ข่าว
100 year

อุตสาหกรรมเป้าหมายสู่ไทยแลนด์ 4.0

หมัดเหล็ก4 เม.ย. 2561 05:01 น.
SHARE


การประชุม ผู้นำลุ่มน้ำโขง ที่ประเทศเวียดนาม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สร้างความมั่นใจให้กับประเทศอาเซียนในด้านความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน สอดคล้องกับ นโยบายไทยแลนด์ 4.0 อาทิ สมาร์ท ซิตี้ โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ทำให้ประเทศไทยเนื้อหอมขึ้นมาทันที เพราะความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากร และภูมิประเทศ

เมื่อเดือนที่แล้ว บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการส่วนขยาย ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC จ.ระยอง ซึ่งประกอบไปด้วย โครงการปรับปรุงกระบวนการผลิตโอเลฟินส์ โครงการผลิตสารโพรพิลินออกไซด์ และโครงการผลิตสารโพลีออลส์ โดยผลผลิตจากปิโตรเคมีเหล่านี้ทำรายได้เข้าประเทศอย่างมากมาย ประเทศไทยมีการพัฒนาการผลิตที่ทันสมัยมีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของต่างประเทศจำนวนมาก

ความเป็นมาที่ ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน อธิบายเอาไว้ เมื่อ 30 ปีก่อน ประเทศไทยมีการค้นพบก๊าซธรรมชาติ เป็นยุคที่โชติช่วงชัชวาล รัฐบาลในขณะนั้นจึงได้ตัดสินใจลงทุนวางระบบท่อก๊าซ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ จนกระทั่งกลายเป็น อุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องมีมูลค่ามหาศาลมาจนถึงวันนี้

เพื่อเป็นการสานต่อการพัฒนาปิโตรเลียมให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ก้าวไปสู่พลังงาน 4.0 สนับสนุนการพัฒนา EEC รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตอย่างยั่งยืน ในส่วนของการขยายการผลิตปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ นอกจากจะส่งเสริม New S-Curve ยังจะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบให้กระจายความเจริญไปสู่ชุมชนอีกด้วย

ภาพในประวัติศาสตร์ในความทรงจำของ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTGC จากไร่สับปะรดสู่โรงผลิตโอเลฟินส์แห่งแรกของประเทศ ไม่น่าเชื่อว่าก่อให้เกิดอุตสาหกรรมอีกมากมายมาจนถึงปัจจุบัน ไทยเป็นผู้นำอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

มีเม็ดเงินลงทุนใน 3 โครงการ ขยายการผลิตปิโตรเคมีด้วยมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นประตูสู่ทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา และเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ของโลก

การสร้างโอกาสในการลงทุนของประเทศในครั้งนี้ให้กับนักลงทุนเดิมและนักลงทุนใหม่ๆ มีจุดแข็งในการจูงใจที่จะลงทุนในทุกด้าน จนได้รับการยอมรับว่า ประเทศไทย เป็นประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุด มีบริษัทเอกชนที่สนใจจะเข้าร่วมลงทุนกับโครงการดังกล่าวแล้วไม่ต่ำกว่า 5 บริษัท คิดเป็นเงินลงทุนใน EEC กว่า 1 แสนล้านบาท

บริษัทยักษ์ใหญ่ที่จะเข้ามาร่วมลงทุน รับประกันความน่าเชื่อถือของโครงการได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ซัมซุงเอ็นจิเนียริ่ง บริษัท ทีทีซีแอล และบริษัทพันธมิตรจากญี่ปุ่น เป็นต้น

ผลผลิตที่ครบวงจรพร้อมที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ การก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าสร้างมูลค่าการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 25 เท่า สร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนให้กับฐานรากของประเทศเป็นรูปธรรมชัดเจน

ไม่ได้โม้.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไทยแลนด์ 4.0อุตสาหกรรมเศรษฐกิจการค้าคาบลูกคาบดอกหมัดเหล็ก

คุณอาจสนใจข่าวนี้