ข่าว
100 year

ปลดล็อกไม้หวงห้าม ปลูกในที่ดินตัดได้ไม่ผิด ใช้ค้ำประกันได้อีกด้วย

ไทยรัฐออนไลน์8 ส.ค. 2561 14:24 น.
SHARE

ไม่น่าเกินกลางปี 62 พ.ร.บ ป่าไม้ฉบับใหม่คาดว่าจะมีการประกาศใช้ ใครมีไม้หวงห้ามปลูกในที่ดินจะได้รับสิทธิถือครองที่ถูกต้อง ถือเป็นการปลดล็อกกฎหมายให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถตัดไม้ในพื้นที่กรรมสิทธิ์ได้โดยไม่ต้องกลัวโดนจับอีกต่อไป

เพราะล่าสุดในการประชุมครม.(7 ส.ค.) ได้อนุมัติหลักการการแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 7 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ โดยแก้ไขให้ไม้ทุกชนิดในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง เช่น เช่น ที่ดินที่มีโฉนด, นส.3, นส.3ก., นส.3 ข, ใบจอง, นส.2, สค.1 ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม และการทำไม้ ไม่ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่อีกต่อไป

นอกจากนี้การแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 7 ครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนมีรายได้ที่มั่นคง จากการประกอบอาชีพทำไม้ปลูกป่าเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศไทยดีขึ้น และในอนาคตใครที่มีที่ดิน สามารถปลูกไม้มีค่าในที่ดินของตนเองได้ และถ้าไม้โตแล้วอยากจะตัดไปขายก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่แล้ว หรืออยากจะเอาไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันก็สามารถทำได้เช่นกัน

สำหรับ พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2484 มาตรา 7 ได้กำหนดชนิดไม้หวงห้ามไว้ ดังนี้ ไม้สัก, ไม้ยาง, ไม้ชิงชัน, ไม้เก็ดแดง, ไม้อีเม่ง, ไม้พะยูงแกลบ, ไม้กระพี้, ไม้แดงจีน, ไม้ขะยูง, ไม้ซิก, ไม้กระซิก, ไม้กระซิบ, ไม้พะยูง, ไม้หมากพลูตั๊กแตน, ไม้กระพี้เขาควาย, ไม้เก็ดดำ, ไม้อีเฒ่า และไม้เก็ดเขาควาย ซึ่งกำหนดไว้ว่าไม้เหล่านี้แม้จะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักร รวมถึงที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครอง จะต้องถูกควบคุมโดย พ.ร.บ.ป่าไม้

ดังนั้นหากจะทำการตัด ฟัน กาน โค่น ริด เลื่อย ผ่า ถาก ทอน ขุด ชักลาก จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการตัดและเคลื่อนย้ายไม้ เนื่องจากขั้นตอนต่างๆ ตามระเบียบและกฎหมายมีความซับซ้อนและยุ่งยาก ทำให้ประชาชนจำนวนมากขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ มีอุปสรรคในการปลูกไม้ไว้ใช้สอย หรือเพื่อการค้า

ขณะที่วรางคณา รัตนรัตน์ ผู้อํานวยการแผนงานประเทศไทย ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) กล่าวว่า เป็นสัญญานที่ดีที่รัฐบาลกล้าหาญในการปลดล็อกดังกล่าว ทำให้ประชาชนมีไม้ลักษณะนี้ในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิสบายใจขึ้น อาจทำให้หลายคนสนใจจะปลูกไม้เพื่อการค้า หรือกรณีเกิดภัยพิบัติต้นไม้หวงห้ามล้มทับบ้าน อย่างกรณีของหญิงชาวกาฬสินธ์ุ ซึ่งต้นพะยูงล้มทับบ้าน ไม่สามารถตัดออกไปได้ เพราะเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะจับกุม จะไม่ต้องกังวลอีกต่อไป นอกจากนี้จะเป็นการส่งเสริมให้คนหันมาปลูกต้นไม้ลักษณะนี้มากขึ้น เนื่องจากเป็นไม้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้การส่งเสริมให้ประชาชนปลูกให้ได้มูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่การตัด หรือการไปแปรรูปนำไปขาย แต่ควรมองการแก้ไขกฎหมายป่าไม้ทั้งระบบ เพื่อให้ประชาชนปลูกได้และขายได้มีกำไร เพราะขณะนี้ถือเป็นขั้นตอนปลดล็อกคำว่าไม้หวงห้ามเท่านั้น ไม่สามารถดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้

“ยกเว้นหากฟ้าผ่าต้นไม้หวงห้าม แล้วล้มทับบ้านก็ทำให้ความกังวลตรงนี้หายไปเท่านั้น มันไม่ใช่ปลดล็อกอย่างเดียว แต่ต้องปลูกให้ขายได้ และโดยส่วนตัวมองว่า พ.ร.บ.ป่าไม้ของไทยก็ดี แต่ที่ผ่านมาเน้นทำให้สัมปทานของรัฐ ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่แล้ว แต่เพื่อให้ปลูกไม้เหล่านี้ขึ้นได้ในพื้นที่ของตัวเอง หากแก้มาตรา 7 อย่างเดียวไม่ได้ ต้องแก้กฏหมายตัวอื่นในกรมป่าไม้ ทำอย่างไรให้เป็นรูปธรรม ส่งเสริมให้ความรู้เพิ่มสู่ขั้นตอนการแปรรูป ทำทั้งระบบให้ใช้ได้จริง เพื่อให้คนปลูกต้นไม้ได้กำไร เพราะปัจจุบันมีขั้นตอน การขออนุญาตหลายหน่วยงาน ซึ่งยุ่งยาก ขณะเดียวกันภาครัฐต้องระมัดระวังทำให้เกิดความโปร่งใสรอบคอบ ในการส่งเสริมเชิงพาณิชย์” วรางคณา กล่าวในที่สุด

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไม้หวงห้ามปลดล็อกไม้หวงห้ามตัดไม้หวงห้ามพรบ.ป่าไม้ข่าวร้อนข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้