รถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ มีการออกแบบให้ตรงตามมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่น แต่ไม่ได้หมายความว่ารถ EV จะเป็น รถที่สามารถลุยฝ่าน้ำท่วมขัง ขับผ่านระดับน้ำระดับมหาอุทกภัยได้แบบปราศจากปัญหา  สิ่งที่เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องรู้ก่อนออกเดินทางในช่วงที่น้ำกำลังลดอยู่ แต่ยังลงไม่หมดก็คือ มาตรฐาน IP หรือ International Protection Rating ดรรชนีชี้วัดความสามารถในการป้องกันฝุ่นและน้ำของอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงชุดแบตเตอรี่แพ็กและมอเตอร์ในรถยนต์ไฟฟ้า โดยตัวเลขในแต่ละตำแหน่งมีความหมายดังนี้ 

ตัวเลขหลักแรก (0–6): ระดับการป้องกันฝุ่นและสิ่งแปลกปลอม โดยเลข 0 คือไม่ป้องกันเลย ส่วนเลข 6 คือระดับสูงสุดที่สามารถป้องกันฝุ่นเข้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ (Dust-tight)

ตัวเลขหลักที่สอง (0–9): ระดับการป้องกันของเหลวและน้ำ โดยเลข 0 คือไม่กันน้ำ จนถึงเลข 9K ที่ทนต่อแรงดันน้ำฉีดอัดระดับสูงได้

สำหรับรถ EV ที่ผ่านมาตรฐาน IP67 ตัวชุดแบตเตอรี่จะสามารถป้องกันฝุ่นได้อย่างสมบูรณ์ และทนทานต่อการแช่น้ำลึกไม่เกิน 1 เมตร ได้นานถึง 30 นาที ส่วนมาตรฐาน IP68 จะยกระดับความแกร่งให้ทนต่อการแช่น้ำลึกได้อย่างต่อเนื่อง

อย่าลืมว่า แบตเตอรี่และมอเตอร์ แม้จะผ่านการทดสอบมาตรฐานอุตสาหกรรม (เช่น มาตรฐานจีน GB/T 18384-2020 ที่ทดสอบวิ่งลุยน้ำลึก 10 ซม. ที่ความเร็ว 20 กม./ชม. เป็นระยะทาง 500 เมตร) แต่ถนนในชีวิตจริงเมื่อมีน้ำท่วมขังต่างระดับเดี๋ยวลึก เดี๋ยวตื้น รถ EV มีแบตเตอรี่กันน้ำก็จริง แต่มีระบบบางส่วนที่ไม่ได้กันน้ำและมีสายไฟหยุบหยับไปหมดถ้าชื้นก็เกมส์! แบตเตอรี่กันน้ำ ส่วนอื่นไม่ได้กันน้ำ 100%: อย่างแรกที่จะพังก่อนแบตเตอรี่หลัก คือ แบตเตอรี่ลูกเล็ก 12V ที่ใช้เลี้ยงระบบกล่องควบคุม (ECU), พัดลมระบายความร้อน, กล่องไฟหน้า และระบบล็อกประตู หากขับเร็วจนน้ำเข้าห้องเครื่องไปช็อตระบบ 12V รถจะดับทันที และระบบปลดล็อกประตูไฟฟ้าอาจไม่ทำงานคลื่นซัดจากรถคันอื่นก็ทำอันตรายรถยนต์ไฟฟ้าได้โดยที่หลายคนไม่รู้ หรืออยากลองของ แม้ระดับน้ำบนถนนจะสูงแค่ 30 ซม. แต่เมื่อมีรถกระบะหรือรถบรรทุกขับสวนมา คลื่นน้ำกระแทกอาจมีความสูงเพิ่มขึ้นทันทีอีก 15–20 ซม. ซัดเข้าหน้ากระโปรงรถทะลักเข้าพัดลมหม้อน้ำหรือซีลขอบประตู นานวันเข้าก็เกิดความเสียหายระยะยาว เสี่ยงต่อสนิม น้ำท่วมในเมืองเต็มไปด้วยขยะ สารเคมี และสิ่งปฎิกูล เมื่อน้ำซึมเข้าไปตามขั้วสายไฟ ซ็อกเก็ตเซนเซอร์ หรือเต้ารับชาร์จไฟ อาจไม่เสียทันทีในวันนั้น แต่จะเกิดคราบตะกรันและการกัดกร่อน ทำให้ระบบไฟฟ้าในรถรวนในอีก 1-2 เดือนถัดมา ซึ่งค่าเปลี่ยนพาร์ตระบบไฟแรงดันสูงมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก 

