ปลดล็อก "กัญชา" เป็นพืชเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายพร้อมผลักดันรัฐสร้างโมเดลธุรกิจชาติ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ปลดล็อก "กัญชา" เป็นพืชเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายพร้อมผลักดันรัฐสร้างโมเดลธุรกิจชาติ

Date Time: 13 เม.ย. 2562 05:01 น.

Summary

ทันทีที่ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” หรือ สนช. มีมติเมื่อเดือน พ.ย.61 จะส่งร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษตามที่สมาชิก สนช. 44 คน

Latest

10 ล้านแรงงานไทยเสี่ยงตกงาน  AI–EV เร่งดิสรัปชันจี้สร้างเศรษฐกิจชุมชน

ทันทีที่ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” หรือ สนช. มีมติเมื่อเดือน พ.ย.61 จะส่งร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษตามที่สมาชิก สนช. 44 คน เสนอไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเพื่อ “ปลดล็อก” กัญชาออกจากยาเสพติดให้โทษประเภท 5 และสามารถใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้

ความปั่นป่วนในสังคมไทยก็เกิดขึ้น เมื่อบรรดาพลพรรคภาคประชาสังคม นักวิชาการ และบุคลากรทางการแพทย์ลุกขึ้นมาคัดค้าน และกดดันให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ไม่รับจดสิทธิบัตรยา หรือสิ่งประดิษฐ์ที่มีสารสกัดจากกัญชา หรือองค์ประกอบที่มีสารสกัดจากกัญชาเป็นส่วนผสม

ทั้งยังกดดันให้ “ยกเลิก” ทุกคำขอที่เกี่ยวข้องกับกัญชาที่ได้ยื่นมาให้กรมแล้วในทันทีด้วย!

เนื่องจากเกรงว่า หากร่างกฎหมายฉบับนี้ ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. และเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. จนถึงขั้นออกเป็นกฎหมายบังคับใช้แล้วล่ะก็ แม้จะสามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในประเทศไทยได้

แต่ในทางกลับกัน อาจทำให้คนไทย นักวิจัย และนักประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิบัตรยา หรือสิ่งประดิษฐ์ใดๆ จากกัญชาทั้งๆที่กัญชาเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองของไทย และกัญชาของไทยติดอันดับพันธุ์ดีที่สุดในโลก

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่ากว่าที่คนไทยจะเริ่มต้นทำงานวิจัย หรือคิดสูตรยาต่างๆจากกัญชา ก็อาจไม่ทันกินคนต่างชาติแล้ว เหตุเพราะในไทย กัญชายังเป็นยาเสพติดอยู่ ทำให้ไม่สามารถนำมาผลิตเป็นยาขาย หรือใช้ประโยชน์ใดๆ ได้ หรือแม้จะผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า ทั้งยังทดลองกับ “มนุษย์” ไม่ได้ด้วย หากยังไม่มีกฎหมายปลดล็อก เช่นในหลายประเทศที่กัญชาถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ หรือแม้กระทั่งนำมาเสพกันได้อย่างเสรีนานแล้ว

ที่สำคัญ กลุ่มที่คัดค้านการจดสิทธิบัตร เห็นว่า การที่กัญชายังเป็นสารเสพติดให้โทษ และผิดกฎหมายในไทยอยู่ การยื่นคำขอจดสิทธิบัตรยา หรือสิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับกัญชา จึงไม่เข้าข่ายได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตรของไทย มาตรา 9 (5) ที่ระบุว่า การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี อนามัย หรือสวัสดิภาพของประชาชน จะไม่ได้รับการคุ้มครอง

ด้านกลุ่มผู้คัดค้าน ยังเกรงว่า หากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดให้มีการรับจดสิทธิบัตร จะทำให้ “เจ้าของ” สิทธิบัตรที่ล้วนแต่เป็นคนต่างชาติ สามารถผูกขาดยา หรือสิ่งประดิษฐ์จากกัญชา ส่งผลให้คนไทย ไม่สามารถผลิตยาจากกัญชาที่ต่างชาติเป็นเจ้าของสิทธิบัตรได้

ทั้งๆที่ในความเป็นจริง หากกัญชาถูกปลดล็อก และหากกรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดสิทธิบัตรจริง คนไทยยังสามารถคิดสูตรยา หรือสิ่งประดิษฐ์ต่างๆจากกัญชาได้ แต่ต้องไม่ “ซ้ำ” กับยา หรือสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว

สำหรับคำขอจดสิทธิบัตรของต่างชาติ ที่ได้ยื่นกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วครอบคลุมการรักษาโรคหลายชนิด ทั้งมะเร็ง โรคจิตประสาท โรคลมชัก รวมถึงการใช้สำหรับระงับปวด เป็นต้น

เมื่อสถานการณ์คัดค้านจดสิทธิบัตรกัญชา “รุนแรง” ขึ้น ถึงขั้นมวลชนกลุ่มต่างๆจะฟ้องร้องกระทรวงพาณิชย์ในทุกเวที พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงได้ออกคำสั่ง คสช. เมื่อวันที่ 28 ม.ค.62 ให้ยกเลิกคำขอจดสิทธิบัตรที่มีสารสกัดจากกัญชา หรือมีสารสกัดจากกัญชาเป็นองค์ประกอบทั้งหมด

มีผลให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องทยอยยกเลิกคำขอตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค.-1 ก.พ.62 รวม 7 คำขอ จากก่อนหน้านี้ที่ได้ใช้อำนาจอธิบดีกรม ทรัพย์สินทางปัญญา สั่งปฏิเสธไปแล้ว 3 คำขอ และอีก 3 คำขอ ผู้ยื่นขอจดได้ละทิ้งเอง ส่งผลให้ทั้ง 13 คำขอ พ้นไปจากระบบทันที

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 ก.พ.62 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ได้มีผลบังคับใช้แล้ว ส่งผลให้กัญชาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ โดยสามารถผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ รักษาผู้ป่วย หรือศึกษาวิจัยและพัฒนาได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากทางการก่อน

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศ 3 ฉบับ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 ก.พ.62 เพื่อนิรโทษกรรมผู้มีกัญชาไว้ในครอบครองก่อนที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้ โดยไม่มีความผิด แต่ให้แจ้งการครอบครองภายใน 90 วัน

รวมถึงยังนิรโทษกรรมผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้เพื่อรักษาโรคเฉพาะตัว ก่อนกฎหมายนี้ใช้บังคับไม่ให้ต้องรับโทษ ส่วนหน่วยงาน หรือบุคคลผู้ครอบครองกัญชาก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัว หรือการศึกษาวิจัย ไม่มีความผิดเช่นกัน

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยกำลังระดมความคิดเห็น ข้อมูล และผลการศึกษาวิจัยทั้งหมดเท่าที่มีในประเทศไทย และต่างประเทศ รวมถึงข้อกฎหมายจากนักกฎหมายและเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อหาทางนำสมุนไพรกัญชามาปลูกในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง และสามารถนำไปสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกประเภทของประเทศไทยได้

ขณะนี้ มหาวิทยาลัย ได้รับความช่วยเหลือ จากบริษัทเบทาโกร ในการนำนักวิทยาศาสตร์ และนักโภชนาการมาช่วยในการค้นคว้าวิจัยสมุนไพรตัวนี้แล้ว ขณะเดียวกันก็เชิญเจ้าของฟาร์มดอกไม้ขนาดใหญ่จากภาคเหนือซึ่งบังเอิญส่งลูกไปเรียนประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อศึกษาเรื่องของกัญชาในสายพันธุ์ต่างๆเป็นการสร้างโอกาสในการนำกัญชามาใช้ในการปรุงยาทดแทนการนำเข้ายาหลายชนิดของประเทศได้

“ทุกคนมองเห็นโอกาสว่ากัญชามีศักยภาพในการเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศได้ แต่ต้องเข้าใจ และทำทุกสิ่งให้ถูกต้องตามกฎหมาย และทำอย่างไรจึงจะทำให้การปลูกกัญชาสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับวงการทางการแพทย์ได้มากที่สุด เพราะสารที่ประกอบกันอยู่ในกัญชานี้ มีอยู่มากที่สามารถนำมาใช้ทดแทนยาชนิดต่างๆ ขณะที่หลายสายพันธุ์ก็สามารถใช้เป็นส่วนผสมของยาแก้ปวด ยาต้านการอาเจียน หรือการแพ้”

ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวด้วยว่า สารในกัญชามี 2 ตัวที่สำคัญคือ ทำให้เกิดความรู้สึกสบาย จิตใจมีความสุข ในกรณีนี้ เราสามารถนำสารดังกล่าวมาใช้ทำประโยชน์ได้ ส่วนสารอีกตัวที่ทำให้เกิดภาพหลอน เห็นหนูเป็นช้าง หรือคิดว่าตัวเองบินได้ อันนี้เป็นอันตราย นำมาใช้ไม่ได้แน่ๆ ส่วนที่ใครต่อใครคิดว่ากัญชาเป็นยาทำให้โรคมะเร็งหายขาด ก็เป็นการเข้าใจผิด เพียงทำให้อาการปวดบรรเทาลงเท่านั้น

ด้าน นายเนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองชื่อดังแห่งบุรีรัมย์ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการผลักดันกัญชาให้เป็นพืชสมุนไพรเศรษฐกิจของประเทศเพื่อปลดหนี้สินเกษตรกรไทย โดยการจัดงานใหญ่ “พันธุ์บุรีรัมย์” ระหว่างวันที่ 19-21 เม.ย.ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ว่า ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่เขาพยายามพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์มากระทั่งสามารถเป็นเมืองกีฬาและบริการ และพ้นจากเมือง 1 ใน 10 ที่ยากจนที่สุดของประเทศได้แล้ว แต่กระนั้นก็ตาม การที่เมืองไม่มีป่า ไม่มีน้ำทะเล หรือภูเขาให้ทำการท่องเที่ยวได้ ก็ต้องให้ชาวบุรีรัมย์ช่วยกัน ครีเอต หรือคิดงานที่สร้างสรรค์เพื่อหารายได้ให้กับเมืองขึ้นมา และใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ และกำไรให้แก่กันและกัน

“เมื่อกัญชาได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถจะใช้เป็นยารักษาโรค เป็นอาหาร และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้ แทนที่รัฐบาลจะเปิดให้มีการใช้กัญชาเพื่อการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์ ก็น่าจะปลดล็อกให้กัญชาสามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจได้ เช่นเดียวกับในหลายประเทศ เช่น “แคลิฟอร์เนีย โมเดล” ซึ่งเพียงปีเดียวคือ 2018 หลังอนุญาตให้คนไปขอปลูกกัญชาได้ ครอบครัวละ 6 ต้น โดยเสียเงินค่าขึ้นทะเบียน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปรากฏว่ารัฐมีรายได้สูงถึง 3,000 ล้านเหรียญ” นายเนวิน กล่าว

และว่า ประเทศไทยใช้กัญชาเป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช และเพิ่งจะมีการนำกัญชาเข้ามาเป็นสิ่งผิดกฎหมายก็เมื่อปี 2505 นี้เอง ทั้งๆที่คุณประโยชน์ของกัญชาไทยมีสูงมาก และจัดเป็นพันธุ์ที่เคยเป็น The best of the best ของโลกเลยก็ว่าได้ “กัญชา” แก้โรคมะเร็งได้ โรคเครียด ออทิสติก พาร์กินสัน และโรคนอนไม่หลับได้ ที่สำคัญ

