ข่าว
100 year

เกมแย่งชิงพืชเศรษฐกิจ ปลดล็อก กัญชาผูกขาด

ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 ก.ค. 2562 05:10 น.
SHARE


“กัญชา”กลาย เป็นพืชสร้างประเด็นร้อน “โลกแตก” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยโต้แย้งกันแบบไม่มีวี่แววสิ้นสุดง่ายๆ ต่างฝ่ายต่างหาข้อดี ข้อเสีย มาสนับสนุนข้อมูลฝ่ายตัวเอง ให้เกิดความน่าเชื่อถือ แต่มีความพยายามที่จะคลำหาทางออกบทสรุปทิศทาง...“ปลด เสรี” หรือ “ไม่ปลด เสรี”!

ข้อถกเถียงเรียกร้อง “กัญชา” ปลดล็อกออกจากยาเสพติดให้โทษประเภท 5 นำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์รักษาผู้ป่วยที่มีดีกว่าขึ้นบัญชีเป็นยาเสพติดไว้ แถมยังมีโอกาสทางการพัฒนายาสมุนไพรไทย ในด้านการแพทย์ ยารักษาโรค ที่ไม่พึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศ

สาเหตุมาจากความเห็นไม่ตรงกัน ในวงการแพทย์มีความจำเป็น ใช้กัญชาไปในประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเรื่องสุขภาพ...ส่วนอีกฝ่าย คือ “นักลงทุน” มีทั้งผู้ที่อาจเสียโอกาส และผู้ที่กำลังเข้ามาฉกฉวยโอกาส คอยเป็น “เงาอยู่เบื้องหลัง” ปลุกปั่นกระแส คอยดึงเวลา หวังกินรวบพืชเศรษฐกิจ เพราะธุรกิจนี้มีอนาคต และมูลค่ามหาศาล

เมื่อใด...“กัญชาถูกปลดล็อก” อาจเป็นเรื่อง “ธุรกิจ ผูกขาด” เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนการรักษา “โรคภัย...สุขภาพ” อาจถูกมองข้ามกลายเป็นเรื่องรองลงมา

รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพฯ ในฐานะกรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย ให้ข้อมูลเชิงรัฐศาสตร์ว่า อดีตกัญชาเกิดขึ้นอย่างเสรี ต่อมากลับถูกหน่วยงานรัฐนำโซ่ตรวนมาล็อกเสมือนเป็นนักโทษอาชญากรร้ายแรง และถูกจองจำ ไม่ให้นำออกมาใช้สรรพคุณประโยชน์ กระทั่งเกิดกระบวนการทางสังคม กดดันหน่วยงานรัฐ เรียกร้องให้ปลดล็อกโซ่ตรวนนั้นออกจากกัญชา

และมีความพยายามปลดล็อก แบบผักชีโรยหน้า คือ ปลดล็อกแบบนักโทษชั้นเลว กลายเป็นนักโทษชั้นดี แต่ความจริงกัญชายังมีโทษความผิด 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังไม่ได้พ้นโทษออกมาสู่สังคมอย่างเสรีภาพ

ย้อนไปในช่วง “กัญชา” มีความรุ่งเรือง เคยค้นพบโครงกระดูกของมนุษย์ประมาณ 1 หมื่นปีที่แล้ว อยู่คู่กับเศษเรซิ่นของกัญชา ที่หลงเหลือจากการเผาไหม้ มีการสันนิษฐานว่า มนุษย์ในยุคนั้นใช้กัญชา เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตประจำวัน

แม้แต่ในยุคล่าอาณานิคมตะวันตก “กัญชง กัญชา” ถูกนำมาใช้ประโยชน์เป็นเครื่องนุ่งห่ม เครื่องบำรุงผิวพรรณ รวมถึงนำเมล็ดกัญชง ผลิตเป็นอาหารประทังชีวิต ถือว่ามีความสัมพันธ์กับชีวิตของมนุษย์

แบบใกล้ชิดยาวนานมาก อีกอย่าง...ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยใช้เป็น “ยุทธปัจจัย” นำมาทอเป็นเชือก หรือใบเรือ ทำให้มีความแข็งแรงทนทานต่อการกัดกร่อนของเกลือจากทะเล แม้แต่เอกสารทางประวัติศาสตร์

เช่น คำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ยังถูกกล่าวขานว่าเขียนลงบนกระดาษที่ผลิตจากใยกัญชาด้วยซ้ำ

แสดงให้เห็นว่า กัญชง กัญชา มีการใช้กันทั่วไปอย่างเสรี ตั้งแต่คนยุคหินมาถึงยุคปัจจุบัน ในแหล่งวัฒนธรรมประเพณีของคนโบราณ...

มายุคนี้เปรียบเสมือนแสงแดดแผ่กระจายไปทุกพื้นที่ “ไม่เลือกที่รัก มักที่ชัง” ทุกพื้นที่ต้องได้รับแสงแดดเท่าเทียมกัน แต่ภาครัฐกำลังปิดบังแสงแดด ไม่ให้ไปถึงทุกพื้นที่ เช่นเดียวกับกัญชง กัญชา ถูกใช้กันมานานหลายชั่วอายุคน ในวันนี้กลับถูกปิดกั้น ไม่ให้ใช้ประโยชน์...

บรรดานักลงทุนผูกขาดทั้งหลาย มีความพยายามปลุกปั่นกระแส ใส่ร้ายกัญชาเสมือนเป็นสิ่งอันตรายที่เป็นอาชญากรรมรุนแรง...ฆาตกรโหดเหี้ยม ใช้คำชวนเชื่อที่รุนแรงให้เกิดความหวาดกลัวกับสังคม

“สุดท้ายกัญชาต้องกลับมาเป็นนักโทษถูกจองจำและติดพันธนาการ เรื่องทั้งหมดเกิดจาก...การเมือง เชื่อมโยงกับการผูกขาด ไม่ต้องการปลดล็อก เปิดเสรีกัญชา เกรงคนไทยเข้าถึงยาง่าย...พึ่งพาตัวเองได้ ส่งผลให้ไม่ต้องพึ่งนายทุนผูกขาด ไม่ต้องพึ่งพายานำเข้าต่างประเทศ เกิดขัดผลประโยชน์ของบรรดานักลงทุนทั้งหลาย เคลื่อนไหวเดินเกมหวังฮุบพืชเศรษฐกิจนี้...” รสนาว่า

หนำซ้ำ...อุตสาหกรรมผูกขาดนี้ ไม่ต้องการให้กัญชาอยู่ในสังคมอย่างเสรี โดยเฉพาะเรื่องสกัดน้ำมันกัญชารักษาโรงมะเร็ง หรือนำมาดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น

หากปล่อยให้เกิดการพัฒนากัญชาในด้านอุตสาหกรรม หรือการสกัดน้ำมันเป็นยารักษาโรค อาจกลายเป็นพืชเศรษฐกิจ ส่งผลต่อขั้นตอนการผูกขาดลำบาก ทำให้นายทุนเคลื่อนไหวต้องสกัดกั้นไม่ให้เกิดการพัฒนาต่อ...หวังผูกขาดจากภาครัฐในอนาคต

ในปี 2562 ประเทศไทย มีการพูดเรื่องของการปลดล็อกกัญชาในทางการแพทย์ พร้อมกับมีบุคคลต่างชาติ ยื่นความจำนงขอสิทธิบัตรหลายฉบับ ทั้งที่กัญชายังคงเป็นสารเสพติดให้โทษประเภท 5 ภาครัฐเริ่มปลดล็อกเพียงเล็กน้อยแบบ “แทงกั๊ก” เพื่อให้ตัวเองได้มีโอกาสเข้ามาดูแลควบคุมกระบวนการปลูกทั้งหมด

ข้อกังวลมีอยู่ว่า ที่ผ่านมาสมบัติที่เคยเป็นของประเทศ หรือเป็นของประชาชน ภาครัฐต้องเป็นผู้ดูแลทั้งหมด และมักนำสมบัติของชาติ เข้าสู่ระบบ “สัมปทาน” ให้กับ “เอกชน” เป็นผู้ดูแลต่อ...และนี่ก็อาจนำกัญชาเข้าสู่ระบบสัมปทานเช่นเดียวกัน เพราะตั้งเป้าไว้แต่ต้นแล้วว่า การปลูกกัญชาต้องให้อยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่

แม้มีประกาศกฎระเบียบแบ่งให้เกษตรกร สามารถปลูกกัญชาได้ มีเงื่อนไข คือ รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน...แต่มาถึงวันนี้ก็ยังไม่มีกฎระเบียบออกมาชัดเจน

สิ่งที่เห็นชัดเจนว่า ข้อกฎหมายปลดล็อกเรื่องกัญชาที่ออกมานั้น ตามที่องค์การอาหารและยา ประกาศให้เพียง 2 หน่วยงาน สามารถปลูกกัญชา คือ องค์การเภสัชกรรม ปลูกในโรงเรือนแบบปิด และ ม.รังสิต มีสิทธิปลูกได้เพียง 32 ตารางเมตร เพื่อใช้ทางการแพทย์ จะเห็นได้ว่าพื้นที่อนุญาต ไม่มีโอกาสสามารถพัฒนาอะไรได้เลย

เพราะใน 5 ปีแรก ภาครัฐหวังเป็นผู้ผูกขาดเอาไว้ในมืออยู่แล้ว เมื่อไม่สามารถทำประโยชน์ได้ จากนั้นถึงเวลาของการส่งต่อให้กับกลุ่มทุน สร้างประโยชน์ต่อพืชเศรษฐกิจ ผูกขาดเพียงไม่กี่ราย

“กลุ่มทุนผูกขาดนี้...อิงแอบอยู่กับภาครัฐ? กำลังมีแผนอาศัยกติกา และอำนาจของรัฐ หวังให้ตัวเองผูกขาด หากเป็นเช่นนี้ มีกัญชาดีขนาดไหน และมีต้นตำรับกัญชายาวิเศษเพียงใด ประชาชนก็ไม่มีโอกาสเข้าถึงใช้ประโยชน์ ยกเว้นต้องถูกล้วงกระเป๋า ทำให้กลุ่มทุนร่ำรวยเพิ่มขึ้นต่อไป”

มีข้อมูลพบอีกว่า ผู้ลักลอบใช้น้ำมันกัญชา หรือครอบครองกัญชา แบบผิดกฎหมายมากกว่า 1 แสนคน และเข้ามารายงานตัวตาม อย.เปิดลงทะเบียนเพียง 1 หมื่นกว่าคน ส่วนที่เหลือยังเกรงกลัว หากเปิดเผยตัวตน อาจเป็นอันตราย หรือต้องถูกจับจ้องจากหน่วยงานรัฐเป็นพิเศษ เพราะกฎระเบียบไม่ชัดเจน ในเรื่องนิรโทษกรรม...

ดังนั้นต้องเริ่มจากปลดล็อกกัญชาจากการเป็นยาเสพติด และให้ประชาชนปลูกกัญชาอย่างเสรี ในทางการแพทย์ เปิดลงทะเบียนกับหน่วยงานท้องถิ่น คือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เป็นผู้กำกับดูแล ถือว่าเป็นการกระจายอำนาจแทนการผูกขาด

จากนั้นค่อยมีกระบวนการติดตามว่า การปลูกกัญชานั้นใช้ในทางการแพทย์ หรือใช้ในทางสันทนาการ หากผิดวัตถุประสงค์ ก็ลงโทษตามขั้นตอนของกฎหมาย หากแต่โต้แย้งกันในเรื่อง “กัญชา” เป็นสิ่งผิดกฎหมาย มอมเมาประชาชน ก็คงไม่เกิดประโยชน์

อย่ามัวแต่ถกเถียงกันนาน...เวลานี้มีคนรอใช้ยาราคาถูกอีกมากมาย เพราะพวกเขามีความหวัง รอโอกาสอยากมีชีวิตอยู่ต่อกับครอบครัวที่รัก...

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กัญชาปลดล็อกกัญชากัญชาทางการแพทย์รสนา โตสิตระกูลกัญชงใช้กัญชารักษาผู้ป่วยสกู๊ปหน้า1ข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้