ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    เปิด “น่าน” ห้องทดลองแห่งชีวิต “บัณฑูร ล่ำซำ” New Normal ทวงคืนผืนป่า

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 มิ.ย. 2563 05:02 น.
    SHARE

    บัณฑูร ล่ำซำ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “คุณปั้น” ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลล่ำซำ ผู้ก่อตั้งธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ ที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)...

    คุณปั้นเคยทำให้สังคมในแวดวงธนาคาร และการเงิน คร้ามครันมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเขาเข้ามานั่งเป็นหัวเรือใหญ่ หลังรับไม้ต่อจากบิดา “นายบัญชา ล่ำซำ” ผู้สืบทอดเจตนารมณ์จาก “นายโชติ ล่ำซำ” ปู่ของเขาอีกต่อ

    ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง บัณฑูรก็ประกาศก้องว่าเขาจะ Reengineering ธนาคารกสิกรไทยใหม่ นั่นหมายถึงการปรับรื้อระบบ การเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารจัดการแบบใหม่ เพื่อพัฒนาองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ

    ตามความหมายของคุณปั้นก็คือ การลดต้นทุน การเพิ่มคุณภาพของผลผลิต บริการ และความรวดเร็ว

    เมื่อ 30-40 ปีก่อน คำว่า Reengineering เป็นคำใหม่ ที่ยังไม่มีคนในวงการรู้จักหรือคุ้นเคยกัน แต่คุณปั้นกลับมองเห็นว่าถ้าองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์หากยังบริหารงานในรูปแบบเดิมๆ อีกไม่นานคงล้าหลัง เหมือนกดปุ่มทีวีแล้วไม่มีภาพขึ้นมา และนั่นทำให้ก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

    Reengineering จึงมีความหมายในภาพรวมของ “คุณปั้น” ว่า Management of Change รูปแบบการบริหารจัดการที่ต้องเปลี่ยนใหม่เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

    ฟังดูคล้ายๆกับ คือว่า Re-organization, Change, Post Truth หรือ Resilience และ Strategy in Crisis ใน New Normal ของโลกหลังโควิด-19

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ธนาคารกสิกรไทยกลายเป็นที่จับตามอง เป็นหนึ่งในธนาคารที่โดดเด่นมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา และควบคู่กับการงานธนาคาร “คุณปั้น” ริเริ่มโครงการเพื่อตอบแทนคืนให้กับสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการป่าต้นน้ำน่านที่เป็นต้นแบบของโครงการคืนผืนป่าให้กับประเทศ

    และล่าสุดเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา “คุณปั้น” ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร ด้วยวัย 67 ปี พร้อมได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกิตติคุณ นับเป็นครั้งแรกของธนาคารกสิกรไทยที่ไม่มีตัวแทนจากตระกูลล่ำซำนั่งเป็นผู้บริหารสูงสุด

    “ทีมเศรษฐกิจไทยรัฐ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “บัณฑูร ล่ำซำ” เกี่ยวกับ “การเดินทาง” ในฐานะนายธนาคาร โครงการป่าต้นน้ำน่าน และแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในช่วงโควิด-19 หลังที่ได้หารือกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

    จากนายธนาคารสู่งานคืนผืนป่า

    เหตุผลของการตัดสินใจเดินออกจากตำแหน่งสูงสุดของ “ธนาคารกสิกรไทย” คุณปั้น เล่าให้ “ทีมเศรษฐกิจ” ฟังด้วยปัจจัย 3 ข้อ ข้อที่ 1 หากมองในมาตรฐานสากล เมื่อผู้บริหารอายุเท่านี้ ผู้ถือหุ้นทั่วโลกจะมีความรู้สึกว่าพอสมควรแก่เวลาแล้ว ฝรั่งไม่ให้คะแนนจากความแก่ ถึงจุดหนึ่งคุณต้องไป

