ข่าว
100 year

การเมืองนิ่ง ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งปรี๊ด กล้าใช้จ่ายมากขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์4 ก.ย. 2561 14:45 น.
SHARE

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคสิงหา พุ่งปรี๊ดสูงสุด รอบ 64 เดือน มองการเมืองนิ่งมีเสถียรภาพ ทำให้กล้าจับจ่ายซื้อรถ ซื้อบ้านใหม่ ท่องเที่ยวมากขึ้น ในช่วงครึ่งปีหลัง หนุนเศรษฐกิจปีนี้โตมากกว่า 4.5%...


เมื่อวันที่ 4 ก.ย. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ส.ค. 61 ว่า อยู่ที่ 83.2 จาก 82.2 ในเดือนก.ค. 61 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องและอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 64 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 70.2 จาก 69.1 ในเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 78.3 จาก 77.3 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 101.2 จาก 100.2

ทั้งนี้ มีปัจจัยบวกมาจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประกาศอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 2/61 เติบโต 4.6% โดยคงคาดการณ์ GDP ปีนี้ไว้ที่ 4.5% และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% รวมถึงการส่งออกเดือนก.ค. ยังขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย และพืชผลทางการเกษตรหลายรายการเริ่มปรับตัวดีขึ้น

ส่วนปัจจัยลบ จากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น, ผู้บริโภคยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและกระจุกตัว, สถานการณ์น้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม และความกังวลปัญหาสงครามการค้า

สำหรับการปรับตัวดีขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการในเดือนส.ค.นี้ เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคน่าจะเริ่มกลับมาดีขึ้นเป็นลำดับต่อเนื่องอีกครั้ง หลังจากที่ปรับลดลงชั่วคราวในช่วง 3 เดือนที่แล้ว เนื่องจากการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยยังขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดการณ์ได้ว่าภาวะเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวแบบกระจายตัวมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตที่กลับมาสู่ระดับ 100 อย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 64 เดือน จะทำให้ผู้บริโภคกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความมั่นใจในการบริโภคสินค้าและบริการมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเด่นชัดขึ้น และหนุนให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้มากกว่า 4.5%

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของผู้บริโภคอาจจะยังมองว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันฟื้นตัวแค่ในระดับมหภาค แต่เศรษฐกิจในระดับจุลภาคอาจยังเติบโตได้ไม่เต็มที่นัก เนื่องจากเม็ดเงินที่หมุนเวียนในต่างจังหวัดยังไม่โดดเด่นมาก ซึ่งแม้ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดจะปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังดีไม่เท่าในช่วง 4 ปีก่อน เช่น ข้าว และยางพารา เป็นต้น ซึ่งสินค้าเกษตรใน 2 ชนิดนี้มีเกษตรกรที่เกี่ยวข้องรวมกันถึง 15 ล้านคน อยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ในทางกลับกันเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น ยังกระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออก ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งในภาคดังกล่าวนี้รายได้ของประชาชนผูกพันกับภาคอุตสาหกรรม, อุตสาหกรรมการเกษตรมากกว่า จึงทำให้เศรษฐกิจขยายตัวโดดเด่นกว่าภาคอื่นๆ

ส่วนผลสำรวจภาวะทางสังคมของผู้บริโภคพบว่า ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 100.7 พบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตมีเสถียรภาพดี ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 20 เดือนนับตั้งแต่ ม.ค.60 และปรับตัวสูงกว่าระดับ 100 เป็นครั้งแรกในรอบ 19 เดือน เนื่องจากประชาชนมองว่าการเมืองนิ่ง มีเสถียรภาพ เริ่มจะเข้าสู่บรรยากาศการปลดล็อก และให้มีการทำกิจกรรมทางการเมืองได้บ้าง สถานการณ์บ้านเมืองไม่วุ่นวาย คนจึงมองว่าการเมืองในอนาคตดีขึ้น ซึ่งเป็นตัวเสริมที่ทำให้คนกล้าใช้จ่าย กล้าลงทุน กล้าบริโภค และกล้าท่องเที่ยวมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลสำรวจภาวะการใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือนส.ค. ทั้งดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่ และดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว พบว่าดัชนีทุกตัวเริ่มเข้าใกล้ระดับ 100 โดยเฉพาะดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ ซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.3 ทำให้เห็นว่ากำลังซื้อในประเทศมีมุมมองในเชิงบวกมากขึ้น ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในระดับคนชั้นกลางขึ้นไป

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะแถลงประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้อีกครั้ง ในวันที่ 13 ก.ย.61 เบื้องต้นคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้เกินกว่า 4.5% อย่างแน่นอน คาดจะอยู่ในช่วง 4.6-5% ขณะที่การส่งออก คาดว่าจะขยายตัวได้ราว 8-9% อัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าจะยังอยู่ที่ 1.50% ตลอดทั้งปีนี้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก จึงไม่มีแรงกดดันจากเงินเฟ้อ

ส่วนกรณีสงครามการค้า เชื่อว่ายังไม่มีผลกระทบอย่างชัดเจนในปีนี้ แต่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในปี 62 รวมไปถึงวิกฤติค่าเงิน และปัญหาทางการเมืองในละตินอเมริกา แต่โดยรวมมองว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคถือว่าเข้าสู่ภาวะขาขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มเข้าสู่การเติบโตในระดับปกติได้ราวไตรมาส 2/62.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเชื่อมั่นผู้บริโภคสูงสุดกำลังซื้อเศรษฐกิจฟื้นตัวเสถียรภาพการเมืองข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้