หากรถ EV ของคุณได้มาตรฐาน IP67 หรือ IP68  ก็พอจะอุ่นใจได้บ้าง แต่ไม่ได้มากเท่ากับรถกระบะยกสูง เนื่องจากระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและแบตเตอรี่จะไม่พังเสียหายทันทีเมื่อต้องขับผ่านน้ำท่วมขัง แต่น้ำที่ลึกเกิน 30 ซม. ก็ยังสามารถเล็ดลอดเข้าสู่ชิ้นส่วนหรือระบบอื่นๆ ของตัวรถ จนสร้างความเสียหายหนักได้ 

รถยนต์ไฟฟ้าติดตั้งชุดแบตเตอรี่ไว้บริเวณใต้แชสซีส์หรือพื้นตัวถังรถ พร้อมเทคโนโลยีการซีลป้องกันระดับสูงที่ได้มาตรฐาน IP67  ช่วยให้แบตเตอรี่สามารถแช่อยู่ในน้ำลึกสูงได้ชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชิ้นส่วนสำคัญ

นอกจากนี้ การที่รถ EV ไม่มีระบบท่อไอดีสำหรับดูดอากาศเข้าเครื่องยนต์เหมือนรถยนต์สันดาปทั่วไป จึงทำให้ในทางทฤษฎี รถ EV มีความได้เปรียบมากกว่าเมื่อต้องขับลุยผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง แต่ก็แค่ระดับเดียวกับรถยนต์สันดาปภายใน คือ 30 เซนติเมตร นั่นคือระดับของความปลอดภัยที่มากที่สุดแล้ว 


ภายใต้สภาวะการขับขี่ปกติ บริษัทผู้ผลิตรถไฟฟ้าส่วนใหญ่มักจะบอกว่า รถของแบรนด์ตัวเอง สามารถขับลุยระดับน้ำความสูงตั้งแต่ 30–50 เซนติเมตร ได้อย่างปลอดภัย หากผู้ขับขี่รักษารอบและคุมตัวรถให้เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ ซึ่งถ้าลองดูมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน (GB/T 18384-2020) ก็ได้มีการกำหนดให้รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ต้องผ่านการทดสอบขับลุยน้ำความลึก 10 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นระยะทางต่อเนื่อง 500 เมตร โดยไม่เกิดระบบขัดข้อง ภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 นาที

 แต่ในความเป็นจริง สภาพแวดล้อมและสถานการณ์น้ำท่วมขังบนท้องถนนมีความซับซ้อนระดับน้ำท่วมแต่ละถนนสูง ต่ำ ไม่เท่ากัน และรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้การทดสอบในห้องแล็บที่ถูกควบคุมปัจจัยต่างๆ ไว้เป็นอย่างมาก น้อยแบรนด์ที่จะเอามาวิ่งลุยน้ำท่วมบนถนนจริงๆ 

เมื่อต้องขับรถยนต์ไฟฟ้าฝ่าน้ำท่วมขัง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ประเมินสถานการณ์ สังเกตดูว่าน้ำตื้นหรือลึก? น้ำเชี่ยวกระแสไหลแรงหรือเป็นน้ำขังนิ่ง? มีสิ่งกีดขวางหรือขยะเศษซากลอยอยู่หรือไม่? ก่อนตัดสินใจเสี่ยงขับลุยลงไป ต้องใช้เวลาสักครู่เพื่อประเมินสภาพตรงหน้าอย่างรอบคอบ หากน้ำลึกเกินไป กระแสน้ำไหลเชี่ยว หรือมองไม่เห็นพื้นถนนด้านล่าง ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการกลับรถและหาเส้นทางอ้อมแทน หรือทางที่ดีและไม่อยากเสี่ยงกับปัญหาที่จะตามมา ควรยกเลิกการเดินทางในช่วงที่มีน้ำท่วมถนนจะดีที่สุด แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ต้องเดินทางเพราะมีความจำเป็น ระดับน้ำที่ปลอดภัย ไม่ควรเกิน 30 เซนติเมตร 

การเข้าใจขีดความสามารถของรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ รถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแต่ละประเภทมีความทนทานและขีดจำกัดในการลุยน้ำแตกต่างกัน รถกระบะและรถ SUV ไฟฟ้ายกสูง มีระยะใต้ท้องรถมากกว่าอีวีซีดาน  รับมือน้ำท่วมที่เดี๋ยวตื้นเดี๋ยวลึกได้ดีกว่ารถเก๋งขนาดเล็กแต่ อย่างที่บอกละครับ อย่าประมาท คิดว่าลุยได้ไม่มีปัญหาอะไร อาจเจอกับความชื้นที่เข้าไปในระบบไฟแล้วเกิดการรวนจนก่อปัญหาใหญ่ได้ 