    ข้อที่ 2 เห็นแล้วว่าทีมที่ขึ้นมาเก่ง เป็นทีมเวิร์กที่ดี ข้อที่ 3 ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาไม่เคยอยากทำงานธนาคาร แต่ไม่บอกพ่อ เมื่อทำเต็มที่ 40 ปีผ่านไปถึงเวลาไปแล้ว แต่ยังฝาก “โครงสร้างแบงก์” ให้ทำงานเพื่อประเทศชาติ และทำธุรกิจธนาคารไปพร้อมกัน

    “เขาอยากจะถามอะไรกันก็มาปรึกษาได้ เวลานี้หันไปทำงานให้ประเทศก็ดี ที่ผ่านมาทำงานที่ไม่ชอบมา 40 ปี ไม่สนุก ดีที่ไม่จมน้ำตายเมื่อช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง 23 ปีที่ผ่านมา แต่ก็เกือบเหมือนกัน บางขณะคิดว่าตาย”

    จุดเริ่มของ “โครงการป่าต้นน้ำน่าน” เริ่มจากผมไปอยู่ในจังหวัดน่าน 10 ปีมาแล้ว แรกๆเข้าไปอยู่เฉยๆ เห็นว่าเป็นเมืองที่เงียบ อยู่ 2-3 ปีแรก ทำโรงแรม เขียนนิยาย ยังไม่เห็นปัญหาการไถป่า

    จนกระทั่งเจ้านาย (สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี) ทรงรับสั่งว่า “ตอนฉันมาใหม่ๆ มันไม่ได้เป็นแบบนี้นะ มันเขียวขจีไปหมด ตอนนี้มันโกร๋นอย่างนี้ มันโล้นอย่างนี้ ไปดูมาซิมันเป็นอย่างไร”

    “ผมเริ่มไปตามตำบลต่างๆ ไปฟังชาวบ้าน หาข้อมูลจนเข้าใจว่าทำไมป่าต้นน้ำน่านถึงเป็นแบบนี้ ผมไปหารัฐบาล ไปหานายกรัฐมนตรี แล้วบอกว่าผมวิเคราะห์โจทย์แบบนี้ เสนอทางออกแบบนี้ ท่านว่าอย่างไร ให้ลองทำดูไหม ท่านโอเคให้ลองทำดู เราเป็นตัวกลางประสานความคิด หาองค์ความรู้ แต่คนทำทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้”

    “น่าน แซนด์บ็อกซ์” ห้องทดลองป่าต้นน้ำ

    ผมเป็นแค่ตัวเสนอข้อคิด ดึงหลายฝ่ายมาช่วยคิด “น่าน แซนด์บ็อกซ์” เป็นเพียงห้องทดลอง นำ 2 ฝ่าย คือ ประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐที่จัดการเรื่องป่ามาคุยกัน เป็นโครงการที่กสิกรไทยออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่แตะงบรัฐ

    ตอนแรกๆทะเลาะกัน ไม่คุยกัน ทำมา 2 ปีกว่า ตอนนี้บรรยากาศดีมาก แต่ละฝ่ายร่วมมือดี ผู้นำชุมชนใช้ได้ กรมป่าไม้เป็นตัวหลัก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำงานใกล้ชิด รัฐมนตรีเปิดทาง ตอนนี้คืบหน้าระดับหนึ่ง แต่คงเสร็จไม่เร็ว ต้องจัดการกับความเจ็บปวด ความอับจนของผู้คน ยิ่งทำยิ่งยุ่ง แต่ไม่ใช่ไม่มีความหวัง

    “เสร็จ” หมายถึง ได้ป่าคืนมาเป็นตัวเลขที่วางเป้าหมายไว้ ประชาชนมีวิถีทำมาหากินแบบใหม่ ไม่ใช่แบบเดิม คำตอบไม่ได้มีอยู่ง่ายๆ ถ้าไม่มีก็ต้องไปหาองค์ความรู้จากที่อื่น จากภาคเอกชน จากภาควิจัย วิทยาศาสตร์ นั่นเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ น่าน แซนด์บ็อกซ์

