การขับรถขึ้นทางลาดชันระดับ 29 องศา (คิดเป็นความชันประมาณ 55.4%) บนเส้นทางอย่างเขาระเบิด (เขาอ่างแก้ว) ถือเป็นความชันระดับวิกฤตที่ก้าวข้ามขีดความสามารถของรถยนต์และผู้ขับขี่ทั่วไป เนื่องจากขีดจำกัดสูงสุดของถนนมาตรฐานปกติจะอยู่ที่เพียง 10–15 องศาเท่านั้น หากไปเพื่อทำคอนเทนต์ ก็ยังมีที่อื่นอีกเยอะ ซึ่ง ขับง่ายกว่า ไม่เสี่ยงอันตราย และมีวิวที่สวยกว่าอีกตะหาก แต่บางครั้ง การเอาชนะสภาพเส้นทางที่สูงชัน เหมือนการได้พิชิตอะไรบางอย่างที่สร้างความภาคภูมิใจ คนที่ขับหรือบิดขึ้นเขาระเบิด หากไม่มีทักษะในการควบคุมรถบนทางลาดชัน หรือรถมีกำลังไม่มากพอที่จะขึ้นไปได้ หรือยางไม่อยู่ในสภาพที่จะสร้างแรงยึดเกาะได้ การถอยหลังลงมานั้นนับว่าอันตรายอย่างยิ่ง 

เส้นทางขึ้น-ลงเขาระเบิด  เป็นเส้นทางสำหรับนักกีฬาร่มเย็นหรือนักกีฬาทางอากาศ โดยเฉพาะ ปกติประชาชนทั่วไปไม่สามารถขึ้นได้ หากจะขึ้นต้องมาแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ โดยส่วนใหญ่ จะมีการลักลอบขึ้นไปจากนั้นได้เกิดอุบัติเหตุมีทั้งกลางวันและแอบขึ้นตอนกลางคืนก็มี  บางคันเสียหลักเกือบตกเขา ไม่สามารถนำขึ้นมาได้จนต้องทิ้งรถ จึงอยากฝากเตือนคนที่จะมาทดสอบสมรรถภาพรถไม่ควรทำ เพราะอันตรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ 

อย่าลืมว่า รถยนต์ที่ขับขึ้นไปนั้นมีความพร้อมทั้งสมรรถนะด้านแรงบิด สภาพทางกายภาพ ทักษะการควบคุมรถและขีดจำกัดทางวิศวกรรมของรถยนต์ที่ขับขึ้นไปมีตัวแปรมากมายที่หลายคนคาดไม่ถึง เมื่อเจอเข้ากับมุมกดและแรงยึดเกาะบนถนนปูนซีเมนท์ความชัน 29 องศา ทำให้น้ำหนักตกไปอยู่ที่ล้อหลังเกือบทั้งหมด ล้อหน้าของรถขับเคลื่อนล้อหน้า จะสูญเสียแรงกดหรือ Downforce ส่งผลให้ยางฟรีทิ้งและไร้การยึดเกาะได้ง่าย อีกเรื่องก็คือ ขีดจำกัดการระบายความร้อน แน่นอนว่า สภาพอากาศแถวๆ เขาระเบิดนั้น ร้อนจัดตลอดทั้งวัน และถ้ามีฝนตกลงมาก็ไม่ควรจะสาระแนขับขึ้นไปให้เกิดเรื่องเกิดราว เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังหรือ เกียร์ ต้องทำงานภายใต้ภาระโหลดสูงสุด อย่างต่อเนื่อง เมื่อรอบเครื่องยนต์ค้างสูงเกินไป จะเกิดความร้อนสะสมในน้ำมันเกียร์อย่างรวดเร็ว

เส้นทางขึ้นเขาระเบิด ลานกีฬาทางอากาศ/ลานร่มบิน อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี แบ่งเป็น 2 เส้นทางหลักที่มีลักษณะและสภาพการใช้งานต่างกันราวฟ้ากับเหว




เส้นทางสายเก่า (ทางออฟโรดเดิม) เป็นทางสายลุยตามธรรมชาติ ดินหนังหมู ร่องน้ำลึก และหลุมกว้าง ฝนตกจะเละและลื่นโคตรๆ ต้องใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ (4x4) แบบแต่งเต็ม มีวิกช์ และสายลุยเฉพาะทาง ปัจจุบันเริ่มทรุดโทรมและถูกลดการใช้งานลง ล่าสุดผมขึ้นไปในวันทดสอบ Ranger Super Duty ถ้ารถสมรรถนะไม่ถึง ไม่แนะนำเส้นทางนี้ โดยเฉพาะในฤดูฝน ไปไม่รอดแล้วต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วย ไม่ควรอย่างยิ่ง! 

