ข่าว
100 year

5 สุดยอดพระเครื่องแห่งยุค ผ่านกาลเวลายิ่งทวีมูลค่า

ไทยรัฐออนไลน์18 มี.ค. 2563 00:01 น.
SHARE

หากจะกล่าวถึงสุดยอดพระเครื่องไทยที่ได้รับการยอมรับ และยกให้เป็นที่สุดของพระเครื่องทั้งหมด ทั้งจากเซียนพระและผู้นิยมบูชาพระเครื่อง ด้วยพุทธคุณและมูลค่าสูงหาเช่าเป็นเจ้าของได้ยากย่อมต้องไม่พ้น พระชุดเบญจภาคี 5 สุดยอดพระเครื่อง อันประกอบด้วย พระสมเด็จวัดระฆัง พระรอด พระนางพญา พระผงสุพรรณ และพระซุ้มกอ ด้วยเชื่อกันว่ามีพุทธคุณสูง คุ้มครองแคล้วคลาดปลอดภัย ค้าขายร่ำรวย เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานและเมตตามหานิยม

“กำนันมานะ” หรือ มานะ คงวุฒิปัญญา เซียนพระมีระดับ อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ ให้ข้อมูลจากประสบการณ์ในวงการไม่น้อยไปกว่าใครว่า ตนนับถือศาสนาพุทธและด้วยความเป็นชาวพุทธจะชอบศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าชอบสะสมพระ จึงเริ่มศึกษาหาความรู้และเริ่มทยอยเช่าพระมาเรื่อยๆ เมื่อได้พระมาแล้วจะหยิบมาดูศิลปะ ศึกษาประวัติความเป็นมาของพระแต่ละองค์ใช้เวลาศึกษาประมาณ 30 ปี ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น

การศึกษาดูพระของตนเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในหมู่พวกพ้องแล้วถามคนเล่นพระรุ่นเก่าๆ บ้าง พระแบบนี้มีวิธีการดูอย่างไร จะได้รู้เป็นพระแท้ หรือเก๊ ศึกษาไปเรื่อยๆ ระยะเวลาผ่านไปประสบการณ์มากขึ้น อยู่ในจุดที่ดูแล้วตัดสินใจเองได้ว่า พระองค์นี้แท้ หรือ ไม่แท้ จำได้ว่าพระองค์แรกที่เช่าซื้อในชีวิตคือ สมเด็จวัดปากน้ำภาษีเจริญ เมื่อประมาณปี 2518 เช่าในราคา 120 บาท ปัจจุบันถ้าองค์สวยๆ ราคาอยู่ที่เกือบ 1 แสนบาท

แต่หากจะกล่าวถึงสุดยอดพระเครื่องที่ได้รับยกย่องจากเซียนพระว่า หายากและมีมูลค่าสูง หลายคนคงรู้จักกันดีกับ "พระเบญจภาคี" หรือ พระเครื่อง 5 องค์ ซึ่งเชื่อว่า มีพุทธคุณสูงครอบจักรวาล ช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาด ช่วยให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และยังช่วยเรื่องเมตตามหานิยม โดยพระชุดเบญจภาคี ประกอบด้วย พระสมเด็จวัดระฆัง พระรอดวัดมหาวัน พระซุ้มกอ พระผงสุพรรณ และพระนางพญา แต่ละองค์มีอายุเป็นร้อยๆ ปี มีวิธีการสร้างไม่เหมือนกัน จะมีพุทธคุณไปในทางที่คงกระพัน เมตตามหานิยม เสียส่วนใหญ่

ส่วนตัวใช้เวลาสะสมพระชุดเบญจภาคี กว่าจะครบก็ใช้เวลาหลายสิบปี โดยการเช่ามา ตอนหลังมาเปิดร้านเองก็จะมีคนเอามาให้ดูตลอด เป็นการเช่ามาแล้วปล่อยออกไป ผิดกับเมื่อก่อนสมัยวัยรุ่นจะเช่าอย่างเดียว มีเยอะก็ปล่อยไปเพื่อจะได้เช่าอย่างอื่นเข้ามาเลยเป็นคนที่อยู่ในวงการพระเครื่องโดยปริยาย คนที่เก่งเรื่องพระเบญจภาคีในวงการพระนั้นมีหลายคน ไม่ใช่ตนคนเดียว แต่ที่ร้านกำนันมานะมีการรับประกันว่าเป็นพระแท้แน่นอน เพราะดูเป็น

สำหรับผู้ที่กำหนดชุดเบญจภาคีเดิมทีได้ยินมาว่า ตรียัมปวาย เป็นผู้กำหนด และได้เขียนบรรยายไว้ในหนังสือไว้ตั้งแต่ปี 2495 โดยพระที่เข้าเกณฑ์ต้องดูจากพุทธศิลป์ มีความสวยงาม ประวัติของพระแต่ละองค์มีที่มาชัดเจน มีความเก่าแก่ แต่ละองค์อายุนับ 100 ปี พระในชุดเบญจภาคีจะมีความนิยมไม่เท่ากัน เรียงลำดับจากความนิยมมากสุด ดังนี้

1. พระสมเด็จวัดระฆัง

เรียกว่าเป็นจักรพรรดิของพระเครื่องเลยก็ว่าได้ จุดเด่นของพระสมเด็จวัดระฆัง จะดูพิมพ์เป็นหลัก คนแกะแม่พิมพ์ในสมัยนั้นคือ เสมียนตราด้วง เป็นข้าราชบริพาร ผู้ทำแม่พิมพ์งาช้างให้กับหน่วยงานต่างๆ เอาไว้ประทับตรา และเป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวายสมเด็จพระพุฒาจารย์โตพรหมรังษี วัดระฆัง นอกจากเสมียนตราด้วงจะมีฝีมือในการแกะแม่พิมพ์ได้สวยงามแล้ว สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี ก็มีกรรมวิธีในการสร้างพระไม่เหมือนกับเกจิอาจารย์ทั่วไปในสมัยนั้น โดยจะใช้มวลสารของท่าน คือ ช่วงเช้าจะออกบิณฑบาต ก่อนฉันอาหารจะสวดมนต์ หลังจากฉันอาหารเสร็จสวดมนต์ และนำอาหารที่เหลือนำไปตากแห้งแล้วเก็บไว้ พอได้จำนวนมากจะนำมาปั้นคล้ายกับแท่งชอล์ก แล้วนำมาเขียนอักขระ เรียกว่า คาถาชินบัญชร จากนั้น ลบออกแล้วเก็บผงเอาไว้ เมื่อถึงวันพระใหญ่ เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันเข้าพรรษา ออกพรรษา นำผงที่เก็บไว้ออกมาผสมกับปูนแล้วกดลงในแม่พิมพ์สร้างเป็นพระ แต่ละครั้งได้จำนวนไม่มากไว้แจกผู้มาทำบุญ ซึ่งพระเกจิช่วงหลังมีการนำกรรมวิธีดังกล่าวไปทำตาม แต่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี เป็นผู้เริ่มถือได้ว่าเป็นกรรมวิธีที่ละเอียดอ่อนและในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ มีคนเลื่อมใสเป็นอย่างมาก

พุทธคุณของพระสมเด็จวัดระฆังนั้น เป็นในเรื่องเมตตามหานิยม มีความเชื่อว่าจะทำให้คนพบเจอนิยมชมชอบ เป็นการเสริมสร้างบารมีให้แก่ผู้ใช้ ส่วนใหญ่ผู้ครอบครองจะอยู่ในแวดวงข้าราชการ เช่น ทหาร ตำรวจ รวมไปถึงแพทย์ ซึ่งปกติจะมีความเชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อศึกษาแล้วจะชื่นชอบในแง่ของพุทธศิลป์ พุทธคุณ