    “องค์ความรู้” ในเรื่องทำมาหากิน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ประชาชนมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น คนอยู่กับป่าได้ ถ้าทำแบบเดิมๆ ปลูกข้าวโพด ไม่พอกิน ยางพารา ลิ้นจี่ ก็อยู่ร่วมกับป่าไม่ได้ ต้องโค่นทิ้งหมด

    ตอนนี้กำหนดกติกาใหม่ชัดเจน เดิมพื้นที่ป่าจังหวัดน่านมี 85% ของพื้นที่จังหวัด มีป่าไม้ถูกไถไป 1.8 ล้านไร่ หรือ 28% ของพื้นที่ป่าทั้งหมด ตั้งเป้าว่าป่าที่ถูกไถทั้งหมดขอคืน 18% ต้องปลูกป่าต้นน้ำกลับมา เช่น ต้นสัก ต้นรัง พื้นที่ที่เหลือใต้ต้นไม้ใช้ปลูกพืชได้ ส่วนอีก 10% ของป่าที่ถูกทำลาย ประชาชนเลือกปลูกพืชอะไรก็ได้ นอกจากนั้น แหล่งท่องเที่ยวเป็นตัวหนึ่งที่เสริมได้ เพราะวิถีทำมาหากินไม่ได้ติดเฉพาะการเกษตรเท่านั้น

    “ป่าต้นน้ำ” คำนวณแล้ว 40% ของมวลน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา มาจาก “ป่าต้นน้ำน่าน” นี่เป็นการคำนวณของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ถ้าตรงนี้บรรลัยข้างล่างบรรลัยด้วย นั่นคือปัญหา

    และ “กติกาใหม่ ไม่เฉือนพื้นที่ออกไปเป็นโฉนดส่วนตัว แต่ให้เป็นโฉนดรวมของตำบล ฉันขีดเส้นว่าตำบลนี้เอาตรงนี้ไป คุณก็อยู่ตรงนี้ จัดสรรกันเองในตำบล แต่มีเงื่อนไขต้องปลูกป่ากลับคืน เป็นการแก้ปัญหาที่โครงสร้าง”

    ขณะนี้มีโครงการนำร่อง 2 ตำบล คือ ตำบลน่าไร่หลวงกับตำบลเมืองจัง ที่น่าไร่หลวง พื้นที่เป็นภูเขาสูงมาก เป็นหุบเขา เป็นป่าสมบูรณ์ ตำบลเมืองจังอยู่ใกล้ๆอำเภอเมือง ถ้าน่านแซนด์บ็อกซ์แก้ 2 ตำบลได้ จะมีทางเปิดไปแก้ยังจุดอื่นๆ ถ้าตรงนี้ทะลุได้ยังมีความหวัง ถ้าไม่ทะลุ ผมก็ต้องคืน หมดปัญญา แต่เชื่อว่าปีนี้คงเห็นหน้าเห็นหลัง

    “ผมจะทำตรงนี้ให้เป็นห้องทดลองให้ได้ อันนี้พูดซีเรียส ผมจะทำให้เต็มที่ เท่าที่กำลังจะมีในชีวิตนี้ เป็นห้องทดลองที่พิสูจน์ว่า ประเทศไทยต้องทำอย่างนี้ ไม่ถอย ตายอยู่ที่นั่น จะให้ถอยไปไหนบ้านอยู่ที่นั่น”

    สงครามโควิดแรงกว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง”

    สำหรับวิกฤติโควิด-19 ขณะนี้ผมมีโอกาสพบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งผมได้เรียนว่า วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดจากโรคระบาดโควิด-19 ในครั้งนี้ “มันเหมือนกับสงครามที่ไม่มีทางช่วยเหลือกัน” ในที่สุดแล้วไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนได้ เพราะว่าเสบียงมีอยู่แค่นี้ ครั้งนี้ล้มพร้อมกันทั้งโลก ไม่มีใครแข็งแรงพอช่วยกัน ในช่วง “วิกฤติต้มยำกุ้ง” เราล้มแต่ฝรั่งไม่ล้ม เงินจากฝั่งโน้นมาช่วยได้ แต่ตอนนี้ทุกคนล้มพร้อมกันหมด ไม่มีใครช่วยใครได้

