กีฬา
100 year

"TOP 4" The Most Expensive Condominium In Thailand

ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 ม.ค. 2562 05:01 น.
SHARE

หากย้อนกลับไปเมื่อ 3-5 ปีก่อน มีคนพูดว่าจะมีคอนโดมิเนียมที่ราคาขายแตะระดับ 500,000 กว่าบาทต่อตารางเมตร คงมีหลายคนตกใจและอุทานออกมา “เฮ้ย...จะเป็นไปได้หรือ” ที่ราคาคอนโดมิเนียมจะราคาสูงปรี๊ดปรอทแตกขนาดนั้น

ซึ่งวันนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มันเป็นอะไรที่เกิดขึ้นจริง ในกลุ่มของคอนโดมิเนียมที่ผู้ประกอบการในคำนิยามว่า “คอนโดมิเนียม ซุปเปอร์ลักชัวรี”

แน่นอนมีคำว่า “ซุปเปอร์ลักชัวรี” ก็ต้องนำมาซึ่งความหรูหรา เว่อร์วัง อลังการ ที่ผู้ครอบครอง หรือผู้อยู่อาศัยมีความภาคภูมิใจ และไม่สามารถหาประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือระดับแบบนี้ได้ที่ไหน

สำหรับเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ที่หลายท่านเพิ่งผ่านการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่มา “ทีมเศรษฐกิจ” จึงขอหยิบยกเรื่องราวเนื้อหาสบายๆมานำเสนอกับเรื่อง “TOP 4 The Most Expensive Condominium In Thailand” หรือ 4 อันดับตัวท็อปที่พักอาศัยลอยฟ้าราคาสูงสุดในเมืองไทย


98 WIRELESS

เพื่อไม่ให้เสียเวลาขอเริ่มต้นเปิดตัวกับโครงการคอนโดมิเนียมที่ทำให้หลายคนต้องร้องว้าว...มาแล้ว กับ “98 Wireless” (ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส) โครงการคอนโดมิเนียมซุปเปอร์ลักชัวรี ที่บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่เจ้าของโครงการแสนจะภูมิใจในการสรรค์สร้าง

โดย “98 Wireless” ครองแชมป์นัมเบอร์วันคอนโดมิเนียมที่มีราคาสูงที่สุด 580,000 บาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) ซึ่งแน่นอน ณ เวลานี้ก็ยังไม่มีโครงการไหนมาล้มแชมป์ขึ้นแซงได้

ทั้งนี้ 98 Wireless เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2559 เป็นคอนโดมิเนียมแบบไฮไรซ์ความสูง 25 ชั้น จำนวน 77 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 8,500 ล้านบาท สวยตั้งเด่นในทำเลที่แสนสุดเอกซ์คลูซีฟ “Prime of the Prime” บนถนนวิทยุ บนพื้นที่ 2-0-34 ไร่ พูดได้ว่าบนทำเลนี้อาจไม่มีที่แปลงไหนที่จะสามารถนำมาพัฒนาโครงการแบบนี้ได้อีกแล้ว

โครงการ 98 Wireless มีแบบห้องให้เลือกตั้งแต่ขนาด 2-4 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 65 ล้านบาท จนถึงขนาดเพนต์เฮาส์ และซุปเปอร์เพนต์เฮาส์ที่ราคาสูงที่สุดในไทยเวลานี้ ที่โครงการให้ชื่อว่า “The One” ซึ่งจะเป็นห้องที่อยู่ชั้นบนสุดของโครงการ กับราคา 635 ล้านบาท ปัจจุบันเศรษฐีคนไทยเป็นผู้ครอบครองห้องหรูดังกล่าว

และสิ่งที่ทำให้โครงการนี้พิเศษเหนือระดับ คือความละเอียดประณีตบรรจงทุกขั้นตอนใส่ใจในทุกตารางนิ้ว ถึงขั้นผู้บริหารระดับสูงของแสนสิริทุ่มเทคัดสรรวัสดุ การตกแต่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในโครงการด้วยตนเอง

