ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    “พุทธิพงษ์” ชู Digital Connect พาคนไทยสู่ยุคชีวิตวิถีใหม่

    Advertorial7 ก.ค. 2563 17:45 น.
    SHARE

    “เราต้องยอมรับว่า โควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนทั่วโลกรวมถึงคนไทย ผมได้เห็น New Normal วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนไทย ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตมีความพร้อมใช้เทคโนโลยีมากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าที่คิด ซึ่งคนไทยสามารถทำได้ควบคู่กับการปรับตัวและสังคม ทั้งในการรักษาความสะอาดและรักษาระยะห่าง การปรับตัวสำหรับผู้บริโภค มาตรการที่ทางรัฐบาลออกไป ซึ่งประชาชนให้ความร่วมมืออย่างดี ทำให้ไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศติดต่อกันเกือบ 1 เดือนแล้ว และได้ดำเนินแนวทางการรักษาพยาบาลได้ถูกทางทำให้ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จ ในการรับมือเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19”

    นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า หลังจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ซึ่งผมเห็นพฤติกรรมการบริโภค การทำงาน รูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินเรื่องการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลที่รวดเร็ว มีคำถามว่าคนไทยควรปรับตัวอย่างไรถึงจะทันต่อสถานการณ์ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่คนไทยจะพร้อมในการปรับตัว จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา เหมือนเป็นการปรับเปลี่ยนทุกอย่าง ทุกคนต้องอยู่บ้าน ดูหนัง ทีวี ละครย้อนหลัง เปลี่ยนการใช้ชีวิต ในการทำงานก็ต้องใช้อินเทอร์เน็ตบ้าน แอปพลิเคชันหรือซอฟต์แวร์ต่าง ๆ คนที่ไม่เคยใช้ก็ต้องเริ่มใช้ คนที่ใช้อยู่แล้วก็ต้องใช้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะคนไทยพร้อมมาก ในช่วงหยุดเชื้อเพื่อชาติ ทุกอย่างถูกปรับให้อยู่ในรูปแบบใหม่ คนสั่งอาหารมาทานที่บ้าน ทำงานที่บ้าน เข้าระบบประชุมออนไลน์ ประเทศไทยโชคดีที่ก่อนหน้านี้เรามีการวางโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย internet ท่อระบบไฟเบอร์ออพติก ทำให้เราพร้อมสำหรับ New Normal “คำถามคือเราจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากเทคโนโลยีดิจิทัลให้มากที่สุด” ผมคิดว่า New Normal ของประเทศไทยคือ ไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็จะเชื่อมโยงกับเรื่องสาธารณสุขทั้งหมด เป็นจุดขายของประเทศ เพราะเราได้พิสูจน์แล้วว่าเราสามารถควบคุมและรักษา โควิด-19 ได้ดีอันดับต้นๆ ของโลก กระทรวงฯมีหน้าที่แก้ปัญหา แก้กฎหมาย ผลักดัน ทำทุกอย่างเราต้องทำงานให้หนักขึ้น เรียนรู้ให้เร็วขึ้น เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลง ไม่เกิน 3 - 4 เดือนนี้ เช่น เราจะสามารถทำข้อมูลคนไข้ไปรวมใน cloud ได้หรือไม่ เวลาไปโรงพยาบาลคนไข้ก็เอาเพียงบัตรประชาชนไปเสียบ เพื่อให้ได้ข้อมูลคนไข้ออกมาให้คุณหมอทำการตรวจ เราเริ่มดำเนินการจากโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ทั้ง ศิริราช รามาฯ จุฬาฯ มานั่งประชุมกันและกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นเจ้าภาพในการเอาข้อมูลมารวมซึ่งข้อมูลนี้จะไม่มีใครใช้ได้จนกว่าคนไข้จะยินยอมอนุญาต

    ส่วนเรื่องแอปพลิเคชันที่ประเทศไทยไม่เคยคิดว่าต้องมี ช่วง โควิด-19 กระทรวงดิจิทัลฯ ก็พัฒนาตั้งแต่ AOT Airport ที่ให้คนที่เดินทางเข้าไทยลงทะเบียนช่วยในการควบคุมการกักตัว ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มพัฒนาไทยชนะขึ้นมา เพื่อให้ข้อมูลสถานที่เสี่ยง อย่างเช่น Card2U ก็มีคนเข้ามาใช้เป็นจำนวนมาก หากต้องเปิดประเทศก็ต้องมีแอปพลิเคชันในการที่จะรู้ได้ว่านักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศนั้นเดินทางไปไหน เจอใครบ้าง เพื่อจะสอบสวนโรค ตรวจสอบเพื่อไม่ให้โรคกระจายออกไป และสิ่งที่ผมเน้นย้ำตลอดที่ได้ทำงานตรงนี้คือเรื่องของ Fake news center เพราะคนไทยต้องรับรู้เท่าทันว่าอะไรเป็นข่าวปลอมเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนขึ้นในสังคม ซึ่งขณะนี้เรากำลังทำในเรื่องของอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) ร่วมทำงานกับภาคสังคม ซึ่งเร็วๆ นี้จะมีการสำรวจสำมะโนประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลของประชาชนทุกตำบล ด้วยอุปกรณ์ดิจิทัล และในอนาคต อสด. จะเป็นตัวกลางในการไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ เพื่อจะได้ทราบข้อมูลว่าประชาชนต้องการอะไร ส่วน ศูนย์ดิจิทัลชุมชน เป็น 1 ในโอกาสของคนทั่วไปในชุมชน ที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ wifi เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้ เราได้งบประมาณมาทำศูนย์ดิจิทัลชุมชน 250 จุดทั่วประเทศ และจะเร่งให้เสร็จภายในปี 2563 นี้และจะทำต่อเนื่องเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงดิจิทัลสำหรับคนที่มีโอกาสน้อยกว่า

    นอกจากนี้ หลายคนยังถามผมว่า “ทำไมประเทศไทยไม่เคยพยากรณ์อากาศได้แม่นยำเหมือนประเทศอื่น” เบื้องต้นต้องบอกก่อนว่า อุปกรณ์เราทั่วประเทศมีศูนย์วัดอยู่เพียง 125 จุดและมีมา 70-80 ปีแล้ว เทียบกับญี่ปุ่นที่มี 3,600 กว่าจุด ซึ่งการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำจะมีประโยชน์ต่อเกษตรกร เพื่อวางแผนทำปฏิทินการหว่านหรือเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อไม่ให้ได้รับความเสียหาย เพื่อชาวประมงจะได้ทราบในการเดินทางออกหาปลา และนักท่องเที่ยวจะได้วางแผนการท่องเที่ยวได้ถูกต้อง

    แม้แต่ ไปรษณีย์ไทย เองก็มีการปรับเปลี่ยนรองรับการส่งของพัสดุที่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็อยู่คู่คนไทยไม่เคยหยุดบริการ ทั้งช่วงน้ำท่วม หรือ โควิด-19 ผมจึงเชื่อว่าหากนำเทคโนโลยีไปช่วยปรับก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีรวมถึงการนำสายลงดิน TOT เรื่องสายไฟสื่อสารลงดินทั้งหมดที่ทาง TOT จะเร่งนำลงดิน 40 กิโลเมตรให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือนนี้

    ส่วนเรื่องของอันดับ International Institute for Management Development (IMD) ด้าน IT ที่ดีขึ้น นั้น ผมต้องบอกว่า วันนี้โลกเปลี่ยนไป สถาบันต่าง ๆ มีการตั้งเกณฑ์ดูตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจด้านดิจิทัลมากขึ้น ที่จะประเมินไปประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจแต่ละประเทศ ซึ่งตัวเลขของประเทศไทยดีขึ้น โดยเฉพาะเครือข่ายการวางโครสร้างพื้นฐานที่กระจายไปทุกจังหวัด มีความครอบคลุมเครือข่ายครบถ้วนแต่ความช้าเร็วอาจต่างกันไป ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เป็นหน่วยงานของกระทรวงดิจิทัลฯ ต้องวางยุทธศาสตร์หากตัวชี้วัดยังไม่เป็นเกณฑ์ที่พอใจ ต้องพัฒนาอะไรเพื่อให้ปัจจัยของตัวชี้วัดนั้นพัฒนาขึ้น ซึ่งต้องไปดูว่าอะไรที่เป็นปัญหาก็ต้องเร่งแก้ไขเพื่อจะสะท้อนเป็นตัวเลขการชี้วัดความพร้อมกับประเทศ แต่ก่อนเราอาจจะปล่อยตามธรรมชาติ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราต้องเรียนรู้ แก้ไข ใครที่ไม่รู้ก็ต้องรู้ ใครไม่ได้ใช้ก็ต้องพัฒนาให้มีโอกาสได้ใช้ ยิ่งใช้ได้มาก เลขการชี้วัดความพร้อมของไทยก็จะสูงขึ้นด้วย

    สอดคล้องกับปัจจุบันที่ประเทศไทยยังมีการพัฒนาแรงงานทักษะสูงในด้านอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง วันนี้เราพัฒนาเป็นการเน้นที่อุตสาหกรรมที่มีความเฉพาะด้าน ต้องใช้ฝีมือของแรงงานอุตสาหกรรมจึงอาจต้องย้ายไปประเทศอื่นที่มีความเหมาะสม มีแรงงานราคาถูก แต่ประเทศไทยต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ ใช้ฝีมือ อุตสาหกรรมด้านดิจิทัล ซอฟต์แวร์ ชิ้นไมโครชิฟจะเข้ามาที่ไทยมากขึ้นเพราะเราเน้นทักษะ high skill เรามีพื้นที่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีรายได้มากขึ้น จึงสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวมขึ้นมารองรับ อาจจะเป็นอุตสาหกรรมใหม่ๆ มีการจ้างแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้น ได้ค่าแรงสูงขึ้น หากเรายังอยู่ที่เดิมค่าแรงอาจไม่สูงมากประเทศเราก็จะไม่พัฒนา

    นายพุทธิพงษ์ กล่าวทิ้งทายว่านับจากนี้ ไม่ว่าใครก็ตามจะมาลงทุนในไทย วันนี้เรามีปัจจัยใหม่ที่คนลงทุนต้องพิจารณาคือเรื่องระบบรักษาพยาบาล ความปลอดภัย ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้มาเดี่ยว ๆ แต่มาพร้อมเทคโนโลยีดิจิทัล เพราะ New Normal ที่จะเกิดในไทย คือ 5G ที่ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สามารถเปิดประมูล การใช้ 5G จริงและมีการวาง cell site ไว้แล้ว ต่อไปนี้จะทำให้ดาวน์โหลดข้อมูลขนาดใหญ่รวดเร็วขึ้น พัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์รวดเร็วขึ้น การพัฒนาระบบ AI ระบบ Big Data ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มี 5G เป็นพื้นฐานรองรับในการพัฒนาต่อยอดในอนาคต ซึ่งหน่วยงานที่จะสนับสนุนให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุดคือหน่วยงานราชการ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ เป็นต้น ทั้งหมดนี้จะดีมากหากเรามีระบบข้อมูลที่เชื่อมต่อกันทันสมัยรวดเร็ว ซึ่ง 5G จะตอบโจทย์ทุกอย่าง ประเทศไทยเน้นย้ำและเดินหน้าเรื่อง e-government พอมีเรื่องโควิด-19 ทุกกระทรวงเห็นประโยชน์การเก็บข้อมูลเป็นรูปแบบดิจิทัลไฟล์จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าได้เร็วขึ้น

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดีอีเอสพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ชีวิตวิถีใหม่ new normalDigital Connectแอปพลิเคชันเทคโนโลยีดิจิทัล

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo