ข่าว
100 year

กกร.เรียกประชุมนัดพิเศษ เรียกร้องรัฐบาลทำ 8 มาตรการเร่งด่วน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์27 มี.ค. 2563 08:41 น.
SHARE

กกร.เรียกประชุมนัดพิเศษผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีผู้บริหารบริษัทเอกชนชั้นนำของประเทศร่วมประชุมพร้อมหน้า พร้อมเรียกร้องรัฐดำเนิน 8 มาตรการเร่งด่วน ให้นายจ้าง-ลูกจ้างดจ่ายประกันสังคม 4 เดือน ให้รัฐเพิ่มเงินช่วยเหลือลูกจ้างจาก 50% เป็น 80% หรือ 1.2 หมื่นบาทต่อเดือน เลื่อนจ่ายค่าน้ำค่าไฟ 4 เดือนตั้งกองทุนแสนล้านช่วยเอสเอ็มอี โดยให้รัฐรับหนี้เสียแทนแบงก์เอกชน ขณะที่เอกชนประสานพลังยืนยันผลิตสินค้าและบริการให้เพียงพอต่อประชาชนทุกกลุ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการร่วมภาค เอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้นัดประชุม กกร.วาระด่วนพิเศษ เพื่อนำข้อเสนอของ กกร.ต่อรัฐบาล เพื่อรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยมีนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ประชุมร่วมกับผู้บริหารบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ อาทิ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธาน คณะผู้บริหารบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ โดยการแถลงข่าวครั้งนี้ถือเป็นการรวมตัวผู้บริหารภาคเอกชนชั้นนำของประเทศผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

ทั้งนี้ นายสุพันธุ์ ในฐานะประธาน กกร. กล่าวว่า ขณะนี้ภาครัฐได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 (ศอฉ.โควิด-19) รวมทั้งออกมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบทุกภาคส่วน เพื่อให้สถานการณ์เบาบางลง แต่ในมุมมองของภาคเอกชนกังวลว่ามาตรการของภาครัฐอาจไม่เพียงพอ จึงหารือร่วมกันเพื่อเสนอความเห็นต่อภาครัฐให้ดำเนินการเร่งด่วน 8 ด้าน ประกอบด้วย

1.ให้ภาครัฐดูแลโรงงาน อุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นยิ่งยวดต่อการดำรงชีวิตของประชาชน 4 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มทั่วไป ได้แก่ อาหาร น้ำตาล กลุ่มยา กลุ่มสิ่งทอ กลุ่มไฟฟ้า และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมดังกล่าวหยุดชะงัก

2.ขอให้งดการจ่ายประกันสังคมสำหรับลูกจ้างและนายจ้าง เป็นเวลา 4 เดือน

3.ให้ภาครัฐเพิ่มเงินช่วยเหลือลูกจ้างที่ว่างงานหรือถูกเลิกจ้างจากเดิม 50% เป็น 80% หรือ 12,000 บาทต่อเดือน

4.ขอเลื่อนการจ่ายค่าน้ำและค่าไฟฟ้าออกไป 4 เดือน

5.ให้ภาคเอกชนหักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า กรณีใช้งบประมาณเพื่อป้องกันโควิด

6.ให้ระบบสาธารณูปโภคให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

7.หน่วยงานรัฐที่มีภารกิจติดต่อกับภาคเอกชนให้บริการทางออนไลน์ได้

8.ให้ผู้ขนส่งสินค้า ส่งสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการขาดแคลนกะทันหัน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค

นอกจากนี้ กกร.อยากให้รัฐบาลตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 วงเงิน 100,000 ล้านบาท เนื่องจากมาตรการสินเชื่อ 150,000 ล้านบาทที่มีอยู่ปล่อยโดยธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสมาคมธนาคารไทยก็ยอมรับว่าธนาคารพาณิชย์มีความกังวลต่อหนี้เสีย ดังนั้นอยากให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทปล่อยสินเชื่อผ่านกองทุนและรับผิดชอบหนี้เสีย เพื่อให้สถานการณ์นี้ผ่านพ้นไปได้ “กกร.อยากให้ ศอฉ.โควิด-19 มีผู้ประสานงานโดยตรงกับกกร.เพื่อทำงานร่วมกันในแต่ละด้าน รวมทั้งแก้ปัญหาความไม่สะดวกในการประกอบธุรกิจที่เกิดจากกฎหมายรัฐ ล่าสุดสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แจ้งว่าเรือนำเข้าสินค้าไม่สามารถเทียบท่าได้เพราะกัปตันไม่มีเอกสารทางการแพทย์ยืนยันสุขภาพ ทั้งที่เรือนี้ออกจากท่าก่อนระเบียบเรื่องเอกสารจะมีผลบังคับใช้ ประเด็นนี้กระทบต่อธุรกิจของภาคเอกชนชัดเจน”

ขณะที่นายกลินท์ กล่าวว่า ภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือสนับสนุนการผลิตสินค้าทุกชนิด ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทุกกลุ่ม แต่ขอให้ภาครัฐดำเนินมาตรการต่างๆที่รวดเร็วและเข้าถึงผู้ได้รับผลกระทบจริง เพื่อให้ประชาชนสามารถยังชีพได้ราบรื่น และขอให้ภาคเอกชนสามารถจ้างงานรายชั่วโมงเพื่อป้องกันการเลิกจ้างงาน

นายฐาปน กล่าวว่า ขอให้มั่นใจว่าไทยเบฟฯ และภาคเอกชนจะกระจายสินค้าและบริการอย่างทั่วถึง รวมทั้งจะดูแลคู่ค้าและพนักงานอย่างเต็มความสามารถ ขณะที่นายศุภชัย กล่าวว่า บริษัทจะให้บริการสินค้าและบริการทุกชนิดอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น-อีเลฟเว่น บริการจากทรูเพื่ออำนวยความสะดวกให้การทำงานจากบ้านและการเรียนการสอนผ่านออนไลน์

ด้านประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องของเงินสดที่ธนาคารทุกแห่ง ได้จัดเตรียมให้มีอย่างพอเพียง เช่น ที่ตู้กดเงินอัตโนมัติหรือตู้เอทีเอ็ม (ATM) เป็นต้น ขณะในส่วนของสาขาธนาคารแต่ละแห่งที่เปิดให้บริการ ทุกสาขาก็มีการประเมินสถานการณ์เพื่อเฝ้าดูการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ทั้งสาขาที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าและนอกห้างสรรพสินค้า

“ปัจจุบันไทยมีตู้ถอนเงินหรือเอทีเอ็มให้บริการรวมทั้งสิ้น 54,000 ตู้ทั่วประเทศและมีสาขาที่เปิดให้บริการปกติของทุกธนาคารรวม 6,000 สาขา จากการเฝ้าดูการใช้เงินสดหรือบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ มีความมั่นใจว่าจะสามารถให้บริการกับประชาชนได้อย่างเพียงพอ โดยช่องทางที่มีการใช้บริการมากขึ้น คือการใช้บัตรเดบิตซึ่งทำให้ประชาชนไม่ต้องแตะหรือจับต้องเงินสด จึงขอแนะนำให้ประชาชนใช้โมบายแบงกิ้ง หรือทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือหรือพร้อมเพย์ โดยมีการทำธุรกรรมนี้ 10 ล้านรายการต่อวัน”.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19ไวรัสโคโรนาประกันสังคมนายจ้างลูกจ้างมาตรการเยียวยาข่าววันนี้

Most Viewed