สิ่งที่ทำให้ 98 Wireless โดดเด่นยังมีในส่วนด้านการออกแบบด้านสถาปัตยกรรมอาคารและตกแต่งภายในอย่างมีระดับ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากอาคารทรงคลาสสิกในยุโรปและอเมริกาที่ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมแบบโบซาร์ (Beaux-Arts) ผสมผสานระหว่างสถาปัตย-กรรมวิจิตรศิลป์และงานฝีมือชั้นสูง

ผ่านความคิดสร้างสรรค์ของบริษัทสถาปนิกชั้นนำที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่าง DWP | Design Worldwide Part-nership พร้อมด้วยบริษัทที่ปรึกษา Anne Carson Designs ที่ช่วยกำหนดคอนเซปต์การออกแบบให้มีเอกลักษณ์ ด้วยสไตล์คลาสสิกตามแบบฉบับของ Ralph Lauren Home

ตั้งแต่โถงทางเข้าไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคส่วนกลางของโครงการ ทั้งล็อบบี้เลานจ์ บิสซิเนสเลานจ์ และพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ พร้อมกันนี้ ยังได้ T.R.O.P. Terrain+Open Space มาร่วมออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมโดยรอบโครงการ

ทุกรายละเอียดของโครงการ 98 Wireless รังสรรค์ด้วยความประณีต ตั้งแต่การเลือกวัสดุการตกแต่งที่ดีที่สุดจากทุกมุมโลกมาใช้ในโครงการ ไม่ว่าจะเป็น พื้นไม้โอ๊กลาย Her-ringbone ประตูไม้จริงลาย Mahogany
Crotch นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา วัสดุปูผิวผนังอาคารหินไลม์สโตนจากโปรตุเกส หรือหิน อ่อนลายสวย Carrara และ Calacatta และที่พิเศษที่สุดคือ “หินอ่อนสีขาวลายเฉพาะ Sta-tuario จากเหมืองในอิตาลี” ซึ่งเป็นหินอ่อนหายากที่สุด โดยโครงการ 98 Wireless มีพื้นที่ที่ใช้หินอ่อนทั้งหมดกว่า 28,000 ตร.ม.

นอกจากนี้ ยังคัดสรรที่สุดของที่สุดแบรนด์ระดับโลกสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว และฮาร์ดแวร์อื่นๆ มาไว้ในทุกยูนิตของโครงการอย่างที่ไม่เคยมีโครงการใดในประเทศไทยเคยทำมาก่อน อาทิ เครื่องครัว Gaggenau, ตู้เย็นและตู้แช่ไวน์จาก SubZero, ตู้และบานประตูในครัวจาก SieMatic, ก๊อกน้ำ LeFroy Brooks และสุขภัณฑ์ Kallista เป็นต้น

อีกทั้งยังมีบริการสุดเอกซ์คลูซีฟ โดยโครงการบริการรถลีมูซีนประจำโครงการ “เบนท์ลีย์ รุ่น Flying Spur”, บริการจอดรถแบบ Valet Parking, ที่จอดรถใต้ดินที่สามารถรองรับได้ถึง 240% รวมถึงที่จอดพิเศษสำหรับรถซุปเปอร์คาร์

นอกจากนี้ ยังมีบริการลิฟต์ส่วนตัวพร้อมโถงลิฟต์สำหรับทุกยูนิต อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของเมืองไทย กับบริการผู้ช่วยส่วนตัวจาก “Quintessentially” ที่มีชื่อเสียงระดับโลกและจัดงานสำคัญให้กับราชวงศ์อังกฤษมากมายมาประจำที่โครงการ


THE RESIDENCES AT MANDARIN ORIENTAL BANGKOK

เข้าวินมาเป็นอันดับ 2 กับ “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ” คอนโดมิเนียมซุปเปอร์ลักชัวรีติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้แบรนด์ “แมนดาริน โอเรียนเต็ล” แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งโดดเด่นเป็นสง่าบนพื้นที่โครงการ “ไอคอนสยาม” ที่เพิ่งเปิดตัวไปอย่างอลังการไปเมื่อช่วงเดือน พ.ย.2561 ที่ผ่านมา

เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เป็นอาคารสูง 52 ชั้น ประกอบด้วยห้องพักสุดหรูจำนวน 146 ยูนิต ขนาด 130-230 ตร.ม. และห้องชุดแบบเพนต์เฮาส์ขนาด 380-710 ตร.ม. โดยทุกยูนิตมองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่แบบไร้สิ่งบดบัง

“สำหรับในด้านราคานั้น ปัจจุบันราคาขายเฉลี่ยแตะระดับ 455,000 บาทต่อ ตร.ม. โดยขณะนี้สามารถทำยอดขายได้แล้ว 75%”

ทั้งนี้ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เป็นโครงการที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอ-เรชั่น จำกัด มีตัวอาคารมีรูปทรงที่หรูหราสง่างาม โดยการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตและช่องทางการค้า นับแต่อดีตกาลของมหานครกรุงเทพฯ

อีกทั้งรูปทรงที่บิดโค้งของระเบียงห้องสะท้อนถึงรูปทรงพื้นฐานของแนวคิดการออกแบบ ตกแต่งด้วยกระจกผสานเข้ากับการไล่ระดับโครงสร้างที่ซ้อนเหลื่อมกัน โดยทำให้เกิดแสงตกกระทบในมุมที่แตกต่างในเฉดสีทอง เงิน และทองแดง ทำให้ผสมกลมกลืนไปกับรูปทรงอาคารสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ยังให้ความสำคัญในเรื่องพื้นที่สีเขียวจัดเต็มสวนกว้างใหญ่ถึง 1,800 ตร.ม. ซึ่งโครงการได้ออกแบบให้ห้องพักอาศัยทำมุม 45 องศา เพื่อให้ผู้อาศัยชื่นชมกับสวนสวยได้อย่างเต็มตา โดยมีฉากหลังเป็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา

ความหรูยังไม่จบเท่านี้ โครงการยังดึงนักออกแบบชื่อดัง “จอยซ์แวง” ศิลปินชาวฮ่องกง ที่เคยฝากผลงานไว้ในยุโรป เอเชีย และสหรัฐอเมริกามามากมาย มาร่วมเนรมิตโครงการนี้ด้วย โดยจอยซ์ได้ออกแบบในทุกองค์ประกอบของโครงการนี้ ไม่ว่าการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และวัสดุประกอบ รวมถึงงานศิลป์โบราณรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่หาได้ยาก และงานฝีมือช่างพื้นบ้านที่ได้จากการแสวงหาตามแหล่งต่างๆ ทั่วโลก

อาทิ การตกแต่งรายละเอียดบนพื้นห้องด้วยลวดลายพิเศษแบบพระราชวังเฟรเดอริคส์บอร์ก ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ประเทศเดนมาร์ก และการปูพื้นด้วยหินอ่อนจากป่าแบล็กฟอเรสต์ การใช้วอลเปเปอร์ผ้าไหมลายนูนแบบสามมิติ ไปจนถึงการออกแบบห้องครัวด้วยแบรนด์ระดับโลก Gaggenau

ทั้งนี้ เจ้าของห้องโครงการ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ยังได้รับสิทธิพิเศษอีกด้วย ได้แก่ การเป็นสมาชิกในโปรแกรม เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ อีลีท โดยรับสิทธิประโยชน์มากมายเมื่อเข้าพักในโรงแรมของเครือแมนดารินทั่วโลก ตลอดจนการต้อนรับและสิทธิพิเศษระดับวีไอพี เมื่อช็อปปิ้งที่ร้านค้าต่างๆ ในโครงการ ดิ ไอคอนสยาม

