ข่าว
100 year

สกู๊ปเศรษฐกิจ : เปิดข้อเสนอ 3 กูรูเศรษฐกิจ ทางออก-ทางรอด “วิกฤติโควิด-19”

ไทยรัฐฉบับพิมพ์6 เม.ย. 2563 05:02 น.
SHARE

ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาใหม่ และใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน เมื่อเกิดโรคระบาดจากไวรัสตัวใหม่ที่ชื่อ “โคโรนา” หรือโรคที่องค์การอนามัยโลก (WHO) บัญญัติชื่อเฉพาะให้ว่า “โควิด-19” แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วใน 61 ประเทศ โดยมีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศจีน

นับตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว กระทั่งถึงปัจจุบัน ณ วันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา มีตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกถึง 1,123,024 คน โดยสหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 มากถึง 278,458 ราย ขณะที่มีผู้เสียชีวิตจากผู้ติดเชื้อแล้วทั้งโลกรวม 59,140 ราย

โควิด-19 ทำให้ระบบการสาธารณสุขของโลกปั่นป่วนอย่างหนัก หลายประเทศแม้จะได้ชื่อว่ามีระบบการรักษาพยาบาลประชาชนของตนอย่างที่ดีที่สุด กลับไม่สามารถระงับการแพร่ระบาดที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และง่ายเพียงแค่การสัมผัสละอองจากสารคัดหลั่งที่มาจากผู้ติดเชื้อซึ่งปะปนอยู่ในอากาศได้

ที่สำคัญพอๆกันกับชีวิตของผู้คน ก็คือ โควิด-19 ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆต้องเข้าสู่ภาวะถดถอยเนื่องเพราะรัฐบาลหลายประเทศต้องสั่งปิดเมือง ปิดประเทศ ปิดพรมแดน ห้ามประชาชนเดินทางออกนอกพื้นที่กักกัน ปิดห้างสรรพสินค้า โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว ภัตตาคาร ร้านค้า หรือแม้แต่ร้านเสริมสวย เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสให้ได้ผลมากที่สุด

สหรัฐอเมริกาซึ่งมีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 คิดเป็นมูลค่า 21.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 25% ของเศรษฐกิจโลก แต่ในเวลาที่สหรัฐฯกำลังกลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงที่สุดในโลกเช่นนี้ ประธานาธิบดีโดนัลล์ ทรัมป์ ออกมายอมรับว่า ประชาชนชาวอเมริกันจะต้องเข้มแข็งเพื่อรับมือกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสที่กำลังจะมาถึงในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าจากการแพร่ระบาดของไวรัสล้างโลกตัวนี้

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักไม่ว่าจะเป็น มอร์แกน สแตนเลย์ หรือโกลด์แมน แซคส์ ต่างทำนายว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 ของปี จีดีพีอาจติดลบมากถึงระดับ-30.1% ถึง-34%

ส่วนประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยถึง-5.3% ต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 แต่นักการธนาคารให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะติดลบในอัตรา 2 ดิจิ เนื่องเพราะผู้คนทำมาหากินไม่ได้

ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของการออกมาตรการเยียวยา และดูแลเศรษฐกิจชุดใหญ่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่วนจะเอาอยู่หรือไม่ และมาถูกทิศถูกทางเพียงใด ฟังความเห็นจากกูรูเศรษฐกิจ 3 ท่านผู้คร่ำหวอดอยู่ในวัฏจักรเศรษฐกิจประเทศ และเศรษฐกิจโลกมานานดู

ทนง พิทยะ
อดีต รมว.คลัง สมัยรัฐบาล “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ”

“หากเปรียบเทียบสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันกับในปี 2540 ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ หรือฟองสบู่แตก มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน”

โดยในปี 2540 ประเทศไทยมีปัญหาด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ บริษัทเอกชน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์กู้เงินจากต่างประเทศในอัตราดอกเบี้ยถูก เพื่อมาลงทุนซื้อที่ดินและปั่นราคาที่ดินหลายทอด จนเกิดภาวะฟองสบู่ ทำให้ประเทศไทยมีหนี้ต่างประเทศจำนวนมาก ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตรึงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ให้วิ่งขึ้น-ลง ที่ระดับ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เกิดช่องโหว่ และถูกโจมตีค่าเงิน อีกทั้งยังถูกทวงเงินคืนหนี้ต่างประเทศ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่จำนวนมากก็ลดลง กลายเป็นประเทศที่ขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

รัฐบาลจึงตัดสินใจกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพื่อเพิ่มทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ และหยุดยั้งเงินทุนไหลออก หรือที่เรียกว่า “หยุดเลือดไหล”

แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้ เป็นคนละประเด็นกับปี 2540 เนื่องจากโควิด-19 เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ดังนั้น สิ่งที่ทุกประเทศพบเจอคือ 1.การแพร่ระบาดของไวรัสทำให้ประชาชนเจ็บป่วย และล้มตาย 2.เศรษฐกิจภายในประเทศและการค้าขายทั่วโลกหยุดชะงัก 3.แรงงานมีชั่วโมงทำงานลดลง และบางคนตกงาน 4.สินค้าที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต หรือสินค้าฟุ่มเฟือยขายไม่ออก ยกเว้นอาหารและยารักษาโรค 5.ประชาชนมีภาระหนี้ หรือหนี้สินเพิ่มขึ้น เพราะรายได้ลดลง หรือไม่มีรายได้ ทำให้หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น และ 6.ประชาชนและแรงงานเคลื่อนย้ายกลับไปอยู่ในชนบท หรือภูมิลำเนาเดิม

“สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือโควิด-19 ทำให้โลกเกิดภาวะช็อก ไม่ใช่ภาวะช็อกจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ไม่ใช่จากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเกิดปัญหา แต่ภาวะช็อกของโลกนี้ ทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดภาวะช็อกตามไปด้วย รวมถึงเศรษฐกิจประเทศไทย”

ผมถือว่า แนวทางแก้ไขที่รัฐบาลกำลังพยายามดำเนินการในขณะนี้ นโยบายมาถูกทางแล้ว โดยกระทรวงการคลังได้จับมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่ยังไม่รุนแรงเพียงพอที่จะดึงให้เศรษฐกิจกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ ดังนั้น ผมมีสิ่งที่อยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเพิ่มเติมคือ ในยามที่ประชาชนหวาดกลัวและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน คนที่มีเงินมากที่สุดคือ “รัฐบาล” ที่ต้องรีบดำเนินการคือ “หยุดภาวะช็อกของเศรษฐกิจ” โดยแยกเรื่องของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปเป็นหน้าที่ระบบสาธารณสุข และทางการแพทย์

สำหรับแนวทางแก้ไขเศรษฐกิจนั้น เสนอให้ดำเนินการในสิ่งต่อไปนี้ คือ 1.ธปท.สั่งให้สถาบันการเงินหยุดรับเงินผ่อนส่งหนี้จากประชาชนและบริษัทเอกชนทุกราย เช่น หนี้บ้าน หนี้รถยนต์ หนี้ธุรกิจการค้า และหนี้บัตรเครดิต โดยไม่ถือว่าเป็นเอ็นพีแอลนับจากตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.2562 ซึ่งอาจจะใช้ระยะเวลา 6 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 บรรเทาเบาบางลง เพื่อรอวัคซีน หรือยารักษาโควิด-19

2.บริษัทเอกชน หรือห้างร้านไม่ปลด หรือลดจำนวนพนักงานลง แต่สามารถลดชั่วโมงการทำงานลง โดยยังจ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานในอัตรา 50% ของเงินเดือน ซึ่งวิธีการนี้ แม้จะทำให้รายได้ของพนักงานลดลง แต่ยังเพียงพอต่อการดำรงชีวิต เพราะรายจ่ายที่เป็นภาระหนักๆ เช่น หนี้บ้าน หนี้รถยนต์และหนี้บัตรเครดิต ถูกยกออกไปแล้ว

