ข่าว
100 year

สกู๊ปหน้า 1 : ไทย...นี้รักสงบ (2) สติมาปัญญาเกิด

ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 พ.ย. 2562 05:05 น.
SHARE

ความเดิมตอนที่แล้ว...ประเด็นที่ 3 สหรัฐฯไม่มีผลประโยชน์จากการค้าไกลโฟเซตและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจริงหรือ? เรื่องนี้มีความน่าสนใจที่ตัวละครสำคัญ

...ท่ามกลางความพยายาม ต้านการแบนไกลโฟเซตของ “เท็ด แมคคินนีย์” นั้น เขาคนนี้มีประวัติการทำงานยาวนาน 19 ปีในบริษัทดาวอะโกรไซแอนส์ หนึ่งในบริษัทผู้ก่อตั้ง CropLife ที่มีบทบาทอย่างสูงในการต้านการแบนสารพิษทั้งในระดับโลก ภูมิภาคและประเทศไทย

“5 ประเด็นวิเคราะห์เพื่อโต้ตอบสหรัฐฯ...กรณีแบน 3 สารพิษ และการนำเข้าผลผลิตการเกษตร” ต่อเนื่องใน ประเด็นที่ 4 “มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI)” ตั้งคำถาม...สำคัญ การแบนสารพิษจะส่งผลกระทบ ต่อสหรัฐฯซึ่ง “ส่งออก” ถั่วเหลืองและข้าวสาลี หรือ...ประเทศผู้ “นำเข้า” อย่างประเทศไทยกันแน่?

หากจะเกิดผลกระทบการค้าถั่วเหลือง ข้าวสาลี หรือข้าวโพด จากการแบนไกลโฟเซตของประเทศไทย ปัญหานั้นไม่ใช่เป็นปัญหาของฝ่ายไทย

หากแต่เป็นปัญหาของฝ่ายสหรัฐฯที่เกรงว่าอุตสาหกรรมถั่วเหลือง ข้าวสาลี และพืชผลอื่นๆของตนที่ยังคงใช้ไกลโฟเซตจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกมายังประเทศไทย

ดังที่ข้อความในจดหมายของสหรัฐฯได้ร้องขอให้ฝ่ายไทย “คงระดับค่า MRL สำหรับการตกค้างของไกลโฟเซตให้อยู่ในระดับเดิม” (MRL : Maximum Residue Limit)

เมื่อพิจารณาจากเหตุและผลและแง่มุมทางจิตวิทยาการค้า การแบน 3 สารพิษซึ่งรวมถึงไกลโฟเซตต่างหากที่ทำให้รัฐบาลไทยมีอำนาจการต่อรองทางการค้าไม่ใช่ฝ่ายสหรัฐฯ...เป็นความเข้าใจผิดแบบกลับหัวกลับหาง

สำหรับผู้ที่เข้าใจว่าการแบน “ไกลโฟเซต” ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถนำเข้าผลผลิตจากประเทศที่ยังคงใช้ไกลโฟเซตอยู่เพราะผิดกฎของ WTO กล่าวคือการนำเข้าผลิตผล...ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรใดขึ้นอยู่กับกฎระเบียบภายในของไทยเอง แต่ต้องไม่ขัดแย้งกับ แนวปฏิบัติในความตกลงสุขอนามัยพืช (SPS) ใน WTO

ซึ่งภายใต้ความตกลงสุขอนามัยพืชของ WTO นั้น ระบุเพียงว่าการแบนสารเคมีหรือการกำหนดค่า MRL ของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้าง

ซึ่งจะมีผลต่อการค้าระหว่างประเทศนั้น ต้องยึดหลักฐานข้อมูลพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยประเทศที่เป็นสมาชิกของ WTO

ไม่ว่าจะเป็น...สหรัฐฯ ยุโรป และไทย ล้วนมีความแตกต่างกัน ในการแบนสารพิษและระดับการกำหนดค่า MRL ของตนไม่มากก็น้อย

ดังนั้นจึงมีสินค้าเกษตรหรือผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศที่การผลิตนั้นมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ถูกแบนในประเทศอื่นเสมอ ในกรณีแบบนี้จึงมีแนวปฏิบัติที่เรียกว่า Import Tolerance หรือ Import MRL ของแต่ละประเทศ หรือแต่ละกลุ่มเศรษฐกิจขึ้น เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชน และเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

กรณีตัวอย่าง...เมื่อสหรัฐฯแบนสารพิษชนิดใด จะยกเลิกค่าการตกค้าง (Tolerance) ทำให้ไม่สามารถใช้สารพิษชนิดนั้นในการปลูกพืชในประเทศได้ แต่สหรัฐฯจะกำหนดค่า Import Tolerance สำหรับสินค้านำเข้า เช่น เมื่อสหรัฐฯแบนคาร์โบฟูราน ในปี 2009 ได้ยกเว้นให้สำหรับสินค้านำเข้า 4 ประเภท ได้แก่ ข้าว กล้วย กาแฟ และน้ำตาล แต่การตกค้างต้องไม่เกินค่า MRL ที่สหรัฐฯกำหนด ซึ่งจะเป็นตาม CODEX หรือกำหนดขึ้นใหม่ก็ได้

ในกรณีสหภาพยุโรป ซึ่งมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงและมีการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหลายๆชนิดก็ยังเปิดช่องให้มีการนำเข้าผลผลิตจากประเทศที่มีการอนุญาตให้ใช้สารบางชนิดที่ในอียูไม่อนุญาตก็ได้ตาม EU Regulation 396/2005...โดยปกติจะมีการกำหนดค่า MRL เริ่มต้นที่ 0.01 Mg/Kg...หรือค่าอื่นๆตามความสามารถในการวิเคราะห์หรือระดับที่เหมาะสมในการคุ้มครองผู้บริโภค