ปัจจุบัน พระสมเด็จวัดระฆังค่อนข้างหาได้ยากมาก ทำให้มีราคาค่อนข้างสูง หากถามว่าเหลืออยู่กี่องค์คาดเดาลำบาก เนื่องจากเวลาผ่านมาเนิ่นนานอาจจะมีการชำรุด สูญหายไปบ้าง แต่คาดว่า ในประเทศไทยเหลืออยู่ประมาณหลักพันองค์ สำหรับราคาเช่าซื้อในตลาดนั้น พระสมเด็จวัดระฆังองค์สวยระดับแชมป์ ทราบว่า เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีการเปลี่ยนมือ เป็นพระองค์ดังที่เคยเป็นของอดีตรัฐมนตรีปล่อยให้กับบริษัทหนึ่งไปในราคา 2 องค์ มูลค่า 200 ล้านบาท ส่วนราคาเช่าซื้อในระดับเซียนขณะนี้ องค์ละประมาณเกือบ 100 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สนใจพระสมเด็จ กรณีไม่มีพระสมเด็จวัดระฆัง จะนิยมเป็นพระสมเด็จบางขุนพรหม หรือพระสมเด็จวัดเกศ แทน เนื่องจากสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี ได้มาบรรจุกรุที่วัดบางขุนพรหม สมัยนั้น ประมาณปี 2500 ให้เช่าองค์ละ 300-500 บาท ทำให้พระสมเด็จมีหมุนเวียนในตลาดค่อนข้างเยอะ ได้เขียนบันทึกในกรุไว้ว่าสร้างพระจำนวน 84,000 องค์ แต่ด้วยกาลเวลาและมีคนลักขโมย ทั้งสูญหายไปบ้าง

2. พระรอดวัดมหาวัน

องค์นี้ มูลค่าค่อนข้างสูง โดยเฉพาะองค์สวยๆ ราคาเช่าจะยิ่งแพง ยกตัวอย่างเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว รัฐมนตรีท่านหนึ่งในปัจจุบันนี้ เช่าซื้อไปในราคา 12 ล้านบาท และเชื่อว่า ขณะนี้ก็ยังอยู่ เพราะเป็นคนที่ชื่นชอบพระเครื่องคนหนึ่งเหมือนกัน

สำหรับประวัติการสร้างพระรอดวัดมหาวัน อายุประมาณ 1,200 ปี โดยพระนางจามเทวี สร้างในสมัยหริภุญชัย มีความเชื่อว่าบูชาแล้วจะแคล้วคลาด จุดเด่นของพระรอดช่างที่แกะแม่พิมพ์แกะได้รายละเอียดคมลึก สวยงาม ประกอบการสร้างพิถีพิถัน สร้างจากเนื้อดินแล้วเอาไปเผา ทำให้มีความงดงามของดินเผาและมีความแกร่ง หากไม่นำไปเผาก็จะเป็นดินธรรมดา เมื่อโดนน้ำจะทำให้ผุกร่อนง่าย แต่องค์ที่สมบูรณ์ก็จะเหลือน้อย ส่วนของเลียนแบบนั้น มีจำนวนมาก มีคนทำของเลียนแบบออกมาทุกวัน ทำให้พระปลอมในตลาดมีจำนวนมาก คนที่เล่นพระเองต้องศึกษารายละเอียดมากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะคนที่ทำพระปลอมพัฒนาฝีมือในการทำของเลียนแบบเช่นกัน ต้องพยายามจดจำให้แม่นขึ้นเรื่อยๆ

