ข่าว
100 year

สุเมธ ดำรงชัยธรรม ดีดี บินไทย...ตอบหมดทุกคำถาม

ไทยรัฐฉบับพิมพ์9 ธ.ค. 2562 05:05 น.
SHARE

ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) อยู่ในสถานภาพของการขาดทุนสะสมจากการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งถึงปัจจุบัน การบินไทยก็ยังคงขาดทุนหนัก โดย 10 เดือนของปี 2562 ผลการดำเนินงานของการบินไทย ยังคงขาดทุนสูงถึง 10,000 ล้านบาท แม้จะมีความพยายามหาผู้มีความสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหามากหน้าหลายตา แต่ท้ายที่สุด ก็ไม่มีใครประสบผลสำเร็จ

การบินไทย จึงกลายเป็น “หน่วยปราบเซียน” ของ บรรดาผู้มีความรู้ความสามารถ ที่สมัครใจเข้าไปทดสอบสมรรถนะของตน ซึ่งสุดท้ายก็ถูกปิดฉากลงอย่างเงียบๆ และอำลาการบินไทยไปพร้อมๆ กับการขาดทุน มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่สถานการณ์ และการซุกซ่อนปัญหาที่แท้จริงไว้ใต้พรมผืนใหญ่

สุเมธ ดำรงชัยธรรม เข้ามาเป็นผู้ท้าชิงรายใหม่ในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (DD) ของการบินไทยในศตวรรษที่ 21...ก็เหมือนๆคนอื่นที่พกเอาความเชื่อมั่นเข้ามาเต็มร้อยว่า เขาจะแก้ปัญหาใหญ่ยักษ์ของสายการบินแห่งชาติ “การบินไทย” แห่งนี้ได้ด้วยประสบการณ์ และความรู้ความสามารถที่พกพาติดตัวมาด้วย

เขาบอกกับ ทีมเศรษฐกิจว่า Belive It or Not...จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม เขาจะทำให้การบินไทยอยู่รอด และมีกำไรให้ได้ ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการที่เขาเรียกว่า “มนตรา” ก่อนจะตอบทุกคำถามคาใจกับเรา

ผม คือ ไพ่ใบสุดท้าย

สุเมธ บอกว่า เขาแบกรับปัญหา และเรื่องราวต่างๆไว้มากมาย และมันเป็นเรื่องใหญ่มหาศาล ที่ผู้มีอำนาจกำกับดูแลกิจการของการบินไทย จะต้องคิดให้ดีว่า จะให้เขาอยู่บริหารต่อไป หรือจะเอาเขาออก ถ้าเห็นว่า เขาจะสามารถแก้ไขปัญหาของการบินไทยได้ ก็ต้องเชื่อใจ

“คุณไม่มีไพ่ใบอื่นในมือแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าผมบอกคุณไปทางขวา คุณก็ต้องไป ถ้าผมบอกไปทางซ้ายคุณก็ต้องสนับสนุนผม ต้องยอมรับว่า คุณไม่มีคนอื่นแล้ว”

ที่ผ่านมา คณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย หลายท่าน ทั้งสั่งการ และต่อว่าต่อขานอะไรต่ออะไรมากมาย จนกระทั่งเขารู้สึกว่า นอกจากไม่รู้แล้ว ยังไม่ทำการบ้านมาด้วย “บางท่านสงสัยว่า ทำไมไม่ยอมปรับลดรายจ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา หรือ ปรับลดจำนวนพนักงาน บางท่านบอกให้ยุบฝ่ายช่างซึ่งทำให้เกิดรายจ่ายที่สูงมากเสีย เป็นต้น”

นายสุเมธ กล่าว ก่อนจะตอกย้ำหลายครั้งว่า บอร์ดสั่งให้ทำ แต่ไม่ได้บอกวิธีการว่า จะทำอย่างไร และที่ผ่านมาก็คงจะสั่งการเช่นนี้ กระทั่งการบินไทยเกิดความผิดพลาดต่อเนื่องเชื่อมโยงกันไปหมด ที่สำคัญ คำว่า ลดค่าใช้จ่ายที่ว่านี้ เขาเห็นว่า พูดกันมานาน แต่ยิ่งนานวันค่าใช้จ่ายยิ่งเพิ่มขึ้น “ฟังแล้ว อยากจะกัดลิ้นตัวเอง” นายสุเมธ กล่าว

“พูดกันแบบแฟร์ๆนะ บอร์ดควรนั่งฟังปัญหา มากกว่าจะมาสั่งการให้ต้องทำอะไร”

5 ปัญหาใหญ่ต้นตอขาดทุน

กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย กล่าวว่า หลังจากเขาเข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวนี้ 6 เดือน เขาพบว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้การบินไทยขาดทุน ปัญหาแรกคือ 1.อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน 2.ทรัพย์สินด้อยค่า (เครื่องบินซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้) 3.การสำรองน้ำมัน และอีก 2 ตัวที่พบใหม่คือ ค่าซ่อมรวมถึงค่าเครื่องโอที และอีกปัญหาที่การบินไทยอมไว้ก็คือ ไทยสมายล์ สายการบินโลว์คอสต์ของการบินไทยเอง

นายสุเมธ กล่าวว่า กรณีค่าใช้จ่ายด้านการซ่อม และดูแลเครื่องบิน ก็ต้องมาหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร กรณีนี้ดูเหมือนมันจะพันกันวุ่นไปหมด ตั้งแต่อะไหล่ชิ้นเล็ก-ชิ้นใหญ่ ไปจนถึงตัวเครื่องบิน และตารางการใช้เครื่องบิน

ถามว่า การบินไทยไม่มีระบบการจัดเก็บอะไหล่ที่ดี หรือต้องซื้อเครื่องบินมา 2 เครื่องลำหนึ่งไว้บิน อีกลำหนึ่งต้องจอดรอในอู่เพื่อสแตนด์บายให้กับอีกลำ ตอบว่า ทั้งถูก และ ผิด “ฟังผมนะ ข้อ 1. ครื่องบินต้องมีสำรอง เครื่องบินถูกกำหนดว่า ใน 100 เปอร์เซ็นต์ คุณต้องมีเซอร์วิสแอร์คราฟ 90...

แปลว่า จะต้องมีเครื่องบิน 10 เปอร์เซ็นต์ นอนรออยู่ในโรงซ่อมตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาเครื่องลง และเสีย ต้องเอาเข้าโรงซ่อม แน่นอนอยู่แล้วว่า คุณต้องหยิบฉวยเอาจากเครื่องบินที่นอนรออยู่...ซึ่งไม่ใช่ความผิด เพราะอะไหล่ จะเอาได้จากเครื่องบินที่นอนรออยู่ หัวเครื่องบิน 2 เครื่อง ก็ยังใช้ด้วยกันได้ และถ้าเกิดการติดขัดจริงๆ ผมก็เช่าหัวเครื่องมาจากแอร์ไลน์อื่นได้”

เผยสาเหตุค่าซ่อมสูง

ปัญหาที่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเพิ่มสูงขึ้น ยังพบด้วยว่า มาจากการที่บริษัท โรลสรอยซ์ ไม่ส่งอะไหล่ให้ เมื่อไม่มีอะไหล่ เครื่องบินก็บินขึ้นไปหารายได้ไม่ได้ นายสุเมธ กล่าวว่า เท่าที่ดูขณะนั้น เขาพบว่า ในฝูงเครื่องบิน 80 ลำนั้น ปรากฏว่า มี 50 ลำ ที่ต้องนอน อยู่ในโรงซ่อม และจอดรออะไหล่นานเกินไป 4 ลำ ตรงนี้ทำให้การบินไทยขาดรายได้ไป 5%

เครื่องยนต์รุ่นนี้ ทำให้หลายสายการบินมีปัญหาไปทั่วโลก และการแก้ปัญหาของแต่ละสายการบินก็แตกต่างกันไป อย่างสายการบิน แควนตัส ของ ออสเตรเลีย เมื่อพบว่ามีปัญหา เขาสั่งให้จอดรอซ่อมทั้ง 5 ลำ และตัดสินใจเช่าเครื่องใหม่ 5 ลำมาบินรับ-ส่งผู้โดยสารตามปกติ โดยใบเสร็จเขาส่งไปเบิกกับบริษัทโรลสรอยซ์ ในขณะที่การบินไทยใช้วิธีการแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น หรือแบบไทยๆเราคือ สลับลำไปมาโดยเหตุที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

เมื่อเครื่องบินไม่พอใช้ ก็จะเกิดอาการที่เรียกกันว่า เครื่องบินทำโอที (ทำงานล่วงเวลา) ทำงานล่วงเวลานี้มี 2 ประเด็นคือ 1.ใช้เครื่องบินบินมากกว่าข้อกำหนดที่ให้บิน 12 ชั่วโมง 2.เมื่อเครื่องบินบินมากขึ้น ช่างก็ต้องอยู่ทำงานล่วงเวลาเพื่อคอยตรวจสอบว่า เครื่องบินมีปัญหาหรือไม่ และจะแก้ปัญหาอย่างไร

“จะพูดว่าวิธีการแก้ปัญหากับโรลสรอยซ์ของการบินไทยผิด ก็อย่าว่าหยั่งงั้นเลย เอาว่า เราทั้งคู่ประเมินการแก้ไขปัญหาผิด และเราไม่คิดว่าการรออะไหล่จะนานเป็นปี จนถึงวันนี้ก็ยังไม่จบ ผมต้องลงไปตกลงกับช่างว่า ผมขอให้มีเครื่องบินออกไปบินรับผู้โดยสารทุกวัน วันละ 74 เครื่องจากเดิมที่บินอยู่ 68 เครื่อง พวกเขาจึงต้องทำงานกันหามรุ่งหามค่ำเพื่อคืนเครื่องบินกลับเข้าฝูงให้ครบ...ปัญหาเกิดขึ้นทุกวันแหละครับ ไม่นกบินชน ก็ไอ้โน่นแตก ไอ้นี่หัก เมื่อปัญหาพัวพันกันเช่นนี้ ค่าใช้จ่ายต่างๆก็เพิ่มขึ้น และกลายเป็นปัญหาใหญ่ เมื่อเครื่องบิน 14-15 เครื่องทำให้ตารางบินรวนไปหมด”

ตอบปัญหาเรื่องขาดทุน

การเอาเครื่องบินออกจากโรงซ่อมไม่ได้ หรือไม่มีเครื่องบินใช้ ทำให้การบินไทยถูกด่าพ่อล่อแม่รุนแรง กลายเป็นว่า ขาดทุนแล้วยังอยากจะซื้อเครื่องบิน แต่พอได้เครื่องบินมากลับต้องเจอปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ที่การบินไทยใช้โรลสรอยซ์มาตลอด กรณีนี้กระทบถึงแผนการจัดซื้อเครื่องบิน และเอาเครื่องบินออกจากอู่ เอาเครื่องใหม่เข้าไปแทน เมื่อเอาเครื่องเก่าออกจากอู่ไม่ได้ ก็เอาเครื่องใหม่เข้าไปบำรุงรักษาไม่ได้

“ผมจ้างสำนักงานทนายความของอังกฤษแล้ว เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายกับบริษัทโรลสรอยซ์ ซึ่งทำให้ตารางการบิน และซ่อมบำรุงล่าช้าไปมากเกือบ 2 ปี ผมไม่ได้เรียกร้องแต่สิทธิในสัญญาซื้อขายเท่านั้น แต่เรียกค่าเสียหาย ค่าเสียโอกาสในการหารายได้ และอื่นๆอีก สิริรวมราว 10,000 ล้านบาท”