“ผมเพิ่งไปเจอคนที่ใช้น้ำมันกัญชามา 20 ปีในการรักษาโรค HIV ก็อยากจะบอกครับว่า เมื่อมีข้อพิสูจน์เรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ และการคลังเช่นในหลายประเทศ อย่างที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งปลูกกัญชาได้น้ำมันปีละ 1 กก.ต่อปี คิดเป็นมูลค่า 70,000 บาทแล้ว ประเทศไทยเราจะไม่พิจารณาเรื่องนี้เพื่ออะไร”

ขณะที่ น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ได้ยื่นเรื่องขออนุญาตปลูกกัญชากับกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่เมื่อปี 2559 แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับอนุญาตซึ่งคาดว่า หากรัฐบาลชุดใหม่มีนโยบาย และส่งเสริมให้ปลูกกัญชาได้ ยสท.ก็พร้อมจะปลูกได้ทันที

เพราะเตรียมความพร้อมมาหลายปีแล้ว โดยได้ศึกษารูปแบบการปลูกกัญชามาจากการปลูก “กัญชง” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ ยสท.ศึกษาไว้นานหลายปีแล้ว โดย ยสท.ได้ส่งผลผลิตให้กับบริษัทเอกชนนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยานยนต์ สิ่งทอ และพลังงาน เป็นต้น

สำหรับ “กัญชา” เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากพืชชนิดเดียวกันกับกัญชง เพียงแต่กัญชงจะไม่มีสารเสพติดเหมือนกับกัญชา การปลูกกัญชาจึงมีลักษณะการปลูก และการดูแล ไม่แตกต่างจากกัญชง จึงทำให้ ยสท.มีความเชี่ยวชาญในการเพาะปลูกพืชชนิดนี้มาก

เพราะมีประสบการณ์จากการปลูกกัญชงมาหลายปี ทั้งยังมีนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการเพาะพันธุ์ และการปลูกกัญชาที่จะให้ความรู้กับเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลอีกด้วย ล่าสุดได้มีการเตรียมพื้นที่ในการปลูกกัญชาแล้ว 100,000 ไร่ ในหลายพื้นที่ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย เป็นต้น

ที่ผ่านมา ยสท.ได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อศึกษาการปลูกกัญชง การดูแลรักษา และการแปรรูป อาทิ จีน อิสราเอล เยอรมนี สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ส่วนกัญชา ได้เตรียมตัวที่จะเดินทางไปแคนาดา เพื่อศึกษาพันธุ์ของกัญชาว่า พันธุ์ใดจะให้ผลผลิตได้ดีที่สุด และการแปรรูปกัญชาแบบใดจะเหมาะสมกับกัญชาที่ปลูกในประเทศไทย

“เราพร้อมผลักดันพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ให้เป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อนำสารสกัดที่ได้ส่งออกเป็นอาหารเสริม และยาเพื่อการแพทย์ ขณะนี้กำลังรอทางกระทรวงสาธารณสุขว่า จะอนุญาตให้ ยสท.ปลูกกัญชาแบบถูกกฎหมายได้หรือไม่ ในเวลาเดียวกัน ยสท.ก็พร้อมที่จะสนับสนุนทุกหน่วยงานที่ศึกษาวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์ ซึ่งถ้ามีการอนุญาตให้ปลูกเพื่อผลิตทางการแพทย์จริง คงต้องปลูกในระบบปิด เพราะถ้าเปิดให้ปลูกเสรี อาจจะเกิดความวุ่นวายได้”

สำหรับการปลูกระบบปิดมีหลายแบบ อาทิ เป็นระบบปิดแบบมีรั้ว มีกล้องวงจรปิด หรือทำระบบปิดแบบโรงปลูก เป็นต้น ซึ่งอาจจะต้องมีการลงทุนหลายล้านบาท

“เรายังมีแผนจะส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากการที่ ยสท.ซื้อใบยาสูบลดลง เพราะยอดขายตกต่ำ ให้หันมาปลูกกัญชาทดแทนด้วย ส่วนเรื่องการแปรรูปกัญชา เบื้องต้นได้หารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างศึกษาว่าจะนำไปสกัดเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใดได้บ้าง”.

ทีมเศรษฐกิจ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