3. พระซุ้มกอ จ.กำแพงเพชร

องค์นี้มีอายุสร้างเกือบ 1,000 ปี เดิม จ.กำแพงเพชร อยู่ในอาณาจักรสุโขทัย ในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี จ.พิษณุโลก และกำแพงเพชร เป็นเมืองลูกหลวง ดังนั้นศิลปะของช่างในการสร้างพระจะคล้ายคลึงกัน สำหรับสาเหตุพระซุ้มกอมีราคาแพง เนื่องจากลักษณะของพุทธศิลป์มีลวดลายวิจิตรงดงาม เป็นพระอีกชนิดหนึ่งในแนวหน้าของพระในชุดเบญจภาคี ประวัติความเป็นมามีเขียนในใบลาน ของ จ.กำแพงเพชร

ด้านราคาเช่าซื้อในท้องตลาดของพระซุ้มกอ จ.กำแพงเพชร องค์สวยๆ ราคาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระรอด ตกองค์ละประมาณหลายสิบล้านบาท จุดเด่นสำคัญจะอยู่ที่เนื้อพระค่อนข้างละเอียด ไม่มีกรวด ไม่มีเม็ดทราย เป็นเนื้อดินผสมว่านแล้วนำไปเผาทำให้มีความแกร่ง ตัวแม่พิมพ์คมชัดลักษณะดี ในส่วนด้านพุทธคุณมีความเชื่อว่า บูชาพระซุ้มกอแล้วไม่จน ทำมาค้าขายคล่องตัวมีฉายาว่า "มีกูแล้วไม่จน"

4. พระผงสุพรรณ

จากลักษณะคาดว่า สร้างขึ้นสมัยอู่ทอง พระพักตร์เป็นศิลปะอู่ทองตอนต้นอยุธยา โดยพระผงสุพรรณแตกกรุ ที่วัดพระศรีมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยพระที่แตกกรุออกมามีมากมายหลายชนิด แต่พระผงสุพรรณที่อยู่ในชุดเบญจภาคีจะมีพุทธลักษณะสวยงาม มีการยืนยันได้ว่าเป็นพระที่สร้างในสมัยอู่ทอง

แง่ความโดดเด่นเข้าใจว่า ขณะสร้างพระผงสุพรรณนั้นบ้านเมืองไม่ค่อยสงบ มีการสู้รบทำสงคราม ว่ากันว่ามีพุทธคุณในเรื่องคงกระพันชาตรี จึงเป็นที่นิยมในหมู่ทหาร ซึ่งปัจจุบันในตลาดพระเครื่องมีการเช่าซื้อกันในราคาหลายสิบล้านโดยเฉพาะองค์สวยระดับแชมป์มีการปล่อยในราคา 40-50 ล้านบาท

5. พระนางพญา

สันนิษฐานว่าสร้างโดยพราหมณ์ที่ จ.พิษณุโลก อายุประมาณ 400-500 ปี มีหลายพิมพ์แต่ละพิมพ์จะมีพุทธคุณเหมือนกันแตกต่างกันแค่พุทธลักษณะ พิมพ์ที่ได้ความนิยมสูงสุดคือ พิมพ์ใหญ่จำนวน 3 พิมพ์ ได้แก่ พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์อกนูนใหญ่ และพิมพ์เข่าตรง ส่วนพิมพ์เล็กจะมี พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์เทวดา พิมพ์อกนูนเล็ก