ความสามารถในการลุยน้ำสูงสุดของรถที่ขับ หมายถึงระดับความลึกของน้ำที่ตัวรถสามารถขับผ่านไปได้โดยไม่ดูดน้ำเข้าเครื่องยนต์หรือระบบไฟฟ้า โดยวัดระยะตั้งแต่จุดสัมผัสพื้นของยางรถยนต์ขึ้นไปจนถึงตำแหน่งเกือบจะกึ่งกลางล้อ นั่นเริ่มจะอันตรายแล้ว หลายคนมั่นใจเกิดเหตุขับฝ่าน้ำท่วมสูงแล้วต้องเสียเวลาซ่อมเป็นเดือนๆ ก็มีมาแล้ว ทางที่ปลอดภัยคือ 30 เซนติเมตร แต่ อย่างที่บอกว่า ระดับน้ำท่วม มีหลากหลาย ทั้ง 20 ไปจนถึง 60-70 เซนติเมตร คุณอาจรอด แล้วกลับมาเจอกับปัญหาความชื้นในระบบจนรวนเรใช้งานไม่ได้ขึ้นมา นั่นโคตรเสียเวลา เพราะการซ่อมรถอีวีของบางแบรนด์ที่เน้นขายไม่ได้เน้นบริการหลังการขายยังคงตามหลอกหลอนเจ้าของรถอีวีที่ขับลุยน้ำแล้วพังอีกเป็นจำนวนมาก

เทคนิคการขับรถฝ่าน้ำท่วมอย่างถูกต้อง

ขับเคลื่อนลงน้ำอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ รักษาระดับความเร็วให้นิ่งและควบคุมได้  แนะนำที่ความเร็วประมาณ 5–8 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่โดนด่าเพราะไม่ได้ทำลูกคลื่นไปถล่มบ้านชาวบ้านสองข้างทางที่เค้าเดือดร้อนหนักอยู่แล้ว ห้ามกดคันเร่งพรวดพราดหรือกระทืบเบรกกะทันหัน เพราะจะทำให้หน้ายางสูญเสียการยึดเกาะ การรักษาระดับความเร็วต่ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่เกิน 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะไม่สร้างปัญหาให้กับคนที่สัญจรไปมารวมถึงรถของคุณเองอีกด้วย ดูเหมือนจะช้า แต่ไม่ได้ช้าและไม่ดับแน่ๆ ถ้าน้ำไม่สูงเกิน 30 เซนติเมตร แต่ ใครจะไปรู้ว่า วิ่งอยู่ดีๆ มันจะลึกลงไปถึง 50 เซนติเมตร กลับถึงบ้านได้ก็จริงแต่อาจมีความชื้นเล็ดรอดเข้าไปจนก่อให้เกิดอาการรวนได้ 

ขับชิดบริเวณสันกลางถนนเท่าที่จะทำได้  ช่องทางด้านขวาสุด ใกล้กับเกาะกลางถนน เป็นจุดที่ยกระดับสูงที่สุด ทำให้ระดับน้ำท่วมขังตื้นกว่าบริเวณอื่น และหลีกเลี่ยงการขับชิดขอบทางด้านซ้าย เนื่องจากเป็นจุดที่น้ำมักท่วมลึกกว่า รวมถึงอาจมีฝาท่อหลุดหรือไหล่ทางชำรุดที่มองไม่เห็น

เว้นระยะห่างจากรถคันหน้า เมื่อน้ำท่วมเราจะกะระดับความลึกและประเมินสิ่งกีดขวางได้ยาก การเว้นระยะห่างเผื่อไว้จะช่วยเพิ่มขอบเขตความปลอดภัยให้คุณมีเวลาแก้ไขสถานการณ์ได้ทัน

หลีกเลี่ยงน้ำไหลเชี่ยวหรือน้ำลึกเกิน 30 เซนติเมตร หากมีรถสวนทางมา ควรรอให้รถฝั่งตรงข้ามขับผ่านไปก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงคลื่นน้ำซัดปะทะกัน

ควบคุมความเร็วไม่ให้เกิดคลื่นดันหน้ารถ  การขับเร็วเกินไปจนเกิดคลื่นน้ำดันหน้ารถ นอกจากจะเสี่ยงทำให้น้ำทะลักเข้าห้องเครื่องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์แปลงไฟ และระบบอีเล็กทรอนิกส์มากมาย คลื่นที่เกิดขึ้นตรงด้านหน้าของรถคุณจะไปทำร้ายรถคันอื่นที่จอดตายอยู่ หรือซัดจนบ้านเรือนข้างทางเกิดความเสียหาย ยังมีคนที่เข้าใจผิดอยู่อีกมาก และเกือบจะทำให้เกิดการทำร้ายร่างกายเนื่องจากทำคลื่นน้ำไปดันบ้านข้างๆ จนกระจกแตก 

เมื่อขับพ้น้ำท่วมมาแล้วก็ให้ย้ำเบรกไล่ความชื้นทันที แตะเบรกเบาๆ ซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง เพื่อสร้างความร้อนเลียผ้าเบรก ไล่น้ำและความชื้นออกจากจานเบรก ให้ระบบเบรกกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/