
น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบาย และยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ)เดือน มี.ค.63 ว่า ดัชนีอยู่ที่ 101.62 ลดลง 0.54% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.62 ติดลบครั้งแรกในรอบ 33 เดือน และเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 51 เดือน เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.63 ติดลบ 0.86% ขณะที่เฉลี่ย 3 เดือน (ม.ค.-มี.ค.) ของปี 63 เพิ่มขึ้น 0.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักสินค้ากลุ่มอาหารสดและน้ำมันออกจากการคำนวณ ดัชนีอยู่ที่ 102.89 ลดลง 3.37% เมื่อเทียบเดือน มี.ค.62 และลดลง 3.07% เมื่อเทียบเดือน ก.พ.63 ส่วนเฉลี่ย 3 เดือน เพิ่มขึ้น 0.53%
สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อเดือน มี.ค.63 ลดลง มาจากการลดลงของราคาน้ำมันที่ต่ำสุดในรอบ 48 เดือน หรือลดลง 11.14% โดยราคาน้ำมันในเดือน มี.ค. ปรับตัวลดลงถึง 11 ครั้ง ส่วนกลุ่มอาหารสด แม้จะยังเพิ่มขึ้น 2.46% แต่เป็นอัตราต่ำสุดในรอบปี เป็นผลจากความต้องการบริโภคสินค้าลดลงจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 และการบริโภคยังลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง การปิดให้บริการของร้านค้า และการปิดภาคเรียน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าวไม่ได้หดตัวจนเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่าเงินฝืด
สำหรับการที่เงินเฟ้อเดือน มี.ค.63 ติดลบ มาจากสินค้าหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลด 1.74% จากการลดลงของน้ำมันเชื้อเพลิง 16.69% การสื่อสาร ลด 0.04% ขณะที่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้น 1.58% มาจากการเพิ่มขึ้นของข้าวแป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง 7.68% เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ เพิ่ม 1.78% ไข่และผลิตภัณฑ์นมเพิ่ม 2.53% ผลไม้สดเพิ่ม 2.25% เครื่องประกอบอาหารเพิ่ม 2.76% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 2.30% อาหารบริโภคในบ้านเพิ่ม 0.76% นอกบ้านเพิ่ม 0.41% ส่วนผักสดลด 5.40% ยกเว้นมะนาวที่ราคาสูงขึ้น
ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังได้ปรับลดประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 63 ใหม่ เป็นติดลบ 5.8% และหน่วยงานอื่นได้ปรับคาดการณ์จีดีพีเป็นติดลบเกือบ 6% จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้ สนค.ได้ทบทวนคาดการณ์เงินเฟ้อปี 63 ใหม่เป็นติดลบ 0.2% ถึงลบ 1% โดยมีค่ากลางที่ติดลบ 0.6% เป็นการติดลบครั้งแรกรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 58 ภายใต้สมมติฐานคือ จีดีพีติดลบ 4.8-5.8% น้ำมันดิบตลาดดูไบเฉลี่ยทั้งปี 63 อยู่ที่ 35-45 เหรียญต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 30.5-32.5 บาทต่อเหรียญ ในกรณีเลวร้ายคือ เงินเฟ้อติดลบ 1% จะถือเป็นการติดลบมากเป็นประวัติการณ์ ส่วนราคาน้ำมันที่ปรับลดลงต่อเนื่อง 2-3 เดือน น่าจะเป็นเหตุผลให้ผู้ผลิต-ผู้ให้บริการด้านการขนส่ง ปรับลดราคาสินค้าและค่าขนส่งลงมาเพื่อดูแลผู้บริโภคบ้าง.