โดยทั่วไปนิยมห้อยพระนางพญากันทั้งผู้หญิงและผู้ชายแต่ด้วยคำว่านางพญาอาจจะฟังแล้วคล้ายเป็นพระผู้หญิง ทำให้สมัยนี้ผู้หญิงที่ค่อนข้างมีฐานะนิยมนำมาห้อยคอ แต่ตอนสร้างคงไม่ได้เลือกแบ่ง ผู้หญิง ผู้ชาย แต่เมื่อนำมาตั้งชื่อว่า นางพญา ทำให้คิดว่าเป็นพระผู้หญิงมากกว่า ไม่เกี่ยวกับผู้หญิงเป็นคนสร้าง สำหรับราคาเช่าพระนางพญาพิมพ์ใหญ่สภาพสวยจะอยู่ที่หลักสิบล้าน ส่วนพิมพ์เล็ก ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เทคนิคการดูพระ ส่องพระของตนนั้น เริ่มแรกจะดูพิมพ์พระก่อนยกตัวอย่างพระรอดพิมพ์ใหญ่ ต้องดูว่า พิมพ์ถูกต้องไหม หากพิมพ์ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วนำกล้องมาส่องดูเนื้อพระเก่าจริงไหม หรือถูกตกแต่งมา ส่วนนี้ต้องนำมาพิจารณา ส่วนใหญ่แล้วผู้เช่าพระ จะเลือกเช่าพระจากความเชื่อใจผู้ปล่อยพระมีความไว้ใจว่าเป็นพระแท้แน่นอน เพราะในวงการพระก็เหมือนวงการสังคมทั่วไปคนไหนเป็นคนดีคนไหนเป็นคนไม่ดีจะรับรู้กัน และวงการพระเครื่องไม่ได้กว้างจนเกินไปจะรู้กันว่าคนนี้เล่นพระดีคนนี้เล่นพระคาบลูกคาบดอกคนนี้เล่นพระคลุมเครือ

ทั้งนี้ แง่การปฏิบัติตัวเมื่อครอบครองพระเบญจภาคีนั้น ส่วนตัวมีความเชื่อว่า คนที่ใช้พระจะมีจิตใจเคารพพุทธศาสนาจะทำตัวอยู่ในศีลธรรมเป็นคนดีอยู่แล้ว ถ้าเป็นคนดีใช้พระคุ้มครองด้วยจะดีขึ้นไปอีก เมื่อลงมือทำอะไรจะสามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี สำหรับผู้ที่มีความชื่นชอบเกี่ยวกับพระเครื่อง หรือเพิ่งเข้าสู่วงการอย่างแรกแนะนำให้หมั่นศึกษาหนังสือพระการจะอ่านออกเขียนได้ต้องเรียนหนังสือ เช่นเดียวกับการที่จะดูพระเป็น ต้องซื้อหนังสือมาอ่านเปิดอ่านรายละเอียดของพระ โดยเฉพาะพวกเกร็ดความรู้สำคัญมาก ไม่ใช่ว่าดูรูปแล้วจะดูพระเป็น ต้องอ่านแล้วเก็บรายละเอียดของคนที่เขียนหนังสือว่าเขาบรรยายเคล็ดลับอย่างไรในการดู เมื่อรู้ว่าชอบอะไรจึงศึกษาไปทางนั้น เช่นชอบพระเบญจภาคี ก็ศึกษาพระในชุดเบญจภาคี เป็นต้น หลังจากอ่านแล้วจึงมาคุยกับผู้เล่นพระถ้าไม่คุยจะไม่เข้าใจในศาสตร์ไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนให้เลือกคุยกับผู้ที่คิดว่ามีความจริงใจเลือกคนมีชื่อเสียงแต่คนจะเล่นพระจะต้องใจเย็นต้องใช้เวลาไม่ใช่ว่าศึกษา 2-3 ปี แล้วจะดูพระเป็นเหมือนกับการเรียนหนังสือที่มีชั้นประถมชั้นมัธยมไปเรื่อยๆ

ส่วนในแง่ของการดูแลร่างกายนั้นทุกวันนี้ ก็ต้องดูแลตัวเองต้องรับประทานอาหารดีๆ มีประโยชน์ วันนี้ ได้ลองดื่ม “โสมพลัส” แล้วบอกเลยว่ารสชาติอร่อย หอมกลิ่นน้ำผึ้ง ดื่มง่าย และยังมีส่วนผสมของโสมที่ช่วยบำรุงร่างกายมีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตาและมีวิตามินบี 12 สูงช่วยบำรุงสมอง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โสมพลัสเครื่องดื่มโสมพลัสเซียนพระพระเครื่องมานะ คงวุฒิปัญญา

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้