ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ธปท.ชี้เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ ลูกหนี้ 2.1 ล้านรายชีวิตไต่บนเส้นดาย

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์29 ก.ย. 2563 08:06 น.
    SHARE

    ธปท.ระบุ จากการวิเคราะห์หนี้ครัวเรือน ลูกหนี้ 2.1 ล้านราย หรือ 2.5 ล้านบัญชี มีความเสี่ยงในการชำระหนี้ในอนาคต โดยกระจุกตัวอยู่ในภาคอีสานตอนใต้ ภาคใต้ และตามแนวชายแดนภาคเหนือ ขณะที่สินเชื่อบุคคล สินเชื่อบ้าน น่าเป็นห่วงมากที่สุด แต่หากฟื้นภาคการท่องเที่ยวได้ จะช่วยให้ความเสี่ยงหนี้ลดลง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2563 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หัวข้อเรื่องเหลียวหลังแลหน้า อนาคตหนี้ครัวเรือนไทย จัดทำโดย ธปท., สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด บริษัท Siametrics Consulting จำกัด ระบุว่า สถานการณ์หนี้รายคนของคนไทย ล่าสุดเดือน ก.ค. พบว่า คนไทยมีหนี้อยู่ในระดับสูงและมีหนี้เป็นวงกว้าง โดย 1 ใน 3 ของคนไทย มีหนี้สินอยู่ในระดับสูง ซึ่ง 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยเป็นหนี้ในวงกว้างขึ้น และมีค่ากลางมูลหนี้เพิ่มจาก 70,000 บาทต่อราย เป็น 128,000 บาท ขณะที่มีหนี้เสียเพิ่มสูงขึ้นด้วย ขณะที่การศึกษาหนี้ครัวเรือนในวิกฤติโควิด-19 ผู้วิจัยใช้ข้อมูลสินเชื่อที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของ ธปท.ระหว่างเดือน เม.ย.-มิ.ย. พบว่ามี 8.1 ล้านบัญชี หรือมูลหนี้ 2.2 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 70% ของจำนวนบัญชีที่ ธปท. รายงานว่าเข้ามาตรการในปัจจุบัน) พบว่า ส่วนใหญ่เข้ามาตรการครบ 3 เดือน ขณะที่ 16.6% ออกจากมาตรการก่อนครบ 3 เดือน แสดงให้เห็นถึงความรุนแรง ของสถานการณ์ ที่ไม่เท่ากันของผู้กู้แต่ละกลุ่ม

    ทั้งนี้ มีผู้กู้เข้ามาตรการแบบเลื่อนชำระหนี้ 71% สะท้อนถึงการมีปัญหาในการชำระหนี้ ขณะที่ 26% ใช้วิธีลดอัตราชำระหนี้ และ 3% เข้ามาตรการสำหรับสินเชื่อ ที่เป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) คือ ปรับโครงสร้างหนี้ หรือโครงการคลินิกแก้หนี้ ผู้กู้ที่เข้ามาตรการส่วนใหญ่ กระจุกตัวอยู่ในภาคอีสานใต้ และผู้กู้สูงถึง 40-60% เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นหลัก รองลงมาคือ สินเชื่อบ้าน ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคใต้และภาคเหนือตอนบน มีสัดส่วน การเข้ามาตรการสำหรับหนี้เสีย สูงกว่าพื้นที่อื่น

    สำหรับสถาบันการเงินที่เป็นผู้ให้กู้ พบว่ากลุ่มผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) มีสัดส่วนสินเชื่อที่เข้าโครงการมากที่สุด 37-75% ของสินเชื่อในพอร์ต ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ โดยเป็นการขอลดการชำระเป็นหลัก แสดงให้เห็นว่า ลูกหนี้ในกลุ่มนอนแบงก์อาจมีความเปราะบางมากกว่า สถาบันการเงินกลุ่มอื่น เห็นได้จากมีบัญชีที่เข้ามาตรการจำนวนมาก และมีความเสี่ยงที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ขอเลื่อนเวลาการชำระหนี้ออกไป และหากโควิด-19 ยืดเยื้อ ผู้กู้ยังไม่สามารถชำระหนี้ได้ จะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้เมื่อพิจารณาผู้กู้ที่เข้ามาตรการพบว่าส่วนใหญ่ มีภาระหนี้สูง ค่ากลางมูลหนี้ 500,000 บาทต่อราย มีการกู้ 4-5 บัญชีขึ้นไป

    ดังนั้น เมื่อเดือน ก.ค.ที่ครบกำหนดมาตรการช่วยเหลือของสินเชื่อบางประเภท พบว่า มีผู้กู้ที่ออกจากมาตรการ 2.1 ล้านราย หรือ 36.7%ของผู้กู้ที่เข้ามาตรการ แต่ถ้าคิดเป็นจำนวนบัญชีที่ขอออกจากมาตรการพบว่ามี 3.4 ล้านบัญชี หรือ 44% ของบัญชีที่เข้ามาตรการ ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ และเป็นผู้กู้ในกรุงเทพฯปริมณฑล มากกว่าภาคอื่น

    นอกจากนี้สถานการณ์หนี้ครัวเรือน ผู้วิจัยได้ทำแบบจำลองขึ้น เพื่อพยากรณ์หนี้ที่อาจมีปัญหาจากโควิด-19 พบว่า หากมีการฟื้นของการท่องเที่ยว จะช่วยทำให้ผู้กู้ที่คาดว่าจะมีปัญหา การชำระหนี้มีจำนวนน้อยลง จากสถานการณ์ปกติที่ประเมินว่าจะทำให้ผู้กู้ 2.1 ล้านคน หรือ 2.5 ล้านบัญชีอาจมีปัญหาความสามารถ ในการชำระหนี้ และหากมีความเสี่ยงในการระบาดระลอก 2 ที่อาจนำไปสู่การล็อกดาวน์ประเทศรอบ 2 อาจส่งผลให้เกิดการชะงักงันของระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยเป็นผู้กู้ที่คาดว่าจะมีปัญหา กระจุกตัวในภาคอีสานตอนใต้ ภาคใต้ และตามแนวชายแดนภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นผู้กู้ที่มีสินเชื่อส่วนบุคคล, สินเชื่อบ้าน ซึ่งสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ อาจต้องเข้าไปดูแลผู้กู้กลุ่มนี้เป็นพิเศษ.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    เศรษฐกิจธปท.หนี้ครัวเรือนผิดนัดชำระหนี้ลูกหนี้บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติข่าววันนี้ข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 22 ตุลาคม 2563 เวลา 00:52 น.