ข่าว
100 year

กกร.ถกวันนี้จี้ ธปท.ดูแล ปัญหาโลกแตกแก้ไม่ตก บาทแข็งแทงใจผู้ส่งออก

ไทยรัฐฉบับพิมพ์6 ก.พ. 2562 09:30 น.
SHARE

บาทแข็งปัญหาโลกแตกกลับมาป่วนใจอีกครั้ง หลังเคลื่อนไหวเฉลี่ย 31.24–31.30 บาท กกร.ล้อมวงปูเสื่อถกเข้มวันนี้ กระทุ้ง ธปท.ดูแลหน่อย เพราะเริ่มได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ส่งออกข้าวที่บางรายขาดทุนแล้ว บ่นบาทไทยแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งทั้งอินโดฯและเวียดนาม

นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันเอกชน (กกร.) ได้แก่ ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย วันที่ 6 ก.พ.นี้ จะมีการหารือถึงภาพรวมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ภาคเอกชนมีความกังวล ว่าจะกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันในการส่งออกของไทย กกร.จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในภาวะสมดุล ที่สอดรับกับภูมิภาคเป็นสำคัญ

“เงินบาทขณะนี้แข็งค่าขึ้นเฉลี่ย 31.24- 31.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ทำให้บางอุตสาหกรรมเริ่มได้รับผลกระทบ โดยแต่ละอุตสาหกรรมจะกระทบแตกต่างกันไป หากอุตสาหกรรมนั้นมีค่าการตลาดหรือมาร์จิ้น (กำไร) ต่ำ ก็ย่อมได้รับผลกระทบสูง ยกตัวอย่างสินค้าภาคการเกษตร ที่มีผลกำไรค่อนข้างต่ำ”

ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า การส่งออกและท่องเที่ยวของประเทศไทย มีสัดส่วนคิดเป็น 60-70% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้นหากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง จะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้ จึงต้องดูอย่างใกล้ชิด

ด้านนายทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโส ส.อ.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ค่าเงินบาทถือว่าค่อนข้างแข็งค่า เมื่อเทียบกับคู่แข่งทางการค้าของไทยในอาเซียน คาดว่ารัฐบาลก็เข้าใจและกำลังติดตามดูแลอยู่ ซึ่งหากเป็นไปได้ต้องการค่าเงินบาทที่อ่อนค่า แต่รัฐบาลต้องดูแลภาพรวมทั้งหมด ดังนั้น ขอให้พิจารณาในจุดที่สมดุล ว่าค่าเงินบาทควรจะอยู่ที่ระดับใดและต้องไม่แตกต่างกับค่าเงินของสมาชิกอาเซียนมากนัก

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กกร.คงจะหารือถึงอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศไทย เพราะช่วงที่ผ่านมา มีการแข็งค่าต่อเนื่อง เพื่อรวบรวมและสรุปแนวทางดำเนินการโดยพบว่าค่าเงินบาท มีอัตราการแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งทางการค้าของไทย ทั้งอินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ

“ขณะนี้สินค้าอาหารแปรรูปเพื่อการส่งออกได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ซึ่งหากแข็งค่าก็จะกระทบต่อส่งออกภาพรวม จึงต้องการให้ภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทดูแลให้เกิดภาวะสมดุล”

นายสมเกียรติ มรรคยาธร เลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปทุมไรซ์มิล แอนด์ แกรนารี เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลและต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด คือปัญหาเงินบาทแข็งค่าที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าว เพราะขณะนี้เริ่มมีผู้ส่งออกขาดทุนจากการส่งออกแล้ว เนื่องจากมีการซื้อสต๊อกข้าวในราคาสูงไว้ล่วงหน้าเพื่อส่งออก แต่เมื่อเงินบาทแข็งค่า ทำให้ราคาส่งออกเมื่อคิดเป็นเงินบาทลดลง และบางรายไม่ได้ทำประกันความเสี่ยงไว้ โดยเฉพาะในรายที่เป็นผู้ส่งออกขนาดกลาง เพราะการทำประกันความเสี่ยงมีต้นทุนสูง

“ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า หากยังยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อราคาข้าวในประเทศให้ปรับตัวลดลงได้ เพราะเมื่อการส่งออกแข่งขันไม่ได้ เนื่องจากราคาข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่ง ก็จำเป็นจะต้องมาซื้อข้าวเปลือกของเกษตรกรในราคาลดลงตามกลไกตลาด ดังนั้น เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่หน่วยงานเกี่ยวข้องควรจะเร่งเข้ามาดูแลเรื่องค่าเงินบาท ไม่เช่นนั้นจะกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวของไทยในที่สุด”

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ราคาข้าวสารหอมมะลิบรรจุถุง (5 กก.) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ถุงละ 250 บาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ถุงละ 230-240 บาท ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากต้นทุนข้าวเปลือกหอมมะลิในปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 16,000 บาท แต่หากเทียบกับปลายปีที่ผ่านมา ราคาข้าวถุงถือว่าทรงตัว “ราคาที่ขยับขึ้นมาถือว่าไม่มากนัก ซึ่งข้าวถุงในท้องตลาดที่ขายราคาสูงขึ้นส่วนใหญ่ เป็นเพราะผู้ประกอบการยกเลิกโปรโมชันแล้วกลับมาจำหน่ายในราคาปกติ เพราะต้องยอมรับว่า ข้าวถุงมีการแข่งขันลดราคาโปรโมชันรุนแรง เมื่อยกเลิกโปรโมชันราคาจึงได้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ไม่ได้ผิดปกติ ส่วนข้าวสารเจ้าบรรจุถุงราคาไม่ได้ปรับขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ถุงละ 90-100 บาท”.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เงินบาทแข็งธนาคารแห่งประเทศไทยส่งออกเงินบาทเกรียงไกร เธียรนุกูล

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้