ข่าว
100 year

“ศักดิ์สยาม” ไม่ยอมขายหน้า ขุดทุจริตสู้คดีค่าโง่โฮปเวลล์

ไทยรัฐฉบับพิมพ์4 ก.ย. 2562 08:40 น.
SHARE



ค้นปมเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต หวังใช้เป็นประเด็นหลักขออุทธรณ์คดีค่าโง่โฮปเวลล์ ให้ศาลรื้อคดีพิจารณาใหม่ “ศักดิ์สยาม” สั่งสู้ยิบตา ไม่อยากจ่ายค่าโง่ในสมัยนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ ดึง กรณีศึกษาเทียบเคียงคดีบูรพาวิถี ที่สุดท้ายไม่ต้องจ่ายค่าโง่ให้เอกชน หลังพบเจ้าหน้าที่รัฐเอื้อประโยชน์บริษัทต่างชาติ

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาแนวทางแก้ปัญหาความเสียหายของรัฐ ในโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร (โฮปเวลล์) และโครงการสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ว่า การประชุมครั้งนี้ได้หารือเฉพาะกรณีคดีโฮปเวลล์ เพราะกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมในการอุทธรณ์เพื่อให้ศาลรับคำร้องเพื่อรื้อคดีมาพิจารณาใหม่ โดยจะต้องหารือให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพราะจะสิ้นสุดกรอบเวลายื่นอุทธรณ์ในวันที่ 20 ก.ย.นี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2562 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องชดใช้ค่าเสียหายกับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กรณีถูกบอกเลิกสัญญาอย่างไม่เป็นธรรม วงเงิน 11,888.75 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี โดยจะต้องจ่ายค่าเสียหายให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับตั้งแต่คดีสิ้นสุด โดยตามกำหนดดังกล่าว ร.ฟ.ท.จะต้องจ่ายค่าเสียหายไม่เกินเดือน ต.ค.นี้

โดยต่อกรณีดังกล่าวนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ ได้กำหนดนโยบายไว้ว่าให้หาทางสู้ โดยหวังไม่ต้องจ่ายค่าโง่โฮปเวลล์ในสมัยที่ตนนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า การประชุมกรณีสู้คดีโฮปเวลล์ครั้งนี้ คณะทำงาน ได้พิจารณารายละเอียดของผลการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานตามคำสั่งสำนักงานนายกรัฐมนตรี ที่ 143/2561 ลงวันที่ 20 มิ.ย.2562 นำเสนอโดยผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

นอกจากนั้นที่ประชุมยังมีการหยิบยกประเด็นทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ จากการทำสัญญาที่เหมือนเลินเล่อ ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์มาพิจารณา เพราะอาจทำให้เป็นโอกาสในการสู้คดีอีกครั้ง โดยคณะทำงานอ้างอิงความน่าจะเป็นดังกล่าว จากกรณีทางด่วนบูรพาวิถี ที่มีการรื้อรายละเอียดของสัญญาตั้งแต่ต้น เพื่อให้เห็นภาพทั้งหมดว่าเกิดพยานแวดล้อมอะไรขึ้น จนสุดท้ายทำให้ศาลเชื่อได้ว่า เรื่องดังกล่าวต้องกลับเข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรมใหม่

ทั้งนี้ หากพบข้อมูลว่าการทำสัญญาดังกล่าว เกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือเสมือนเลินเล่อให้รัฐเสียประโยชน์โดยเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน เป็นการตรวจสอบสภาพแวดล้อมทั้งหมดของโครงการ เช่น สัญญาใครเป็นคนร่าง แล้วทำไมจึงมีจำนวนแค่ 8 แผ่น เรื่องการปรับปรุงสัญญา การกำหนดเวลาสิ้นสุด หรือพิรุธต่างๆ ซึ่งถ้ารื้อข้อมูลทั้งหมดมาดูอย่างละเอียด จะสามารถชี้ให้ศาลเห็นได้ว่าเป็นการทุจริตโดยมิชอบ

โดยในกรณีบูรพาวิถี ที่คณะทำงาน ต้องการนำมาเป็นรูปแบบในการต่อสู้คดีโฮปเวลล์นั้น พบว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเริ่มจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ถูกฟ้อง จากบริษัทต่างชาติขอเรียกค่าเสียหายประมาณ 8,000 ล้านบาท และอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยให้ กทพ.จ่าย แต่ กทพ.ไม่ยอมจ่าย เอกชนจึงนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล ปรากฏศาลแพ่งชั้นต้น (ยังไม่มีศาลปกครอง) พิพากษาให้ กทพ.ต้องจ่ายค่าเสียหายประมาณ 10,000 ล้านบาท ต่อมาอัยการจึงตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวขึ้นมา ในคราวแรกได้มีแนวทางที่จะชดใช้เงินแก่เอกชน เพราะคำนึงถึงดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน แต่ทางคณะทำงานไม่เห็นด้วย เนื่องจากถ้าจ่ายในเวลานั้น กทพ.ต้องกู้เงินมาจ่ายและต้องเสียดอกเบี้ย รวมทั้งยังมองว่าหากสู้คดีต่อไปในชั้นศาลฎีกา อาจมีโอกาสชนะ

หลังจากนั้นจึงมีการรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบคุณสมบัติของอนุญาโตตุลาการแล้วพบว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายรายกระทำการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทต่างชาติ คณะทำงานจึงได้นำข้อมูลดังกล่าวเสนอต่อศาล ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้องในที่สุด.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าโง่โฮปเวลล์ทุจริตรื้อคดีอุทธรณ์ชดใช้ค่าเสียหายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้