนายทรัมป์ ผลสำรวจของ CNN และ Bloomberg คะแนนนิยมของนายไบเดน ข้างต้น ทำให้ Consensus และ ASPS ประเมินตรงกันว่านายไบเดนมีโอกาสชนะการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส ได้ทำตารางเปรียบเทียบนโยบายหาเสียงของนายไบเดน และนายทรัมป์ โดยวิเคราะห์ผลที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ทั้งสหรัฐฯและไทย จากกรณีที่นายไบเดนชนะการเลือกตั้ง ใน 4 ด้าน ดังนี้...

ด้าน นโยบายพลังงานสะอาด (Clean Energy) : คาดจะสร้างแรงกดดันต่อราคาสินค้ากลุ่ม Hard Commodity เช่น น้ำมัน และถ่านหิน

ด้าน นโยบายการค้า : การค้าของสหรัฐฯและไทยมีแนวโน้มขยายตัว จากการที่นายไบเดน อาจจะยกเลิกการขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้า อาทิ จีน ยุโรป และสนใจกลับเข้าสู่การเจรจาจัดทำความตกลงการค้าที่ก้าวหน้าและครอบคลุมภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ที่มีสมาชิก 11 ประเทศ เนื่องจากทั้งสหรัฐฯและไทยยังไม่มีความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสมาชิก CPTPP บางประเทศ เช่น สหรัฐฯไม่มี FTA กับ ญี่ปุ่น, นิวซีแลนด์, เวียดนาม ส่วนไทยไม่มี FTA กับสหรัฐฯ, เม็กซิโก เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคส่งออกของไทย

ด้าน นโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน : เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว เนื่องจากนายไบเดนเสนองบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในสหรัฐฯวงเงิน 2 ล้านล้านเหรียญฯ ขณะที่นายทรัมป์เสนอ 1 ล้านล้านเหรียญฯ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ฟื้นตัว หนุนธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายตาม ซึ่งสุดท้ายจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย

และท้ายสุดคือ นโยบายปรับขึ้นภาษีนิติบุคคล (Coporate Tax) เป็น 28% จาก 21% ส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯลดลง กดดันให้เงินลงทุนไหลออกจากสหรัฐฯไปเอเชีย รวมถึงประเทศที่มีความพร้อม

อย่างไรก็ตาม คงต้องถามว่า เรามีความพร้อมแค่ไหน ในวันนี้เรายังเผชิญปัญหาหนักภายในประเทศ!!

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปเศรษฐกิจทีมเศรษฐกิจเลือกตั้งสหรัฐเลือกตั้งสหรัฐ 2020เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐผลกระทบทางเศรษฐกิจนักวิเคราะห์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2563 เวลา 18:11 น.