3.รัฐบาลจะรับผิดชอบหนี้สินของสถาบันการเงินทั้งหมด โดยออกเป็นพันธบัตรรัฐบาลให้สถาบันเงิน ซึ่งอาจจะมีมูลค่าเดือนละ 100,000-200,000 ล้านบาท หรือปีละมากกว่า 1 ล้านล้านบาทก็ได้ 4.เมื่อทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ ธปท.จึงไฟเขียวให้สถาบันการเงินรับชำระเงินจากลูกหนี้ตามปกติ โดยผ่อนคลายหลักเกณฑ์ เช่น จากเดิมผ่อนหนี้บ้าน 30 ปี ก็เพิ่มขึ้นเป็น 31 ปี เป็นต้น และ 5.เมื่อระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะปกติ รัฐบาลค่อยๆทยอยไถ่ถอนพันธบัตร เหมือนกับปี 2540 ที่ออกมาตรการ 14 สิงหาฯ ที่ออกพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มทุนให้แก่สถาบันการเงินเพื่อแก้วิกฤติ

“หากทำตามวิธีการนี้ สิ่งที่มองเห็นอันดับแรกคือ ระบบเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 น้อยลง ไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับปัจจุบัน เพราะประชาชนยังพอมีรายได้ และยังอยู่รอดได้โดยยึดตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ระบบเศรษฐกิจและการค้าการขายที่ซบเซาจะค่อยๆฟื้นตัว ดีกว่าปล่อยให้เป็นแบบนี้ และรอให้เศรษฐกิจดิ่งเหวลงไปทุกวันเหมือนกับปี 2540 ซึ่งช่วงนั้นเราต้องใช้เวลานานกว่า 10 ปีถึงจะฟื้นตัว เพราะวิกฤติปี 40 เป็นวิกฤติที่เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจผิดพลาด เรากู้เงินจากต่างประเทศมากเกินไป”

แต่วิกฤติโควิด-19 ไม่มีใครผิด รัฐบาลไม่ได้ผิด โครงสร้างเศรษฐกิจก็ไม่มี อะไรที่ผิดพลาด แต่เป็นเพราะไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดภาวะช็อก จึงจำเป็นต้องหยุดภาวะช็อกให้ได้ เช่น บางประเทศที่ทำจนประสบความสำเร็จมาแล้ว คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ไม่ได้มีการปิดประเทศ ประชาชนยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอยู่กับการระบาดของโควิด-19 ได้ ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศก็ไม่ได้เกิดภาวะช็อกเหมือนประเทศไทย เพราะประชาชนมีวินัย และพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างหัวใจเต็ม 100%

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
อดีต รมว.คลัง สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช

ก่อนหน้านี้ สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันถือว่าเปราะบางอยู่แล้ว เริ่มมองเห็น “สัญญาณวิกฤติเศรษฐกิจ” มาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติ อาจเป็นเพราะ ธปท.มุ่งเป้าหมายไปที่อัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก ทำให้นโยบายการดูแลค่าเงินไม่เข้มข้น บางช่วงแข็งค่าไปแตะระดับ 29-30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก และภาคท่องเที่ยว

ส่วนการรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ นายแพทย์สุรพงษ์มองว่า “เมื่อต้นปี เราประมาทผลกระทบโควิด-19 ไปแล้ว จึงไม่อยากให้ประมาทเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจอีก”

การเตรียมเงินกว่า 1.68 ล้านล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ขอเสนอแนะให้รัฐบาลอัดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทีเดียว หรือถมลงไปเลย เพราะหากไม่ถมลงไปครั้งเดียวก็จะช่วยอะไรไม่ได้

“เพราะสถานการณ์ตอนนี้ เปรียบเสมือนหัวใจหยุดเต้นไปแล้วก็ต้องปั๊มขึ้นมาใหม่ทันที แล้วค่อยๆ หามาตรการฟื้นฟูไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจ เหมือนหัวใจ เมื่อถูกปั๊มขึ้นมาก็มีเลือดไหลเวียน ค่อยๆหายใจทีละนิดๆ แล้วที่สุดก็จะดีขึ้น”

ส่วนวิธีที่จะทำให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋าเพื่อนำมาจับจ่ายใช้สอยนั้น ขอเสนอแนะให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เพราะประชาชนจะมีรายจ่ายลดลงทันที แม้รัฐจะขาดรายได้จากการจัดเก็บภาษีแวตก็ตาม แต่เมื่อประชาชนมีรายได้เพิ่มก็ไม่จำเป็นต้องรอการโอนเงินจากภาครัฐ เพราะไม่ว่าเงินจากประกันสังคม หรือเงิน 5,000 บาทที่ภาครัฐที่จะโอนให้ ซึ่งขณะนี้ก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะโอนให้เมื่อใด แล้วเมื่อไหร่จะได้รับเงิน เนื่องจากขั้นตอนการจ่ายเงินให้ประชาชนยากมาก แต่การลดภาษีมูลค่าเพิ่มประชาชนได้ทันที ได้ทุกคนเท่าเทียมกัน ส่วนภาษีอื่นๆยังมองไม่เห็น เพราะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลก็ลดไปแล้ว

