ข่าว
100 year

มุมมองรัฐ-เอกชนรับมือ "สงครามค่าเงิน" สึนามิลูกใหม่ถล่มซ้ำสงครามการค้า

ไทยรัฐฉบับพิมพ์12 ส.ค. 2562 05:05 น.
SHARE

6 ก.ค.2562 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เริ่มต้น “สงครามการค้า” ด้วยการประกาศพิกัดอัตราภาษีศุลกากรใหม่ เพื่อเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอัตรา 25% ซึ่งจีนตอบโต้ด้วยการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯด้วยอัตราภาษีและมูลค่าเดียวกัน

10 ก.ค.2562 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) กำหนดให้บริษัทจีน 44 แห่ง มีความเสี่ยงมากต่อความมั่นคงภายในประเทศ เท่ากับเป็นการแบล็กลิสต์บริษัทเหล่านี้

23 ส.ค.2562 สหรัฐฯเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นครั้งที่ 2 มูลค่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และจีนตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 16,000 ล้านเหรียญเช่นกัน หลังการเปิดเจรจาเพื่อยุติการกีดกันทางการค้าระหว่างกันไม่เป็นผล

24 ก.ย.2562 สหรัฐฯเริ่มเก็บภาษีสินค้าประเภท 3 เพิ่มขึ้น 5% และ 10% และจีนประกาศตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน และ 10 พ.ค.2562 สหรัฐฯประกาศขึ้นภาษีสินค้าประเภท 3 จากจีนอีกครั้งเพิ่มขึ้นจากอัตรา 10% เป็น 25% มูลค่า 200,000 ล้านเหรียญ โดยจีนประกาศจะตอบโต้เท่าที่จำเป็น

15 พ.ค.2562 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) ห้ามไม่ให้บริษัทโทรคมนาคมสหรัฐฯติดตั้งอุปกรณ์ที่ผลิตโดยต่างชาติที่เป็นภัยต่อความมั่นคง โดยบริษัท Huawei และบริษัทลูกของ Huawei อีกหลายสิบบริษัทเป็นบริษัทที่อยู่ใน “Entity list” ที่ต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐฯก่อนติดตั้ง

2 ส.ค.2562 สหรัฐฯประกาศเพิ่มการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตรา 10% กับสินค้ากลุ่มที่เหลืออยู่ 300,000 ล้านเหรียญ โดยจะเริ่มในวันที่ 1 ก.ย.2562 เป็นต้นไป

5 ส.ค.2562 ทางการจีนปรับค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าหลุดระดับ 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 11 ปี และสหรัฐฯระบุว่าจีนเป็นประเทศที่มีการบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulation) และประกาศพร้อมที่จะตอบโต้ “เกมค่าเงิน” หากมีความจำเป็น

ทั้งหมดนี้เป็นสรุปสถานการณ์สำคัญๆจาก “สงครามการค้า” ที่ทุกฝ่ายกำลังวิตกว่าจะลุกลามสู่ “สงครามค่าเงิน” และเมื่อวิกฤติการค้าและวิกฤติเงินทุนเคลื่อนย้ายผสมโรงกัน จะกลายเป็น “สึนามิลูกใหญ่” ถล่มเศรษฐกิจทั่วโลก

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องถึงพัฒนาการที่จะเกิดขึ้นกับสงครามการค้าและสงครามค่าเงิน รวมทั้งผลกระทบที่จะมีต่อประเทศไทย รวมทั้งมาตรการรับมือ...ดังนี้

นายดอน นาครทรรพ
ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“ณ จุดนี้ มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในปัจจุบัน ยังไม่ได้พัฒนาจากสงครามการค้าไปถึงขั้นสงครามค่าเงิน อย่างหลังต้องเห็นสหรัฐฯกับจีนแข่งกันลดค่าเงิน ซึ่งอย่างน้อยในระยะ 2-3 เดือนข้างหน้า ยังไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น”

อย่างไรก็ดี การที่สหรัฐฯประกาศว่าจีนเป็น currency manipulator หรือประเทศที่บิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยน โดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน (“ทรัมป์” อาศัยอำนาจตามกฎหมายปี 2531 เนื่องจากจีนไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายปัจจุบัน) ทำให้โอกาสที่สถานการณ์จะบานปลายไปเป็นสงครามค่าเงินในระยะต่อไปมีสูงขึ้น และการประกาศดังกล่าวถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีน

ทั้งนี้ แม้ว่าประกาศในตัวของมันเองจะเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์ แต่ตามกระบวนการจริงหลังจากประกาศว่าประเทศใดเป็น currency manipulator สหรัฐฯจะต้องร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เจรจากับประเทศคู่กรณีให้ปรับพฤติกรรม ถ้าตกลงกันไม่ได้ภายในหนึ่งปี สหรัฐฯจึงจะตอบโต้โดยการจำกัดสิทธิการค้าและการทูต แต่รอบนี้ สหรัฐฯ ได้ดำเนินการหลายอย่างไปก่อนหน้าแล้ว ทั้งการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า และการแบน (ban) ธุรกิจจีน

ประเด็นสำคัญ คือ การประกาศว่าจีนเป็น currency manipulator เป็นการเพิ่มความชอบธรรมให้กับมาตรการภาษีที่สหรัฐฯใช้กับจีน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงว่าสหรัฐฯอาจจะไม่หยุดแค่การขึ้นภาษีเพียง 10% กับสินค้านำเข้าจากจีนที่เหลือประมาณ 300,000 ล้านเหรียญ ที่กำหนดไว้ในวันที่ 1 ก.ย.ที่จะถึงนี้

ส่วนนี้จะซ้ำเติมทำให้เศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่อยู่แล้วแย่ลงไปอีก นอกจากนี้ เป็นการเปิดช่องทางกฎหมายให้สหรัฐฯเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในการตอบโต้ (countervailing intervention) ได้

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นคาดว่าถ้าไม่ถึงที่สุด สหรัฐฯคงไม่ใช้มาตรการแทรกแซงค่าเงินตามที่กฎหมายเปิดช่องไว้ การประกาศครั้งนี้น่าจะเป็นแค่การปรามจีนที่ปล่อยเงินหยวนทะลุระดับจิตวิทยาที่ 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ว่า ถ้าจีนเล่นกับค่าเงิน สหรัฐฯก็พร้อมที่จะเล่นเกมเดียวกัน อย่างไรก็ดี ขึ้นชื่อว่า “ทรัมป์” (ซึ่งตามกฎหมายสหรัฐฯมีอำนาจเต็มในการสั่งการแทรกแซงค่าเงิน) แล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ

ขณะที่จีนเองก็น่าจะพยายามหลีกเลี่ยงการปล่อยให้หยวนอ่อนค่าอย่างมีนัยจากระดับปัจจุบัน เนื่องจากอาจนำไปสู่การไถลของค่าเงิน และการไหลออกของเงินทุนภาคเอกชนที่ควบคุมได้ยาก เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2558 ที่จีนต้องเสียเงินสำรองไปมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญ ในการรักษาเสถียรภาพค่าเงิน

อย่างไรก็ดี จีนอาจต้องยอมปล่อยค่าเงินให้อ่อนลงเพื่อทอนผลของภาษี ในกรณีที่สหรัฐฯปรับเพิ่มอัตราภาษีของสินค้า 300,000 ล้านเหรียญจาก 10% เป็น 25% ซึ่งถ้าจีนทำแบบนั้น สองประเทศคงหนีไม่พ้นทั้งสงครามการค้าเต็มรูปแบบ และสงครามค่าเงิน ส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก

แนวโน้มที่ไม่สดใสของเศรษฐกิจโลก เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบเหนือความคาดหมายของตลาดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับไทยเอง แม้ ธปท.จะไม่ได้ทำประมาณการเศรษฐกิจใหม่ในการประชุมรอบล่าสุดของกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แต่ตัวเลขเศรษฐกิจเดือน มิ.ย.ที่แย่กว่าคาดมาก ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่สืบเนื่องจากสถานการณ์ล่าสุด ชี้ถึงความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าจะขยายตัวต่ำกว่าประมาณการที่ 3.3% และ 3.7% อย่างมีนัยสำคัญ จึงนำไปสู่การตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ แม้ กนง.จะเห็นพ้องกันว่าความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินไทยจากอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นที่น่ากังวล

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

ในมุมมองของผม การอ่อนค่าของสกุลเงินหลายประเทศในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะค่าเงินหยวนของจีนในช่วงนี้ ยังไม่ได้พัฒนาการแปรเปลี่ยนจาก “สงครามการค้า” มาเป็น “สงครามค่าเงิน” อย่างชัดเจน แต่มองการอ่อนของค่าเงินเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นสำคัญ

นับตั้งแต่สหรัฐฯเริ่มทำสงครามการค้ากับหลายประเทศในต้นปี 2561 ถึงปัจจุบัน ดัชนีชี้วัดเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นประมาณ 10% เนื่องจากสหรัฐฯเป็นประเทศยักษ์ใหญ่เพียงแห่งเดียวที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง สะท้อนผ่านตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และดัชนีชี้วัดภาคการผลิต (PMI) ยังอยู่ในเกณฑ์ขยายตัว นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีนอยู่ในภาวะหดตัวทั้งสิ้น ขณะเดียวกันในช่วงนั้นธนาคารกลางสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ทั้งปรับขึ้นดอกเบี้ยและการลดงบดุล แต่ขณะที่ประเทศอื่นๆยังคงผ่อนคลายอยู่

สำหรับประเทศจีนก็เช่นกัน เงินหยวนที่อ่อนค่าเป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง โดยจีนเคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึงเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2540 แต่ทยอยลดลงจนเหลือเพียง 0.4% ในปี 2561 และมีแนวโน้มจะพลิกมาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดใน 3-5 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ จากรายงาน “External Sector Report 2019” ของ IMF ยังสรุปว่า ค่าเงินหยวนยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง (Real Effective Exchange Rate) ไม่ได้แข็งค่าเกินจริง หรืออ่อนค่าเกินจริง

ดังนั้น ผมจึงมองการลดดอกเบี้ยของหลายประเทศในช่วงนี้ ไม่ใช่เป็นการแข่งขันกันลดค่าเงิน แต่เป็นการลดเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากผลกระทบของสงครามการค้า

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยคาดว่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจไม่ให้ถลำลึกลงไปแล้ว ยังทำให้การประเมินมูลค่าหุ้นมีความน่าสนใจขึ้น โดยผ่านต้นทุนเงินทุนหรืออัตราคิดลดที่ลดลง และขณะเดียวกันทำให้ผลตอบแทนในตลาดหุ้นมีความน่าสนใจขึ้นเมื่อเทียบกับผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ หรือที่เราเรียกว่า “Earning Yield Gap”

ส่วนการรับมือในภาวะค่าเงินผันผวน ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกหรือผู้ที่ต้องทำธุรกรรมเกี่ยวเนื่องกับอัตราแลกเปลี่ยน ควรเลือกทำประกันความเสี่ยงเพื่อล็อกต้นทุนหรือรายได้ไว้ ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไร เพราะตลาดค่าเงินคาดเดาได้ยาก เปลี่ยนแปลงหรือรับผลกระทบที่ไวมากจากข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้น

“สิ่งที่ผมห่วงมาก คือ สงครามการค้าที่จะนำไปสู่การแย่ลงของเศรษฐกิจ ดังนั้น ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือคลื่นกระแทกรอบใหม่ หาก 2 ยักษ์ใหญ่ยังเลือกทำสงครามเศรษฐกิจต่อกันผ่านการกีดกันทางการค้า”