FOUR SEASONS PRIVATE RESIDENCES

ตามมาติดๆกับโครงการ “โฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ ณ แม่น้ำเจ้าพระยา” หนึ่งในโครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ “โครงการเจ้าพระยา เอสเตท” บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา เจริญกรุง 64 พัฒนาโดย บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นโครงการรูปแบบมิกซ์ยูส บนพื้นที่ 35-2-68 ไร่ โดยตัวโครงการมีพื้นที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวตลอดแนว 350 เมตร ซึ่งถือเป็นพื้นที่ริมน้ำที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ มูลค่าโครงการ 32,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ นอกจากโฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ ในโครงการยังมีในส่วนของโรงแรมระดับพรีเมียม 2 แห่งคือ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ เป็นโรงแรมสไตล์รีสอร์ต พื้นที่โรงแรมกว้างกว่า 22 ไร่ มีห้องพัก 312 ห้อง และโรงแรมคาเพลล่า กรุงเทพฯ โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ให้บริการห้องพักแบบสวีต ทั้งหมด 101 ห้อง ถือเป็นวิลล่าริมแม่น้ำแห่งแรกของกรุงเทพฯ

แต่วันนี้จะขอเน้นในส่วนของ “โฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์” ที่มีราคาขายเฉลี่ยตารางเมตรละ 410,000 บาท โดยตัวโครงการเป็นคอนโดมิเนียมพักอาศัยสูง 73 ชั้น จำนวน 355 ยูนิต ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่โครงการเจ้าพระยา เอสเตท โดยได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากที่ตั้งริมน้ำและรูปทรงเรขาคณิต ทำให้เป็นห้องพักหัวมุมทั้งอาคาร

ซึ่งการออกแบบภาพรวมได้มือดีอย่าง “ฮามิลตันส์ อินเตอร์เนชั่นแนล” ที่ปรึกษาด้านมาสเตอร์แพลน ซึ่งทำงานร่วมกับ “บาโม่” ที่ปรึกษาด้านการออกแบบภายใน จึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมดีไซเนอร์ระดับโลก เพื่อให้งานออกแบบสะท้อนถึงความหรูหราลงตัว

ที่สำคัญโจทย์หลักในการออกแบบห้องพักของโฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ คือผู้อยู่อาศัยต้องได้สัมผัสทัศนียภาพ และเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพมหานครอย่างไร้สิ่งบดบัง

ในส่วนของสิ่งอำนวยความสะดวกก็เรียกได้ว่าจัดเต็มไม่แพ้ใคร โดยจัดให้ระดับเวิลด์-คลาส อาทิ ริเวอร์ เลานจ์ เดลิ-คาเทสเซ่น และโฟร์ซีซั่นส์คลับ ที่ตั้งอยู่ชั้น 64-66 พร้อมการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นห้องเก็บไวน์ ห้องชมภาพยนตร์ส่วนตัว สระว่ายน้ำ อินฟินิตี้วิวแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้ผู้พักอาศัยได้เพลิดเพลินกับวิวเส้นขอบฟ้าจากชั้น 66

ด้านห้องพักมีให้เลือกทั้งแบบ 1-5 ห้องนอน รวมถึงมีห้องนอนแบบดูเพล็กซ์ 3-5 ห้องนอน ขนาดตั้งแต่ 105-499 ตร.ม. โดยความโดดเด่นของห้องพักของโครงการนี้คือ การจัดสรรพื้นที่ในห้องให้เปิดโล่ง ดูกว้าง อาทิ ห้องแบบ 3 ห้องนอน ประตูระเบียงแบบกระจกเลื่อนถูกนำมาติดตั้งเพื่อพับและตัดกันเป็นมุม 90 องศา ซึ่งหมายความว่าเมื่อเปิดประตูระเบียงพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสของระเบียงจะเชื่อมต่อกับพื้นที่รับประทานอาหารและพื้นที่ห้องนั่งเล่น


THE RITZ-CARLTON RESIDENCES

เข้าเส้นชัยมาเป็นอันดับ 4 กับโครงการ “เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “มหานคร” ภายใต้การพัฒนาของบริษัท เพซ ดีเวลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินดัสเทรียล บิลดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น

เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก คือสุดยอดที่พักอาศัยระดับซุปเปอร์ไฮเอนด์ มีจำนวน 209 ยูนิต บริหารจัดการโดย เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน โฮเทล คอมปะนี ผู้นำระดับโลกในด้านบริการระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นสุดยอดแบรนด์โรงแรมระดับห้าดาว เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เป็นแบรนด์ที่สูงสุดในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล

“แน่นอนลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่า เมื่อมีแบรนด์นี้เป็นคอนโดมิเนียม ทุกสิ่งอย่างตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงพื้นที่ส่วนกลาง และตัวห้องพัก รวมไปถึงการบริการ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จะผ่านการเลือกสรรที่ดีที่สุดบนมาตรฐานของแบรนด์ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน”

อีกทั้งในเรื่องทำเลที่ตั้งโครงการก็แสนจะเป็นทำเลทองอยู่บนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ติดกับรถไฟฟ้าช่องนนทรี สามารถเข้าออกได้ทั้งสีลม สาทร และนราธิวาส ทำให้การเดินทางสะดวกสบาย

สำหรับด้านราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 400,000 บาทต่อ ตร.ม. ซึ่งก็มีข้อมูลจากฝ่ายขายแจ้งด้วยว่า เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส สามารถทำราคาขายสูงสุดแตะ 600,000 บาทต่อ ตร.ม. ที่ขนาดห้อง 782 ตร.ม. ในราคาขายที่ 469 ล้านบาท

“เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก” มีขนาดห้องพักตั้งแต่ 2-5 ห้องนอน ครอบคลุมทั้งแบบซิมเพล็กซ์ และแบบดูเพล็กซ์

ในด้านการออกแบบโครงการได้ “เดวิด คอลลินส์ สตูดิโอ” มาเป็นผู้ออกแบบให้ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ออกแบบตกแต่งภายในที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในกรุงลอนดอนและนิวยอร์ก มีผลงานการออกแบบส่วนที่พักอาศัยส่วนตัว ภัตตาคาร และบาร์ระดับแนวหน้าในกรุงลอนดอน และนิวยอร์กมากมาย ซึ่งรวมไปถึง เดอะ บลูบาร์, โนบุ, เดอะ วอลซีย์, โรงแรมคอนนอจ, โรงแรมแคลริดจ์, เดอะ ลอนดอน เอ็นวายซี เป็นต้น

ทั้งนี้ ในเรื่องการออกแบบภายนอกอาคารก็เรียกว่าใครผ่านมาก็ต้องเหลียวมองกับดีไซน์ “พิกเซล” ออกแบบมาเพื่อเพิ่มมุมมองรูปแบบพาโนรามา ไม่มีสิ่งใดบดบัง ทำให้เห็นฟากฟ้าของเมืองหลวงและแม่น้ำเจ้าพระยาที่หาดูได้ยาก

ปัจจุบัน เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก มีกลุ่มลูกค้า 30% เป็นคนไทย 70% เป็นชาวต่างชาติ ทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย ยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย โดย 20% ของทั้งหมดซื้อเพื่อปล่อยเช่า ที่เหลือซื้อเพื่ออยู่เอง ซึ่งก็มีกลุ่มลูกค้าบางคนซื้อเป็นคอลเลกชัน เพราะมีคอนโดมิเนียมริทซ์-คาร์ลตัน อยู่แล้วที่ประเทศอื่นๆ ซื้อไว้แล้วถูกใจ ทำให้หากแบรนด์นี้ไปเปิดเพิ่มก็จะซื้อเพิ่มอีก

ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าที่เป็นเจ้าของห้องพักสุดหรูนี้ จะเป็นกลุ่มเจ้าของธุรกิจ ทำงานด้านการเงินการธนาคาร เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทระดับโลก เป็นแพทย์ รวมถึงกลุ่มแวดวงคนดังระดับโลก ต่างจับจองเป็นเจ้าของ.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอนโดมิเนียมซุปเปอร์ลักชัวรี่98 Wirelessเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ลสกู๊ปเศรษฐกิจ

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED