ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    วัคซีนเศรษฐกิจหลังโควิด

    สายล่อฟ้า30 มิ.ย. 2563 05:03 น.
    SHARE

    นี่หรือ?

    ที่ชื่อ “New Normal”

    อย่าว่าแต่ “วัคซีน” เพื่อป้องกันโควิด-19 ที่คนทั้งโลกกำลังรอลุ้นกันว่าจะผลิดอกออกผลได้เมื่อใด เพราะทางการแพทย์ระบุตรงกันว่าเป็นวิธีเดียวที่จะหยุดเชื้อไวรัสตัวนี้ได้

    คล้ายๆกับหลายโรคที่เคยระบาดในโลกใบนี้ก็ต้องอาศัยวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่คนได้ ทำให้อยู่รอดปลอดภัยมาได้ถึงปัจจุบัน

    ไม่ใช่ตัวยารักษาโรค แต่เป็นตัวป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ

    แต่ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งมิใช่เกิดผลกระทบแค่ประเทศไทยเท่านั้นแต่ยังกินวงกว้างไปทั่วโลกไม่มีประเทศไหนหลีกพ้นไปได้

    ไอเอ็มเอฟชี้ว่าเศรษฐกิจปี 2563 คาดการณ์ว่าจะหดตัวถึง -4.9% รุนแรงกว่าที่เคยคาดไว้เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา คือ -3.9% ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง

    คุณเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในภาวะหดตัวแรงอย่างที่ไอเอ็มเอฟ และธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์เอาไว้

    “ช่วงนี้รัฐต้องช่วยประคองให้เศรษฐกิจประเทศผ่านจุดวิกฤตินี้ไปให้ได้ก่อน ซึ่งคิดว่ากว่าจะกลับมาเป็นปกติได้อาจจะเป็นปี 2565 นั่นหมายความว่าจะต้องมีวัคซีนในปี 2564”

    กรณีที่มีวัคซีนในปี 2564 สามารถแจกจ่ายให้ประชากรในประเทศได้ในวงกว้าง แต่หากไม่มีอาจจะไม่ฟื้นเพราะเชื้อโรคจะกลับมาอีก

    “หากเป็นไปได้อยากให้รัฐบาลเลือกใช้เงินกับโครงการที่เบิกจ่ายได้เร็วกว่าเพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบได้หลายรอบคือเอาเศรษฐกิจไปให้รอดก่อน”

    ในจังหวะที่งบประมาณปี 64 กำลังเข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนฯ นั้น ภาคเอกชนมองว่าเมื่อต้องอยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน เต็มไปด้วยความยากลำบาก เศรษฐกิจในประเทศก็ถูกกระทบ จึงต้องเลือกใช้จ่ายที่มีเม็ดเงินเข้าระบบให้เร็วที่สุด

    พูดง่ายๆว่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นเร็ว ก็ต้องใช้วัคซีนเหมือนกัน

    วันนี้รัฐบาลกำลังเร่งพิจารณา โครงการเงินกู้ 400,000 ล้านบาท จึงเป็นรอยต่อสำคัญที่จะต้องสอดรับกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่สมจริงและโปร่งใส

    ที่สำคัญก็คือ ยังไม่รู้ว่าเม็ดเงินจำนวนมากที่ทุ่มลงไปนั้น จะเพียงพอหรือไม่หากขับเคลื่อนไปแล้วไม่ถึงจุด ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาดีไม่ดีอาจจะต้องหาเงินมาโปะอีกก้อนเป็น “ก๊อก 2”

    หรือปล่อยให้โกงกินอย่างที่หวั่นๆ ว่าจะยิ่งไปกันใหญ่ เพราะดูจากรูปการณ์แล้วมันดูจะสอดรับกับปัญหาความขัดแย้งในพรรคการเมืองใหญ่ไม่มีผิด

    เงินก้อนใหญ่ๆอย่างนี้ ไม่ได้ผ่านหน้าผ่านตาให้เห็นกันได้ง่ายๆ

    เมื่อ “เงิน” ยังเป็นปัจจัยสำคัญทางการเมือง ยิ่งต้องไหลอยู่ตลอดเวลา มิฉะนั้นเครื่องไม่เดินก็ต้องหาเติมไม่ให้พร่อง

    “พร่อง” เมื่อใด ท่อน้ำมันอุดตันเมื่อใดก็จอดเมื่อนั้น...

    หลังพรรคพลังประชารัฐจัดระเบียบใหม่ได้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค และยังผูกพันไปถึงการปรับ ครม.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    แน่นอนสังคมมองไปทางเดียวกันว่า “ทีมเศรษฐกิจ” ชุดใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่กลุ่ม “4 กุมาร” จะเป็นใครมาจากไหนในยามที่มี ปัญหาหนักๆ อย่างนี้

    มั่นใจได้หรือไม่ว่าจะพาเศรษฐกิจไปรอด?

    เห็นพลังประชารัฐประกาศชื่อ “ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” โฆษกรัฐบาลจะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ของพรรคและเป็น “หัวหอก” คนหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

    นั่นก็หมายความว่าจะต้องเป็น 1 ในรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่พลังประชารัฐส่งเข้าประกวด

    อะไรเป็นอะไรล้วนเป็น “จิ๊กซอว์” หาใช่เกิดขึ้นอย่างโดดๆไม่?

    “สายล่อฟ้า”

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    กล้าได้กล้าเสียสายล่อฟ้าวิกฤติเศรษฐกิจไอเอ็มเอฟปรับ ครม.ทีมเศรษฐกิจโควิด-19

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้