นายสุเมธ กล่าวว่า เขาต้องลงไปล้วงลูกจนทำให้ทราบรายละเอียดของปัญหาต่างๆ มีผลให้เขาสามารถมองเห็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูกิจการของการบินไทย “ก็อย่างที่บอกไป ผมว่า เราแก้ 5 จุด คือ เรื่องค่าซ่อมที่สูงขึ้นมาถึง 10,000 ล้านบาท, ประเด็นเรื่องการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน, แก้ไขทรัพย์สินด้อยค่า และดูแลประเด็นการซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า ตลอดจนถึงการแก้ไขปัญหาสายการบินโลว์คอสต์ ไทยสมายล์”

ถ้าแก้ปัญหา 5 ประการนี้สำเร็จ นายสุเมธ ว่า เขาเชื่อมั่นว่า การบินไทยจะไปรอดแน่นอน

ที่ปรึกษาไม่ตอบโจทย์

ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง นายสุเมธ ยอมรับว่า การบริหารงานที่ผิดพลาดอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในวันนี้ แต่นั่นก็อาจไม่ทั้งหมด ถ้าหลับตานึกถึงภาพของคนที่เดินออกจากการบินไทยไปเมื่อปี 2552 แล้วเดินกลับมาอีกทีในปี 2562 บริษัทยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีความคืบหน้าในผลการดำเนินงาน ไม่มีเทคโนโลยี หรือวิทยาการใหม่ หากแต่ยังคงอยู่ในบริบทเดิมๆ

กรณีนี้ แม้จะพบว่าตลอดช่วงเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน การบินไทยได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาระดับเวิลด์คลาส จำนวนมากเข้ามาช่วยในการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูกิจการให้ แต่การมีที่ปรึกษาจำนวนมาก กลับไม่ตอบโจทย์ หรือให้ทางหนีทีไล่ และทางรอดเพื่อการดำรงอยู่ของการบินไทยแต่อย่างใด

ตั้งแต่ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งดีดี นายสุเมธ ว่า เขาน่าจะแก้ไขปัญหาการบินไทย และบริษัทลูกอย่างไทยสมายล์ไปได้สักครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลือ เขาควรได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการบอร์ดการบินไทยเพื่อแก้ปัญหาต่อไป “ผมทำให้คนการบินไทยกับคนไทยสมายล์เลิกเกลียดชังกัน แล้วหันมาร่วมมือกันในการรับส่งผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศ เพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางได้เป็นผลสำเร็จ ทั้งใน และต่างประเทศ...

“จากเดิมที่ฝ่ายไทยสมายล์ มักจะส่งผู้โดยสารให้กับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการ Check through ส่งกระเป๋าเพื่อต่อเครื่องบินไปปลายทาง”

ทำโครงการ SAVE TG

นายสุเมธ ตอกย้ำด้วยว่า เขาจะพยายามทำให้ไทยสมายล์เป็นสายการบินโลว์คอสต์ที่หยุดการขาดทุน และหันมาทำกำไรให้ได้ “ผมบอกกับพนักงานทุกฝ่ายให้เข้าร่วมโครงการ Save TG หรือ Brothers & Sisters นั่นแปลว่า ถ้า การบินไทย (TG) อยู่ได้ พนักงานทุกๆฝ่าย รวมถึงไทยสมายล์ก็อยู่ได้ด้วย คือ ทำตัวให้ดี อย่าให้ต้องเป็นภาระของบริษัทแม่ หรือ พี่”

