ข่าว
100 year

ชำแหละจุดอ่อนนโยบายรัฐบาล หวั่นเทคโนโลยีพลิกผัน ทำคนตกงานกราวรูด

ไทยรัฐออนไลน์22 ก.ค. 2562 14:12 น.
SHARE

นักเศรษฐศาสตร์ ชี้ นโยบายเร่งด่วนรัฐบาล ยังขาดมิติ รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ หวั่นเทคโนโลยีทำคนตกงาน แนะส่งเสริมเอกชนลงทุนในประเทศ ชดเชยรายได้ส่งออก-ท่องเที่ยว พร้อมหนุนเพิ่มสวัสดิการประชาชน ควบคู่ปฏิรูปภาษี

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ประเมินนโยบายเร่งด่วน 12 ด้าน ภายใต้กรอบคิด 24 กรอบ และนโยบายระยะยาวต่อเนื่อง ว่า โดยภาพรวมแล้ว นโยบายเร่งด่วนส่วนใหญ่ของรัฐบาลจะเป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาล คสช. และนำนโยบายบางส่วนของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลมารวมอยู่ด้วย นโยบายเร่งด่วนยังขาดมิติและขาดการมุ่งเป้าไปที่การรับมือความท้าทายจากการขยายวงของลัทธิกีดกันทางการค้าและสงครามทางการค้า โดยเฉพาะล่าสุดเกิดข้อพิพาททางการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ฝรั่งเศสกับสหรัฐฯ เป็นต้น

นอกจากนี้นโยบายเร่งด่วนยังขาดมาตรการมองไปข้างหน้าในการรับมือความท้าทายจากเทคโนโลยี ดิสรัปชัน ส่งผลต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และตลาดแรงงานในระยะสั้น โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในปีนี้และปีหน้า จะมีธุรกิจจำนวนหนึ่งต้องเลิกกิจการจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีแบบพลิกผันและพฤติกรรมผู้บริโภค จะมีคนจำนวนไม่น้อยต้องถูกออกจากงาน ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องมีมาตรการและนโยบายรองรับอย่างชัดเจน ต้องมีการส่งเสริมให้เกิดการแปรเปลี่ยนพลิกโฉมภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยและแรงงานไทย ให้สอดรับกับระบบเศรษฐกิจโลกที่เป็นดิจิทัล อีโคโนมี ให้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ควรมีมาตรการสร้างความปรองดอง ลดความขัดแย้งด้วยกระบวนการเจรจาหารือและการมีส่วนร่วม ควรมีมาตรการส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม กำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ “สถาบันหลัก” ของชาติมาเป็นเครื่องมือใส่ร้ายป้ายสีและการทำลายล้างกันทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำดังกล่าวต้องไม่เกิดจากบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ นโยบายและมาตรการดังกล่าวจะทำให้เกิดความมั่นคงต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองอันเป็นพื้นฐานที่จำเป็นต่อภาคการลงทุน

ทั้งนี้สงครามทางการค้าที่ขยายวงมากขึ้นและเริ่มส่งผลสั่นคลอนต่อระบบการค้าเสรีของโลกจะส่งผลอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย ภาคส่งออกหดตัว รัฐบาลจึงต้องมีนโยบายส่งเสริมให้เอกชนไทยลงทุนในประเทศเพิ่มเติม แทนการออกไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปจากภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว รวมถึงควรดูแลผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วมที่มีต่อประชาชนฐานรากในภาคชนบทด้วย

ส่วนนโยบายการต่อยอดและเพิ่มสวัสดิการต่างๆ ให้กับประชาชนเป็นนโยบายที่ดีและเป็นประโยชน์ แต่ต้องพัฒนาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนนโยบายพักหนี้ต้องทำควบคู่กับการยกระดับรายได้และขยายโอกาส ลดอำนาจผูกขาดในระบบ เพิ่มการแข่งขันและเปิดกว้างเปิดพื้นที่ในการทำมาหากินของประชาชนและธุรกิจรายเล็กรายย่อยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนโยบายทางด้านสวัสดิการต่างๆ ไม่ว่าต่อยอดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เรียนฟรี สวัสดิการมารดาประชารัฐ หรือนโยบายประกันราคาพืชผลสินค้าเกษตรจะยังสามารถทำได้ในขณะนี้ และอาจยังไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังในอนาคตอันใกล้ แต่จำเป็นต้องการปฏิรูประบบภาษีและระบบงบประมาณเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวและประเทศไทยควรพัฒนาสู่ความเป็นระบบรัฐสวัสดิการในอนาคต

“การจะเกิดระบบรัฐสวัสดิการขึ้นได้ ต้องเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและการเมือง จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ดีขึ้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจจะลดลงอย่างชัดเจน แต่ประเทศที่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการ ต้องมีสัดส่วนของรายได้ภาษีต่อจีดีพีไม่ต่ำกว่า 40-50% และมีรายจ่ายทางด้านสวัสดิการสังคมต่อจีดีพี 25-30% ขึ้นไป ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพี 15-18% เท่านั้น ซึ่งไทยยังจำเป็นต้องปรับโครงสร้างงบประมาณโดยลดสัดส่วนของงบประจำลงด้วยการปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่ซ้ำซ้อนและสิ้นเปลือง ป้องกันการทุจริตรั่วไหล ไม่ให้เกิดการสูญเสียเงินสาธารณะจากการชดเชยค่าโง่ต่างๆ เป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายหรือการทำสัญญาสัมปทานที่ไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม หรือเอื้อต่อเอกชนนักลงทุนโดยไม่สุจริต”

สำหรับนโยบายระยะยาวนั้นควรยึดตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งต้องทบทวนและจัดทำใหม่โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน นโยบายระยะยาวต้องเน้นไปที่พันธกิจ ภารกิจของรัฐบาลแบบบูรณาการ และทำงานโดยสร้างเครือข่ายมากกว่าการทำงานตามนโยบายภายใต้อำนาจหน้าที่รายกระทรวง โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอีก 10-15 ปีข้างหน้า มีประชาธิปไตยที่มั่นคง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยกระทรวงที่จะมีบทบาทสำคัญในการทำให้นโยบายระยะยาวและยุทธศาสตร์บรรลุเป้าหมาย คือ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง เป็นต้น

“สุดท้ายควรมีการกำหนดไว้ในนโยบายรัฐบาลว่า จะจัดให้มีการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและแก้ไขเนื้อหาในส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง”.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นโยบายรัฐบาลชำแหละนโยบายรัฐบาลจุดอ่อนนโยบายรัฐบาลบัตรสวัสดิการผลกระทบเทคโนโลยีเทคโนโลยีทำคนตกงานข่าวร้อนข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้