ข่าว
100 year

ทั้งผลักทั้งดันเศรษฐกิจปีหน้า รัฐอัดมาตรการกระตุ้นรอบใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ไทยรัฐฉบับพิมพ์23 พ.ย. 2562 06:01 น.
SHARE



ครม.เศรษฐกิจ เร่งดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ และปีหน้า ให้ขยายตัวตามเป้าหมาย พร้อมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ช่วงปลายปีนี้ เพื่อเป็นแรงเหวี่ยงให้เศรษฐกิจในปีหน้าขยายตัวได้ 3.7% พร้อมชู 5 ด้าน ครอบคุลมประชาชนฐานรากจนถึงนักท่องเที่ยว เน้นแก้ปัญหาและดันเศรษฐกิจเติบโตครบทุกด้าน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจได้รับทราบภาวะเศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 ปี 62 จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ขยายตัว 2.4% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวดีขึ้น จากไตรมาส 2 ที่ขยายตัวเพียง 2.3% โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะขยายตัวได้ 2.8% แน่นอน ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 2.6% และในปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวช่วงระหว่าง 2.7-3.7% มีค่ากลางอยู่ที่ 3.2% การที่เศรษฐกิจประเทศไทยชะลอตัว มีสาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป รวมถึงการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษและความไม่สงบ ที่ฮ่องกง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวนั้น ในหนึ่งรอบจะใช้ระยะเวลา 3 ปี ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านพ้นมาแล้ว 1-1 ปีครึ่ง จึงยังเหลืออีกประมาณหนึ่งปี ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศต่อไป โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เพื่อเพิ่มแรงเหวี่ยงให้แก่เศรษฐกิจไทยในปีหน้า

ดังนั้น ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ จึงกำหนดกรอบการทำงานหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งหมด 5 ด้าน เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจโตต่อเนื่อง ประกอบด้วย 1.การดูแลเกษตรกรแรงงานผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และประ-ชาชนในเศรษฐกิจฐานราก 2.การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ ให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 63 ให้อยู่ที่ 92.3% การลงทุนรัฐวิสาหกิจ 80% 3.ขับเคลื่อนการส่งออกปี 63 ให้โต 3% 4.สนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว กำหนดเป้าหมายนักท่องเที่ยวปีนี้ให้ได้ 39.8 ล้านคน และปีหน้า 41.3 ล้านคน สร้างรายได้ 2.2 ล้านล้านบาท และ 5.สร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่การลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศรวมกันในปี 63 ต้องให้ได้ถึง 3.01 ล้านล้านบาท เติบโต 5.9%

ส่วนเรื่องสถานการณ์ส่งออกในปีนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานให้ที่ ประชุมทราบถึงการนำคณะผู้ส่งออกไทยไปเปิดตลาดใหม่ในหลายประเทศและจะพยายามผลักดันให้เกิดการสั่งซื้อสินค้าจริงเข้ามาในช่วงที่เหลือของปีนี้ เพื่อเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งที่ผ่านมาสถานการณ์ส่งออกของไทยดีขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมไตรมาสแรกปีนี้ ติดลบ 4% ไตรมาส 2 ติดลบ 4.2% และล่าสุด ไตรมาส 3 ติดลบ 0% แสดงให้เห็นว่า การส่งออกดีขึ้นต่อเนื่อง โดย สศช.คาดว่าตลอดทั้งปีนี้การส่งออกจะติดลบ 2% และปีหน้าบวก 3%

“ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจวันนี้ (22 พ.ย.) ทำให้รัฐบาลได้เห็นเศรษฐกิจในภาพรวมและประมาณการเพื่อให้ผู้ที่ดูแลทั้งนโยบายการเงินการคลัง และด้านอื่นๆ เข้าไปดูแลในส่วนที่รับผิดชอบ ซึ่งนายก-รัฐมนตรีสั่งการว่าต้องการเห็นภาพการขับเคลื่อนทั้งในระดับมหภาคและจุลภาคไปพร้อมกัน ทั้งการส่งออกข้าว อ้อย กุ้ง และสั่งการให้เตรียมการสำหรับข้อกังวลที่จะเกิดปัญหาภัยแล้งในระยะต่อไปด้วย”

นอกจากนี้ ครม.เศรษฐกิจยังรับทราบการรายงานของสำนักงานคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ว่า ก่อนสิ้นปี 62 จะมีการเบิกจ่ายเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในปลายปีนี้ วงเงิน 115,000 ล้านบาท โดยเป็นเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจตามปีงบประมาณ 34 แห่ง จำนวน 15,300 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจตามปีปฏิทิน 11 แห่ง จำนวน 44,600 ล้านบาท และเงินลงทุนของกลุ่ม ปตท. 56,600 ล้านบาท พร้อมกับรายงานปัญหาของโครงการที่มีความล่าช้าเพื่อเร่งรัดแก้ไขเพื่อให้มีการเบิกจ่ายเร็วที่สุด เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน รถไฟทางคู่เส้นทางนครปฐม-ชุมพร เส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพธิ์ โครงการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิระยะที่ 2 ที่ยังเบิกจ่ายไม่ได้เต็มที่ ทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอ่อน รวมถึงรถไฟฟ้าในเมืองบางเส้นทาง

ส่วนประเด็นที่กระทรวงคมนาคม รายงาน ครม.เศรษฐกิจครั้งที่แล้วเรื่องเงินบาท และเงินหยวน (จีน) แข็งค่า ประเทศไหนจะรับผิดชอบต่อต้นทุนของการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เนื่องจากมีสินค้าและอุปกรณ์ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ วงเงิน 56,000 ล้านบาท ล่าสุดคมนาคมได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีข้อสรุปว่า จะใช้เงินบาทในการชำระค่าสินค้าจากต่างประเทศ โดยจะแลกจากเงินบาทเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากนั้น สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะซื้อ Swap (สวอป) เพื่อปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงและไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินผันผวนอีก.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เศรษฐกิจไทยครม.เศรษฐกิจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่กอบศักดิ์ ภูตระกูลเงินบาท

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้