“ส่วนตัวมองว่า การเติมเงินให้ประชาชนมีเงินจับจ่ายใช้สอยให้อยู่รอดได้ ไม่ยุ่งยาก หรือทำให้ทุกคนมีหลักประกันรายได้ถ้วนหน้า พอจับจ่ายใช้สอยให้อยู่รอดในภาวะวิกฤตินี้ คือ การลดภาษีแวต ส่วนกรณีการเติมเงินให้ทุกคนนั้น ถ้าคิดว่าประชาชน 1 คนต้องมีเงินเพื่อจับจ่ายใช้สอย และให้มีชีวิตอยู่รอดได้เดือนละ 10,000 บาท รัฐก็เติมเงินให้ผู้ที่มีเงินไม่ถึง 10,000 บาท แต่หากคนใดมีเงินเกิน 10,000 บาท ก็ไม่ต้องเติม”

ขณะที่ความหวาดกลัวที่เกินกว่าเหตุจากปัญหาวิกฤติโควิด -19 จนเกิดภาวะตื่นตระหนก หรือ Panic นั้น เป็นผลจากที่มีการประเมินตัวเลขผู้ป่วยติดไวรัสโควิด-19 ที่จะทะลุ 350,000 คน และตาย 7,000 คนในเดือน เม.ย. และมีการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องพิจารณาให้ดี ต้องใช้ทั้งความรู้และอำนาจในการบริหารจัดการให้ดี หากไม่มีเหตุผล ไม่มีความรู้ การรับมืออาจผิดพลาดได้

“อยากฝากไว้ว่า โรคโควิด-19 ควบคุมได้ ตามมาตรการควบคุมโรค และการระดมการตรวจหาผู้ป่วยใหม่แบบปูพรม เพราะหากเราเจอผู้ป่วยก็จะควบคุมและรักษาอาการได้ และโรคโควิด-19 ไม่ได้ทำให้ตายทุกคน แต่ถ้าปิดห้างฯ และร้านค้านานๆ ปิดกิจการยาวนาน เศรษฐกิจก็จะพังจะไม่ได้ตายเพราะโควิด-19 แต่ตายเพราะอดตายแทน”

ทั้งนี้ ประเด็นการปิดห้างฯและร้านค้าของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย.นั้น ถือว่านานเกินไป ควรประเมินผลกระทบและสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 แบบวันต่อวัน หรืออย่างใกล้ชิด เพราะการดำเนินการดังกล่าวทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจหนักมาก ถือว่าอันตรายมาก เพราะทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก

หนุนรัฐฟื้นเศรษฐกิจถูกทาง

นอกจากนั้น การประกาศของ กทม.ที่ผ่านมา ไม่ได้มีการวางแผนว่า การปิดห้างสรรพสินค้า ร้านค้าอื่นๆ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างเลย เมื่อออกประกาศ ทำให้ประชาชนไหลออกต่างจังหวัดทันที เพราะคนไม่มีงานทำ อยู่กรุงเทพฯต่อไปก็จะไม่มีเงิน จึงกลายเป็นประเด็นว่า คนกรุงเทพฯนำเชื้อไปแพร่ในต่างจังหวัด

“ถึงเวลาแล้วควรจะทบทวนการออกประกาศของ กทม.ว่าจะปิดห้างฯไปถึง 30 เม.ย.จริงหรือ? หรือจะกลับมาเปิดให้บริการ เพื่อให้วงจรธุรกิจเดินหน้า มีเงินหมุนเวียนในระบบซึ่งการเปิดบริการนั้น ก็ต้องกำกับ ควบคุมการแออัด การดูแลตัวเอง ล้างมือ กินร้อน ช้อนกลาง ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด”