    “ในฐานะนักการเมืองคงพูดลำบากว่า ไม่สามารถให้ทุกคนได้ การจัดการเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่เป็นรัฐบาล แต่ต้องช่วยคนที่ช่วยแล้วรอด เพราะถ้าช่วยแล้วไม่รอด มันลากทุกคนลงไปด้วย วันนี้ทุกระบบได้รับผลกระทบ แต่คลังมีกำลังเพียงพอที่จะจัดการมีเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ต้องคิดว่าจะใช้อย่างไร แค่กู้ 1 ล้านล้านบาทสู้ในสภาฯกันจะตาย แล้วถ้าหมดไป กู้อีก ยิ่งพูดกันไม่รู้เรื่อง

    ระบบธนาคารครั้งนี้แข็งแรงพอปล่อยสินเชื่อ แต่ต้องเข้าใจว่า ส่วนหนึ่งปล่อยไปแล้วจะเป็นหนี้เสีย ซึ่งจะกระทบเงินทุนของระบบธนาคาร แต่ถ้าไม่หยุดก่อนจนไปถึงขอบ ก็จะยุ่งยิ่งกว่าเดิม เรื่องนี้มีโอกาสชี้แจงนายกฯ ว่า หากต้องใช้ก็ใช้เต็มที่ แต่อย่างไรอย่าให้ถึงตกขอบ มันจะยุ่งไปอีกแบบ ซึ่งคิดว่าท่านเข้าใจ”

    ถ้าให้ทุกคนหมดจะดึงระบบแบงก์ลงไปด้วย ถ้าหนี้เสียเพิ่มขึ้นมากอาจจะกลับไปวิกฤติต้มยำกุ้งอีก คราวนี้ไม่ต้องกระดิกตัวเลย ทำอะไรไม่ได้ ค้าขายไม่ได้ แบงก์ก็พังพาบ ซึ่งผมเป็นฝ่ายเทคนิคด้านนี้ ต้องชี้แจงให้รัฐบาลเข้าใจ มันมีคณิตศาสตร์ของมัน ไม่ใช่ตวงได้ไม่จบสิ้น ต่อให้เสบียงเรามีเยอะก็ตาม เสบียงจากคลังก็มีเยอะ จากแบงก์ก็มีเยอะขั้นหนึ่ง มีเงินสำรองของประเทศ ถ้าตักตวงไม่จบสิ้น ทุกคนเดือดร้อน

    ถึงจุดหนึ่งระบบแบงก์มันหักป๊อก ท่านจะรู้ ยิ่งกว่าล้างสายพันธุ์ จะหยุดกันหมด ไม่มีเครดิตอะไรเหลือทั้งสิ้น ปัญหาจะลุกลามใหญ่โต

    นายกรัฐมนตรีบอกว่าไปพบนักธุรกิจ ทุกคนก็แบมือขอกันหมด แบมือขอมันง่าย แต่ที่ให้มีจำกัด ก่อนเกิดโควิด-19 หนี้เสียก็เยอะอยู่แล้ว พอเกิดโควิด-19 ทุกคนก็เหมา และขอสินเชื่อกันหมด ถ้าให้หมด จะดึงระบบแบงก์พาณิชย์ลงไปด้วย ให้ถึงขั้นหนึ่งต้องเลิกให้ เพราะคนที่ให้แล้วรอดมี

    “เป็นนักการเมือง เป็นนายกฯคงพูดยาก ผมพูดแบบนี้ตรงไปตรงมาพูดได้ แต่เป็นนักการเมืองพูดไม่ได้ แต่หน้าที่เราคือ บอกให้ท่านจะเอาไปประกอบวิธีทางการเมืองของท่าน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและพาทุกคนรอดตอนจบ คนค้านมันง่าย เพราะไม่ต้องเป็นคนตัดสินจัดการทรัพยากรที่มีจำกัด ตรงนี้ยาก และเห็นใจจริงๆ”