นายสุเมธ ออกคำสั่งให้รวบระบบการบริหารจัดการทั้งหมดของไทยสมายล์ เข้าไปรวมศูนย์อยู่กับการบินไทยเพื่อลดต้นทุน และทำให้ไทยสมายล์นำเครื่องบินขึ้นบินให้ได้ 10 ชั่วโมง ไม่ใช่บินเพียงวันละ 7 ชั่วโมง ส่วนตารางการบินแบบ จุดต่อจุด หรือ Point to Point เช่น กรุงเทพฯ-เชียงใหม่, กรุงเทพฯ-เดลลี เป็นต้น เดิมทีใครบอกว่าที่ไหนดี ไทยสมายล์ไปหมดทั้งหมดมี 35 จุด ก็อาจจะขาดทุนถึง 30 จุด กรณีนี้ จะต้องมีการปรับเปลี่ยน และสำรวจเส้นทางให้ชัดเจนอีกครั้ง

“ปีนี้ถ้าทำตามแผนของผม ผลการขาดทุน 3,700 ล้านบาท ควรจะเหลือแค่ 1,700 ล้านบาท ขณะนี้ทำได้แล้ว 2,200 ล้านบาท และจะลดการขาดทุนลงเรื่อยๆจนกระทั่งสามารถมีกำไรได้

ผมอยากชนะเร็วๆ

นายสุเมธ ยังกล่าวด้วยว่า เขาอยากเอาชนะปัญหาทั้งหมดนี้ให้เร็ว ผมเชื่อว่า ผมต้องทำได้ ผมกำลังจะบอกว่า ปีนี้ การขาดทุนของการบินไทยไม่ได้เกินจากค่าใช้จ่ายสูง หลายๆรายการ จะเห็นว่า ต่ำลง แต่ตัวที่เป็นปัญหามากคือ รายได้หดหายไป แน่นอน ผมยังโดนเรื่องค่าเงินบาทแข็งมากทำให้รายได้ผมหดหายไปอีก 7% เพราะเครื่องบินไม่มี ซึ่งทำให้ต้องจัดแคมเปญออกมาสู้กับตลาดต่างประเทศให้มาก

ที่เรามีอยู่คือ แคมเปญ “ไปกับเขา กลับกับเรา” อันนี้เราจะลดราคาขากลับให้ แถมให้น้ำหนักเพิ่มอีก 30 กก.ด้วย ตามด้วยการแก้ไขราคาโหลดสัมภาระเพิ่ม ด้วยการลดราคาแข่ง 5% ไม่ว่าคุณจะไปกับใคร รวมทั้งมีแคมเปญ “ไปเชนไดในราคาย่อมเยา”

เกมนี้เป็นเดิมพันใหญ่หลวงนัก ถ้าเข็นผ่านลูกระนาดลูกแรกไปได้ ลูกต่อไปก็ต้องผ่าน นี่เป็นธรรมชาติของการเอาชนะสิ่งกีดขวาง

“ผมเฝ้าบอกกับตัวเอง และกรรมการว่า เราจะต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด ต้องรู้ว่าอะไรสู้ได้ และสู้ไม่ได้ ที่สำคัญมีเครื่องมืออยู่ตัวหนึ่งของ BCG : Boston Consulting Group แบ่งสถานภาพของธุรกิจเป็น 4 อันดับคือ 1.Star ธุรกิจซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดสูงมาก และมีอัตราการเติบโตสูง 2.Cash Cow ธุรกิจอยู่ตัว ไม่เติบโต แต่ส่วนแบ่งการตลาดยังสูง 3.Problem Child ส่วนแบ่งการตลาดไม่เยอะ แต่ยังเติบโต และ 4.Dog ธุรกิจไปไม่รอด”

สุดท้ายที่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย บอกกับเรา ก็คือ การบินไทยยังมีศักยภาพ โอกาสก็มี และมองเห็นได้ แต่ปัญหาคือต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสถานะ โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันในธุรกิจการบินสูง “ปัญหาคือ คนของการบินไทย ดิสรับชัน (Disruption) ตัวเอง...คนการบินไทยเป็นอุปสรรคของการบินไทยเสียเอง อันนี้ลำบาก”.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปเศรษฐกิจทีมเศรษฐกิจสุเมธ ดำรงชัยธรรมการบินไทยดีดีการบินไทยการบินไทยขาดทุนบอร์ดการบินไทย

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้