นายแพทย์สุรพงษ์ ทิ้งท้ายว่า ยอดการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทุกวันนี้ ในส่วนที่เพิ่มเป็นการเพิ่มจากการเดินทางกลับจากต่างประเทศของคนไทย ส่วนการเพิ่มจากสนามมวย สถานบันเทิงลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นก็ต้องกำกับคุมเข้มในส่วนที่เพิ่มให้ดี เพราะโรคโควิด-19 เริ่มระบาดจากคนไทยไปต่างประเทศกลับมาแล้วไม่ยอมกักตัวเอง เมื่อใดที่คนไทยทำตามประกาศของกรมควบคุมโรค ประเทศไทยก็ควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้แน่นอน

ศุภชัย พานิชภักดิ์
อดีต ผอ.องค์การการค้าโลก (WTO) รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์

วิกฤติครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆมา ทั้ง วิกฤติราชาเงินทุน ต้มยำกุ้ง ซับไพรม์ในสหรัฐฯ ซึ่งที่มาของวิกฤติเหล่านั้น มาจากระบบการเงินมีปัญหา แต่วิกฤติครั้งนี้ มาจากการระบาดของโรค ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือทางการเงินมาแก้ได้

ดังนั้น สิ่งที่ผมจะเสนอความเห็นและแนวทางในการแก้ปัญหา สิ่งแรกที่ต้องเน้นคือ อย่ามองว่าเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ ให้ลืมเรื่องเศรษฐกิจไปก่อนเลย สิ่งที่ต้องทำขณะนี้ คือการทุ่มเททุกสรรพกำลังและทำทุกอย่างทุกวิถีทาง เพื่อควบคุม-จำกัดและหยุดการแพร่ระบาดของโรคให้ได้โดยเร็วที่สุด รัฐบาลต้อง “เอาให้อยู่” และทำให้เห็นชัดเจน อย่างเช่นที่รัฐบาลจีนและเกาหลีใต้ได้ดำเนินการ

ทั้งนี้ เมื่อเทียบสัดส่วนผู้ติดเชื้อกับจำนวนประชากรของไทย และประเทศในยุโรป ถือว่าไทยดีกว่ามาก หากไม่มีการขยายวงจากผู้ติดเชื้อกลุ่มใหม่ที่มาจากต่างประเทศ ตัวเลขเราเริ่มเสถียรและมีทิศทางลดลง ถือว่าเรามาถูกทางแล้ว แต่ยังต้องเข้มงวดและเด็ดขาดมากขึ้น หลังจากระบาดหนักจีนใช้เวลาคลี่คลายประมาณ 2 เดือน ทำให้คาดว่าภายใน 2 เดือนจากนี้ เราจะควบคุมได้และใกล้จบแล้ว

ที่สำคัญต้องสนับสนุนการทำงานระดับจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าทีมอย่างเต็มที่ ไม่เพียงแต่ให้อำนาจเท่านั้น แต่ต้องส่งและสนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือให้ครบครันเพื่อสกัดการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด

“ต้องลืมเรื่องเศรษฐกิจไปก่อน ต้องทุ่มลงมาตรงนี้ให้หมด เพื่อหยุดหรือสกัดทุกด้าน ที่สำคัญ นอกจากสนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือการแพทย์อย่างเต็มที่แล้ว ขวัญและกำลังใจแพทย์พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ต้องดูแลอย่างเต็มที่ด้วย และอีกสิ่งหนึ่งที่อยากเห็นคือการออกมามีบทบาทของภาคอุตสาหกรรมให้มากกว่านี้

โดยภาคอุตสาหกรรมต้องมีการปรับหรือแปลงเครื่องจักรหรือศักยภาพที่มีมาผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อมาช่วยภารกิจนี้กันก่อน ทั้งเครื่องมือในการป้องกันการติดเชื้อ เครื่องช่วยหายใจ ห้องความดันต่ำ หากต้องใช้เงินทุน รัฐบาลก็ต้องพร้อมเข้าไปสนับสนุนทันที ซึ่งจะเห็นว่าในเยอรมนี เกาหลีใต้ หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา ผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่างพากันแปลงสภาพมาผลิตอุปกรณ์การแพทย์กันจำนวนมาก”

หากทำข้อแรกได้แล้ว เริ่มมีความหวัง จากนั้นก็มา “เติมเลือด” ให้เศรษฐกิจ!!