ส่วนในกลุ่ม APEC มีการกำหนดแนวปฏิบัติเอาไว้หลายแนวทาง สำหรับประเทศที่ต้องการนำเข้าสินค้าที่ในประเทศของตนไม่ได้กำหนดค่า MRL แต่ประสงค์จะนำเข้าสินค้านั้นจากต่างประเทศ

โดยมีแนวปฏิบัติหลายวิธี เช่น กำหนดค่า MRL ตามเกณฑ์ของประเทศผู้ส่งออก กำหนดให้ตามเกณฑ์ CODEX หรือกำหนดขึ้นใหม่จากฐานข้อมูลการประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลของหน่วยงานระหว่างประเทศ หรือ ...หากยังไม่สามารถคุ้มครองการบริโภคให้ปลอดภัยได้ก็ไปใช้ค่าเริ่มต้น (Default limit) แบบเดียวกับยุโรป

สุดท้าย...ประเด็นที่ 5 ทางเลือกของรัฐบาลไทยในการนำเข้าสินค้าที่ประเทศไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ

“มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI)” ย้ำว่า “ประเทศไทย” ไม่สามารถผลิตหรือผลิตได้แต่ไม่เพียงพอในสินค้าบางกลุ่ม เช่น “ข้าวสาลี” และ “ถั่วเหลือง” ดังนั้นจึงต้องนำเข้าจากสหรัฐฯ บราซิล อาร์เจนตินา รัสเซีย ยูเครน

ในกรณีนี้ ประเทศไทยสามารถใช้แนวปฏิบัติแบบเดียวกันกับสหรัฐฯหรือยุโรป ในการนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวได้ โดยอาจกำหนดค่า “Import MRL” ที่คำนึงถึงการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน

โดยใช้ข้อมูลใหม่ของกระทรวงสาธารณสุขในการพิจารณา ซึ่งอาจจะเท่ากับหรือต่ำกว่าค่า MRL ของสหรัฐฯที่กำหนดการตกค้างของถั่วเหลืองไม่เกิน 40 Mg/Kg หรือ 20 Mg/Kg ของ EU และ CODEX ก็ได้

ในกรณีที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ หลังจากมีการประกาศให้ “ไกลโฟเซต” เป็นวัตถุอันตรายแล้ว กระทรวงสาธารณสุขต้องปรับปรุงแก้ไขประกาศกระทรวง สาธารณสุข เลขที่ 387 พ.ศ.2560 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.อาหาร 2522 ตามข้อ 4 ให้ยกเว้นสินค้าบางรายการที่เราไม่สามารถผลิตได้หรือผลิตไม่เพียงพอ

อนึ่ง การศึกษาของ “สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์” พบว่าถั่วเหลืองที่บริโภคในประเทศไทยมีปริมาณไกลโฟเซตที่ตรวจพบสูงสุด คือ 5.06 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมีตัวอย่างเพียง 4 ตัวอย่าง จาก 24 ตัวอย่าง...คิดเป็น 16.6% ที่มีปริมาณไกลโฟเซตมากกว่า 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ซึ่งปริมาณของ “ไกลโฟเซต” ที่ตรวจพบในตัวอย่างถั่วเหลืองในประเทศไทยนี้ยังมีค่าต่ำกว่าค่ามาตรฐานสูงสุดที่ยอมรับได้ในถั่วเหลืองที่กำหนดโดยองค์กรต่างๆทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ถึงตรงนี้ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เหลี่ยมเล่ห์เชิงชั้นในธุรกิจ หรือมูลค่าผลประโยชน์รอบด้านรอบทิศเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องสำคัญในแง่การปกป้อง “สุขภาพ” ของ “ประชาชน” ที่รัฐบาลควรกำหนดค่าการตกค้างที่ต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ จากการพิจารณาข้อมูลพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ ตามเงื่อนไขในความตกลง SPS ใน WTO
และ...หลักการป้องกันเอาไว้ก่อน (Precaution Principle) เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน

“ในความเห็นของเรา...การแบน 3 สารพิษคือการเปิดภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศทั้งในการปฏิรูปไปสู่ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน...การค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มคุณค่า...ความปลอดภัยด้านอาหาร...มากกว่าการขายสินค้าเกษตรกรรมราคาถูกๆ และถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยจนบางกรณีต้องสมัครใจยุติการส่งออกในบางสินค้า ดังเช่นที่เกิดขึ้นในอดีต”

“มูลนิธิชีววิถี” ฟันธง การแทรกแซงในกิจการภายในของเรา ชี้ให้เห็นแล้วว่า...การแบนพาราควอตและไกลโฟเซตนั้น มิได้เป็นเพียงเรื่องเกี่ยวกับประเด็นสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากแต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ

“ผลประโยชน์” ของบรรษัทข้ามชาติที่มีอิทธิพลต่อรัฐบาลของหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลสหรัฐฯ

สติมาปัญญาเกิด...“รัฐบาลไทย” และ “เจ้าหน้าที่” ระดับสูงของไทยควรตอบโต้เฉกเช่น รัฐบาลเวียดนาม เพื่อคุ้มครอง “เกษตรกร”...“ผู้บริโภค” และจงแน่นหนักไม่อ่อนไหวตามแรงกดดัน.

สกู๊ปหน้า 1 : ไทย..นี้รักสงบ ชักธงรบทุนฝรั่ง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไกลโฟเซตสหรัฐอเมริกาแบน 3 สารพิษผลประโยชน์ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสกู๊ปหน้า1

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้