    อย่า “ให้” จนพัง ต้องคำนวณความเสี่ยง

    “เชื่อว่ารัฐรู้ขอบเขต เขาทำเต็มที่ ผมสนับสนุนทำให้เต็มที่ แต่อย่าไม่คำนวณ ท่านต้องคำนวณ อย่าเหมาว่ามหาสมุทรนี้เทขยะทิ้งเท่าไรไม่มีวันเน่า เพราะผมอยู่มาแล้ว เมื่อ 23 ปีที่แล้ว มันเน่า ผมรู้ว่าเป็นอย่างไร ผมก็ลอยคออยู่ในความเน่า นี่ไม่ได้พูดทฤษฎี พูดแบบชัดๆอยู่ตรงนั้นมาแล้ว และยังมีเหลือไม่กี่คนที่พูดได้ว่าอยู่ตรงนั้นมาแล้ว”

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า ระบบแบงก์พาณิชย์แข็งแกร่ง ผมก็พูดได้ว่าแข็งแกร่ง แต่อีกสักพักมันไม่แข็งแกร่ง ประเทศไทยต้องเอาให้แน่ใจว่า อย่าพูดลอยๆ เป็นนามธรรม มันจะอันตรายมาก

    ถึงจุดหนึ่ง คำว่าแข็งแกร่ง ไม่แข็งแกร่ง หมายถึงตัวเลขไหน ต้องคำนวณตามความเป็นจริงของสถิติ มีคณิตศาสตร์การประเมินความเสี่ยงสินเชื่อ รายเล็กส่วนใหญ่ไม่รอด ไม่มีโควิด-19 ก็สู้ไม่ได้อยู่แล้ว ประเทศไทยไม่ได้แข็งแกร่งมากในเชิงเศรษฐกิจอยู่แล้ว ประเทศอื่นเศรษฐกิจโตเท่าไหร่ของไทยโตไม่ถึง 4% ไม่พอกิน ตัวเองก็เปลี้ยอยู่แล้วเจอแบบนี้ถีบก็ล้ม พูดมากก็บอกว่าทำไมคุณใจไม้ไส้ระกำ แต่พูดด้วยความจริง เอาคน 65 ล้านคนเป็นตัวตั้ง

    “ทุกคนอยากจะเหมาว่าไม่เป็นไร ตอนนี้ยังพูดได้ อีกสักพักก็พูดไม่ได้ รอให้ตัวเลขมันออกมา ไม่มีคำตอบง่ายอย่าไม่คำนวณ ทุกคนต้องคำนวณ เอกชนต้องคำนวณ รัฐต้องคำนวณ แล้วถึงจะรู้ว่าขอบเหวอยู่ตรงไหน ไม่เข้าไปใกล้ขอบเหว เพราะตกแล้วมันขึ้นไม่ง่าย ไม่ใช่ฉันตกเหวแล้วช่วยเอาขึ้นหน่อย มันไม่ได้เป็นแบบนั้น”

    ในฝั่งของแบงก์พาณิชย์ ก็ต้องคำนวณตลอดเวลา หากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ลากยาว หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของระบบแบงก์จะไปได้แค่ไหน ถ้าเกิน 10% ของสินเชื่อรวม เตรียมตัวไปบ้านได้เลย วันนี้เอ็นพีแอลอยู่แค่ 2% ถ้าปรับขึ้นไป 10% ถือว่าอันตราย เพราะดึงกองทุนขั้นที่ 1 เหลือแค่ 8-9%

    สถานการณ์ของธนาคารพาณิชย์ยังมีกำไรอยู่ เมื่อถึงสิ้นปีต้องประเมินตามความเป็นจริง สำรองหนี้จัดชั้นตามความจริง อย่ามากลบเป็นอันขาด เพราะอันตรายมาก ตอนจบกลายเป็นระเบิดใหญ่เลย เมื่อประเมินตามจริง ปีนี้กำไรของธนาคารพาณิชย์หายไปไม่เป็นไร ยังไม่แตะเงินกองทุนแต่อย่าไปเป็นขาดทุน

    “ธนาคารกสิกรไทยปล่อยสินเชื่อเต็มที่ แต่บอกได้เลยว่ามันจะสูญ แต่ก็บอกว่าเสียถึงขั้นหนึ่งไม่เป็นไร ไม่มีกำไรเหลือเลยยังไม่เป็นไร แต่อย่าดันให้เลยไปจนกินทุนที่มีอยู่ ไม่จ่ายเงินปันผลไปอีกปีไม่เดือดร้อน แต่ถ้าอัดสินเชื่ออัดๆเข้าไปถึงจุดหนึ่งก็ล้ม คนปล่อยก็ล้มไปด้วย”

    ส่วนที่หลายฝ่ายเสนอนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไทย ของ ธปท. ออกมาพัฒนาประเทศนั้น ผมทั้งชีวิตทำแบงก์พาณิชย์มา อันหนึ่งเคารพที่สุด คือ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ผมเห็นมาแล้ว เวลาหายหมด นักการเมืองทุกพรรค ทุกยุค ทุกสมัยจะมาพูดภาษาแบบนี้ เงินสำรองของแบงก์ชาติควรเอาออกมาพัฒนาประเทศไหม มันล้วงกล่องดวงใจ เอาออกมาใช้แล้วล้มไป คราวนี้เจ๊งกันทั้งประเทศ กลายเป็นประเทศอนาถาไปเลย เงินกองทุนแบงก์ชาติแตะไม่ได้เลย มันหนุนเงินตราต่างประเทศ

    หากจำเป็นต้องใช้เงินควรใช้เงินของคลัง แต่คลังก็มีข้อจำกัด หนี้สาธารณะต่อจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) พุ่งพรวดขึ้นไป ตอนนี้เราอยู่ 60% กู้เงินสักพักหนี้สาธารณะจะปรับขึ้นไป 70% ยิ่งไปใกล้ 100% ยิ่งเป็นประเทศที่ไม่น่าไว้ใจ มีต่อผลของค่าเงินบาท วันหนึ่งข้างหน้าหากเกิดวิกฤติขึ้นมาอีก เรากระดิกตัวทำอะไรไม่ได้เลย

    “เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท หรือ 3 ล้านล้านบาท แล้วใครจะเข้าไปแก้ปัญหาสถานภาพการเงินการคลังของประเทศไทยในอนาคต ท่านต้องคำนวณ เป็นเรื่องที่คำนวณได้ ผมไม่มีคำตอบขาวดำอะไร แต่อยากจะบอกว่าอย่าไม่คำนวณ เพราะจะไปเซอร์ไพรส์ตอนจบ ทุกคนอัดอั้นตันใจ คนที่ซวย คือ คนไทยในอนาคต”

    ********

    ท้ายที่สุดคำถามสุดท้ายกับตำแหน่งแคนดิเดต “นายกรัฐมนตรี” หลายครั้งหลายหน บัญฑูรบอกว่า พูดซีเรียส ตรงนี้ผมถนัด ผมสบายใจสบายตัวผม ตอนนี้ผมทำโครงการคืนผืนป่า ทำให้เต็มที่เท่าที่กำลังจะมีในชีวิตนี้ ส่วนคำตอบแบบไม่ซีเรียส หมอดูเคยบอกผมว่า ทำการเมืองแล้วฉิบหาย การเมืองไม่ฉิบหาย แต่ผมฉิบหาย หมอดูบอก เป็นไม่ได้เด็ดขาด.

    ทีมเศรษฐกิจ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สกู๊ปเศรษฐกิจทีมเศรษฐกิจบัณฑูร ล่ำซำธนาคารกสิกรไทยรักษ์ป่าน่านNew Normalข่าวทั่วไป

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้