มาตรการที่รัฐบาลได้เริ่มทำแล้ว ซึ่งตนเห็นด้วย คือ แจกเงินให้แรงงานนอกระบบเดือนละ 5,000 บาท ประเมินว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 12 ล้านราย เพราะเศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ถึง 40% ของเศรษฐกิจในระบบ ต้องดูแลคนเหล่านี้ให้อยู่รอดให้ได้ในช่วงที่ต้องให้เขาหยุดงานเพื่อสกัดโรค ขณะที่แรงงานในระบบประกันสังคม ที่ตกงานเพราะถูกสั่งปิดกิจการ รัฐต้องเข้าไปดูแลเพิ่มเติม เช่น ในเยอรมนี รัฐช่วยนายจ้างจ่ายค่าแรงให้ 50%

ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นอีกส่วนที่รัฐต้องเข้าไปดูแลช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้ต้องปิดกิจการ ล้มละลายเป็นลูกโซ่ ซึ่งกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นอาจต้องใช้เวลาอีก 5-6 เดือน หลังต้องปิดกิจการ 2 เดือนนี้ รัฐต้องเตรียมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี ยาวไปถึง 7-8 เดือน ซึ่งในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี ได้ตั้งกองทุนเพื่อปล่อยเงินกู้ให้เอสเอ็มอีระยะยาวโดยไม่มีดอกเบี้ย เพื่อพยุงให้ธุรกิจอยู่รอดและฟื้นตัวได้ เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

ในภาคเกษตร องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ออกมาระบุว่า โลกกำลังขาดอาหารรุนแรง ในขณะนี้และหลังจากนี้จีนกำลังต้องการอาหารจำนวนมาก ดังนั้น ในระหว่างนี้ขอให้ภาครัฐเข้าไปดูแลและพัฒนาภาคการเกษตรให้ดี ทั้งในเรื่องผลผลิตและคุณภาพ เพราะภาคเกษตรและอาหารส่งออกของไทยจะเป็นตัวช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ อย่าเพิ่งไปหวังเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งผมกลัวว่า รัฐบาลจะไปถมเรื่องการท่องเที่ยวมากจนเกินเหตุ

เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นจากวิกฤติโรคระบาดครั้งนี้ เกษตร อาหาร ประมง คือที่พึ่งสำคัญในการส่งออก ขณะที่ประเทศไทยได้รับการรับรองว่าเป็นประเทศอาหารปลอดภัย ขอให้เข้าไปดูแลเรื่องคุณภาพและมาตรฐานและเตรียมการวางแผนรองรับการส่งออกให้ดี และหวังว่าประเทศไทยจะไม่ใช้มาตรการปิดกั้นการค้า เช่น ที่บางประเทศเริ่มปิดกั้นไม่ส่งออกอาหาร หรืออย่างที่ไทยห้ามส่งออกไข่ อย่าใช้นานเกินไป จะให้ชื่อเสียงการเป็นอาหารโลกเสียไปได้

“โชคดีที่ปัจจุบันฐานะการเงินของ ธปท.และระบบสถาบันการเงินไทยมีความแข็งแกร่งมาก ต่างจากวิกฤติต้มยำกุ้งในอดีต ขณะที่การดำเนินการของ ธปท. ในการเข้ามาดูแลตลาดตราสารหนี้ ขยายเวลาการบังคับการจำกัดการประกันเงินฝาก หรือการลดการนำส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ รวมถึงการออก พ.ร.ก.เงินกู้อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนให้สถาบันการเงินนั้น ถือว่ามาถูกทางและทำได้ดีแล้ว สร้างความเชื่อมั่นให้ระบบการเงิน”

อย่างไรก็ตาม นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า หากจะให้สถาบันการเงินเข้ามาช่วยผ่านเงินเข้าระบบ ต้องระวังอย่าให้เป็นภาระของสถาบันการเงินมากเกินไป ระวังหนี้เสียที่จะเกิดขึ้น จนกระทบฐานะหรือเงินทุนสถาบันการเงิน.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปเศรษฐกิจโควิด-19COVID-19สุรพงษ์ สืบวงศ์ลีทนง พิทยะศุภชัย พานิชภักดิ์

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้