นายปรีดี ดาวฉาย
กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และประธานสมาคมธนาคารไทย

มองจากทิศทางตลาดการเงิน การลดค่าเงินหยวนของจีนถือเป็นการทดสอบตลาดและดูทีท่าของสหรัฐฯ ว่าจะใช้มาตรการใดในระยะถัดไป แต่ค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงมีผลต่อทิศทางค่าเงินสกุลภูมิภาคให้อ่อนค่าลงตาม

สำหรับค่าเงินบาท ในบางจังหวะเวลาจะยังแข็งค่าสวนทางกับค่าเงินในภูมิภาค เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ระดับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศยังอยู่ในระดับที่สูง ซึ่งยอมรับว่าทิศทางดังกล่าวจะมีผลต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่คู่แข่งอย่างฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีทิศทางค่าเงินที่อ่อนค่าลงตามค่าเงินหยวน

อย่างไรก็ตาม มาตรการที่จะนำมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น คงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่ตามมา ด้วยลักษณะเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กแบบเปิด การทำนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนจึงทำได้อย่างจำกัด เนื่องจากหากทำมากเกินไปก็จะเปิดช่องให้เกิดการเก็งกำไรค่าเงิน ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลง.

ในขณะที่การลดดอกเบี้ยนโยบาย การประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 1.5% ที่ผ่านมา ช่วยให้ค่าเงินบาทก็อ่อนค่าลงทันทีจาก 30.75 บาท มาเป็น 30.88 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยนโยบายคงทำได้อีกไม่เกิน 0.50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.50% และระดับต่ำสุดที่เคยมีมาอยู่ที่ 1.25%

ทั้งนี้ จากแนวโน้มสถานการณ์สงครามการค้าที่มีความเสี่ยงจะรุนแรงมากขึ้น และแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ที่จะอ่อนค่าลงไปอีก ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแรงกดดันให้แข็งค่าต่อไป ทำให้การลดดอกเบี้ยอีก 0.50% อาจไม่เพียงพอที่จะพยุงสถานการณ์ทั้งค่าเงินบาท และการส่งออกไทยที่ทรุดตัวลงเร็วจากการค้าโลกที่ชะลอลงอย่างมาก ทำให้หากเงินบาทยังคงอ่อนค่าไม่ได้มากนักเมื่อเทียบกับสกุลอื่นๆในภูมิภาค อาจจะต้องพิจารณาใช้มาตรการการคลังเข้าไปช่วยภาคส่งออกเพิ่มเติมด้วย

น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์
ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)

ขณะนี้คงยังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าเป็น “สงครามค่าเงิน” เพราะยังไม่เห็นว่าสหภาพยุโรป หรือประเทศอื่นๆ จะใช้นโยบายค่าเงินอ่อนตาม แต่ที่กังวล “สงครามค่าเงิน” อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตหากค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลงอีกจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ และสหรัฐฯตอบโต้ด้วยการทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงตาม รวมถึงหากใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ปั๊มเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องเหมือนเมื่อปี 2556 และลดดอกเบี้ยนโยบายอีก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน ก็จะทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่ามากขึ้น

“กลัวว่าค่าเงินบาทจะกลับไปแข็งค่าเหมือนเมื่อปี 2556 ที่แข็งค่ากว่า 28-29 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งขณะนั้นการส่งออกไทยยากลำบากมาก แต่ผู้ส่งออกพยายามสู้เพื่อให้ส่งออกไม่ลดลงมาก แต่วันนี้ภาพผิดกัน เพราะมีสงครามการค้าเข้ามาซ้ำเติม ทำให้ผู้ผลิตทั้งโลกได้รับผลกระทบรวมถึงไทย ยิ่งถ้าไทยยังมีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าผู้ส่งออกไทยจะขายของได้ยากขึ้น ที่สำคัญค่าเงินหยวนยังอ่อนค่าลงอีก การส่งออกไทยก็จะยิ่งสาหัส”

นอกจากนี้ หากจีนนำสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯไม่ได้มาดัมพ์ตลาด หรือส่งออกไปประเทศต่างๆในราคาต่ำ โดยเฉพาะในอาเซียน และไทย จะทำให้ไทยส่งออกไปตลาดอาเซียนที่มีสัดส่วนสูงถึง 25% ของการส่งออกโดยรวมของไทย ได้รับผลกระทบหนัก และจะฉุดให้การส่งออกไทยในภาพรวมลดลงด้วย 

สรท.ต้องการสะท้อนปัญหาเหล่านี้ให้กับหน่วยงานภาครัฐรับทราบ เพื่อป้องกันเงินร้อนไม่ให้เข้ามาพักในไทย ไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากขึ้นกว่านี้ ขณะเดียวกันภาคเอกชนก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง โดยลดต้นทุนด้านต่างๆลง เพื่อให้สามารถลดราคาสินค้าลงได้ ช่วยลดผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า และสงครามการค้าได้ส่วนหนึ่ง เพราะถ้าลดต้นทุนไม่ได้ แล้วยังมีปัญหาบาทแข็ง อาจจะประสบปัญหาขาดทุน หรือถึงขั้นเจ๊งได้ในที่สุด รวมถึงทำประกันความเสี่ยงค่าเงินด้วย ขณะที่การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยังไม่เห็นภาพชัดเจนว่า ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้จริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม สรท.ยังยืนยันเป้าหมายมูลค่าการส่งออกไทยปีนี้ขยายตัวที่ติดลบ 1% ถึง 0% แม้กระทรวงพาณิชย์ยังยืนยันที่โต 3% จากปีก่อน แต่ถ้าปัจจัยลบต่างๆยังรุนแรงขึ้น โดยสงครามการค้ายังไม่จบ ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ภัยแล้งทำให้สินค้าเกษตรเสียหาย การส่งออกไทยปีนี้อาจลบมากกว่า 1% ได้

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน เริ่มเปิดฉากระลอกใหม่ หลังการเจรจาก่อนหน้านี้ไม่มีความคืบหน้า และอาจลุกลามบานปลายกลายเป็น “สงครามค่าเงิน” ได้ และหากเกิดขึ้นจริงก็จะส่งผลกระทบขนาดใหญ่รุนแรงไปทั่วโลก เหมือนทุกประเทศถูก “คลื่นยักษ์สึนามิทางการเงิน” ไปพร้อมๆกัน ซึ่งผลกระทบก็จะแตกต่างกันไปตามสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

สำหรับผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย จากผลการศึกษาของ ส.อ.ท. ประเมินว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้น แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ ผลกระทบทางด้านลบ และผลกระทบทางด้านบวก โดย ส.อ.ท.ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมส่งสัญญาณไปยังสมาชิกให้รับทราบความคืบหน้าตลอดเวลานับตั้งแต่สงครามการค้าเริ่มก่อหวอดขึ้นมา

“ผลกระทบทางด้านลบต่อประเทศไทยจะเริ่มเห็นได้ชัดจากภาคธุรกิจท่องเที่ยว เริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนปรับตัวลดลงประมาณ 4% นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา และรายได้จากนักท่องเที่ยวที่สูญหายไป ส่งผลกระทบรุนแรงต่อรายได้ของประเทศ เพราะนักท่องเที่ยวจีนมีอัตราการใช้จ่ายระหว่างการท่องเที่ยวต่อหัวประมาณ 50,000-55,000 บาทต่อหัวต่อทริป ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมาก”

ขณะเดียวกัน ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมในพื้นที่กรุงเทพฯที่ก่อนหน้านี้ ไม่ต่ำกว่า 50 โครงการ ประกาศลงทุนก่อสร้าง โดยเน้นจับกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงระดับบน ก็เริ่มเห็นสัญญาณว่าลูกค้ามีการทิ้งดาวน์คอนโดประมาณ 10% ของยอดจองรวม แต่ยังไม่ถึงขั้นเกิดฟองสบู่แตก ขณะที่หลายๆโครงการคืนเงินลูกค้าที่วางเงินดาวน์ก่อนหน้านี้ เพราะไปไม่รอด ยอดขายไม่ได้ตามเป้าหมาย จึงล้มโครงการเพื่อความอยู่รอด

ส่วนผลกระทบทางด้านบวก สงครามการค้าระหว่างสองประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้บริษัทที่มีฐานการผลิตในจีนเตรียมย้ายฐานการผลิตระลอกใหม่ โดยมีเป้าหมายคือ อาเซียน รวมทั้งไทยก็เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศเป้าหมายของการตั้งโรงงานผลิตแห่งใหม่ๆ โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศจีนและญี่ปุ่น และก่อนหน้านี้บริษัทญี่ปุ่นและจีนบางส่วนมีการย้ายฐานมาจากจีนมายังไทยก่อนหน้านี้แล้ว

และจุดหมายปลายทางของนักลงทุนที่จะอพยพหนีภัยสึนามิสงครามการเงินโลกรอบนี้เข้ามาในไทยคือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

นายอุตตม สาวนายน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ส่งท้ายด้วยการรับมือสถานการณ์การกีดกันทางการค้า และความผันผวนของค่าเงินบาทของรัฐบาล

ความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกที่รุนแรง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบหนักต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจของไทยอย่างมาก ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังหารือกับภาคอุตสาหกรรม ธปท. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อดูแลด้านการเงินการคลังของประเทศ

“โจทย์ใหญ่ของคณะกรรมการฯชุดนี้ คือ การดูแลเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศ ไม่ให้ปัจจัยใดๆก็ตามส่งผลกระทบ ทำให้เสถียรภาพการเงินประเทศสั่นคลอนจนคนขาดความเชื่อมั่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน รวมทั้งอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เพื่อจะได้กำหนดแนวทางช่วยกันแก้ไขต่อไป”

ขณะที่กรณีค่าเงินหยวนของจีนที่อ่อนตัวลงในตลาดโลกนั้น ไทยจะต้องดูภาพรวมค่าเงินต่างชาติที่เข้ามาค้าขายกับไทยทั้งหมดว่า ไทยจะได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง โดยจะไม่โฟกัสเฉพาะค่าเงินหยวนของจีนที่อ่อนค่าลงเพียงอย่างเดียว เพราะไทยมีการค้าขายและส่งออกกับหลายประเทศ และจะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงทางการค้าทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นเพื่อเตรียมรับมือด้วย

“ปัจจุบันภาคเอกชนของไทยก็ไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ มีการออกไปหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อทดแทนตลาดเดิมที่อาจส่งออกไม่ได้ เพราะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น รวมทั้งสงครามค่าเงินที่ดูแล้วอาจจะลากยาวและใช้เวลานานกว่าจะคลี่คลาย รวมทั้งยังคอยสอดส่องว่า แต่ละประเทศมีการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยหรือประเทศไหนย้ายฐานการผลิตออกไปบ้าง เพื่อเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหากภาคการผลิต ภาคแรงงาน และการส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

โดยสิ่งที่ทำได้ในขณะนี้คือการเร่งเติมเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี เพื่อกระตุ้นภาคการส่งออกให้ขยายตัวมากที่สุด หลังจากชะลอตัวมาหลายเดือน.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สงครามการค้าสงครามค่าเงินวิกฤติเงินทุนเศรษฐกิจโลกสงครามการค้าจีน-สหรัฐค่าเงินบาทสกู๊ปเศรษฐกิจข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้