เส้นทางสายใหม่ทางเทปูนคอนกรีตที่ไปเฝ้าทำคอนเทนต์กันหยุบหยับ ทางเทปูนราดยาวตลอดสายเพื่อความสะดวก  แต่มีความชันสูงมาก  บางช่วงชันถึง 20-29 องศา และมีโค้งหักศอกต่อเนื่อง เหมาะกับรถที่มีแรงบิดสูง หากเป็นหน้าฝน พื้นปูนจะลื่นและสไลด์ได้ง่ายทำให้เกิดอันตราย

ข้อควรระวังในการเดินทาง ขาขึ้น แนะนำให้ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H หรือ 4L) หรือเกียร์ต่ำเพื่อใช้แรงบิดไต่ขึ้นแบบเนียนๆ ไม่ต้องปั่นล้อฟรีขาลง ต้องใช้เกียร์ต่ำ (เกียร์ 1) ช่วยดึง Engine Brake เสมอ คอยกดเบรกหนักเป็นระยะแล้วปล่อย ไม่ควรแตะเบรกค้างยาวเพราะจะทำให้เบรกไหม้และส่งผลให้เบรกเฟดได้

(หมายเหตุ: ปัจจุบันพื้นที่บริเวณนี้อยู่ในความดูแลของ อบต. และเป็นสถานที่ซ้อม/แข่งกีฬาทางอากาศระดับสากล การเข้าพื้นที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากทางแคบ ชัน และไม่มีไฟส่องสว่างตลอดทาง)

เทคนิคการควบคุมรถขณะขับขึ้นทางชันและโค้งหักศอก
การเลือกตำแหน่งเกียร์และคันเร่งใช้เกียร์ต่ำที่สุด ใช้เกียร์ L / 1 / Mode M1  เพื่อล็อกอัตราทดให้ได้แรงบิด  สูงสุดอย่างต่อเนื่อง ห้ามปล่อยให้เกียร์เปลี่ยนขึ้นสูงเด็ดขาด คันเร่งเดินเป็นเส้นตรง ห้ามเติมคันเร่งกระแทกแรงเกินไปเพราะจะทำให้ล้อหมุนฟรีทิ้งทันที ตามมาด้วยอาการ ปราศจากการยึดเกาะของยาง ต้องกดคันเร่งเลี้ยงแรงบิดไว้ไม่ให้รอบตก จนรถเสียกำลัง 

การเข้าโค้งหักศอกบนทางชัน
เดินไลน์กว้างเพื่อลดความชัน เมื่อไม่มีรถสวน หรือไหลลงมาซึ่งจะอันตรายมาก ให้เลือกไลน์เข้าโค้งจากด้านนอก  แล้วตัดเข้าข้างใน เพื่อลดมุมเอียงและความชันของตัวรถลง ควบคุมพวงมาลัยอย่างนุ่มนวล การหักพวงมาลัยแคบและเร็วเกินไปขณะไต่ทางชัน จะเพิ่มแรงต้านทานการหมุนของล้อ ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนตกและรถหยุดชะงักกลางโค้ง

วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
กรณีรถเสียกำลัง/ดับกลางทางชัน เหยียบเบรกเท้าให้แน่นทันที พร้อมดึงเบรกมือช่วยใส่เกียร์ P (หรือเกียร์ 1 สำหรับเกียร์ธรรมดา) และห้ามปลดเบรกจนกว่าจะตั้งสติได้การถอยหลังลง หากไปต่อไม่ไหว ต้องค่อยๆ ปล่อยเบรกถอยหลังลงมาตรงๆ ห้ามหักพวงมาลัยขวางทางชันเด็ดขาด เพราะมุม 29 องศามีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้รถพลิกคว่ำ  

ขับลงทางชัน  
สำหรับรถเกียร์ธรรมดา ห้ามใช้เกียร์ N หรือเหยียบคลัตช์ค้างไว้เด็ดขาด ให้ใช้เกียร์ต่ำที่สุดเพื่อให้เกิด Engine Brake ช่วยชะลอความเร็ว ควบคู่กับการแตะเบรกเป็นระยะ เพื่อป้องกันเบรกร้อนจัดจนเกิดอาการเบรกเฟด หรือน้ำมันเบรกเดือด

การขับรถไต่ทางชันระดับวิกฤต ชันเกิน 20-25 องศาขึ้นไป แรงยึดเกาะของยางบนพื้นผิว  กำลังแรงบิด การควบคุมทิศทางและคันเร่ง เลือกใช้เกียร์ รวมถึงการถ่ายเทน้ำหนักของตัวรถ ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งไร้ประสิทธิภาพ บนเขาระเบิดแทบจะไม่มีพื้นที่ให้เกิดความผิดพลาด สำหรับความแตกต่างของระบบขับเคลื่อนทั้ง 3 รูปแบบ ขับหน้า ขับหลัง และขับเคลื่อนสี่ล้อ คือ

ขับเคลื่อนล้อหน้า  
การถ่ายเทน้ำหนักที่ทำให้แรงยึดเกาะลดลงจะส่งผลกับแรงบิด เมื่อรถไต่ขึ้นทางชัน น้ำหนักของตัวรถส่วนใหญ่จะถ่ายเทลงไปที่ล้อคู่หลัง ทำให้แรงกดลงบนล้อคู่หน้า  ลดลงอย่างมาก ล้อหน้ารับหน้าที่ทั้งออกแรงฉุด และ บังคับทิศทาง จะสูญเสียแรงยึดเกาะได้ง่าย เกิดอาการล้อหมุนฟรีทิ้ง แม้จะกดคันเร่งเพียงเล็กน้อย หากล้อหน้าลื่นไถล รถจะสูญเสียการควบคุมทิศทางทันที และอาจทำให้รถหยุดชะงักกลางทางชัน เป็นระบบขับเคลื่อนที่เสียเปรียบที่สุด บนทางชันระดับวิกฤต เสี่ยงต่อการเสียกำลังและไปต่อไม่ได้สูงมาก ไม่ควรขับขึ้นทางลาดชันเกิน 20 องศา 

ขับเคลื่อนล้อหลัง 
น้ำหนักของรถที่ถ่ายลงสู่ล้อหลังขณะขึ้นทางชัน  กลายเป็นข้อได้เปรียบโดยตรง เพราะช่วยเพิ่มแรงกด หรือ Downforce  ให้กับล้อคู่หลังซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อน เมื่อล้อหลังได้แรงยึดเกาะเพิ่มขึ้น ทำให้รถสร้างแรงฉุดดันตัวขึ้นทางชันได้ดีกว่ารถขับหน้า ล้อหน้ายังมีหน้าที่รับภาระแค่การบังคับเลี้ยวเพียงอย่างเดียว ข้อควรระวังก็คือ หากกดคันเร่งแรงเกินไปบนพื้นผิวที่ลื่นหรือมีเศษหิน ท้ายรถอาจเกิดอาการปัดท้ายออก หรือ Oversteer  ได้

 ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ
 ระบบกระจายกำลังไปยังล้อทั้งสี่ ทำให้แรงบิดจากเครื่องยนต์ถูกแบ่งปัน ไม่ไปโหลดหนักอยู่ที่ยางคู่ใดคู่หนึ่งมากเกินไป มีความเสถียรสูง แม้ล้อหน้าจะสูญเสียแรงกดไปบางส่วนตามการถ่ายเทน้ำหนัก แต่ล้อหลังก็ยังคงช่วยดันรถขึ้นไปได้ ในทางกลับกัน หากล้อหลังเกิดการหมุนฟรี ล้อหน้าก็ยังคงช่วยดึงรถให้เคลื่อนที่ต่อไปได้

การเข้าโค้งบนทางชันทำได้อย่างมั่นคง ระบบส่งกำลังและระบบควบคุมการลื่นไถล (Traction Control) จะช่วยรักษาทิศทางของรถให้ตรงตามพวงมาลัย รถขับเคลื่อนสี่ล้อ ได้เปรียบและปลอดภัย ในการรับมือกับความชันระดับวิกฤตถึง 29 องศา

ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบสายพานหรือ CVT  Continuously Variable Transmission แน่นอนว่ามันเป็นเกียร์ที่เน้นความนุ่มนวลและประหยัด แต่เมื่อนำมาใช้งานบนทางขึ้นเขาที่มีความสูงชันอย่างต่อเนื่อง เกียร์ CVT จะมีข้อจำกัดทันที  

ข้อจำกัดของเกียร์ CVT บนทางขึ้นเขาสูงชัน
อัตราทดและแรงบิดไม่ต่อเนื่อง เกียร์ CVT ใช้สายพานโลหะคล้องผ่านพูลเลย์แปรผัน  เมื่อเจอความชันสูง สมองกลเกียร์  พยายามปรับอัตราทดเพื่อลดรอบเครื่องยนต์ ส่งผลให้แรงบิดตก ไร้กำลังฉุด และรถเกิดอาการเฉื่อยหรือเร่งไม่ขึ้น ความร้อนสะสมในน้ำมันเกียร์สูงเร็วมาก การเค้นคันเร่งค้างไว้ขณะขึ้นทางชัน ทำให้เกิดแรงเสียดทานมหาศาลระหว่างสายพานและพูลเลย์ ส่งผลให้น้ำมันเกียร์ (CVTF) มีอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ปกติ  จนระบบสั่งตัดกำลังเข้าสู่ Safety Mode เพื่อเซฟเกียร์

สายพานลื่นไถล  เมื่อกดคันเร่งกระแทกแรงๆ บนทางชันเพื่อเค้นกำลัง สายพานโลหะอาจเกิดการจับไม่แน่นหรือลื่นไถลบนพูลเลย์ ทำให้เกิดการสึกหรอสะสมอย่างรวดเร็ว Engine Brake ต่ำตอนลงเขา เนื่องจากไม่มีเฟืองเกียร์จริง การชะลอความเร็วด้วยกำลังเครื่องยนต์ขณะลงเขาจะมีแรงฉุดน้อยกว่าเกียร์ระบบเฟือง (Torque Converter หรือ DCT) ทำให้ผู้ขับขี่ต้องพึ่งพาระบบเบรกเท้ามากขึ้น เสี่ยงอาการเบรกร้อนจัด

วิธีถนอมเกียร์ CVT เมื่อต้องขับขึ้น-ลงเขาสูงชัน
ใช้ตำแหน่งเกียร์ต่ำ (L / S / M1-M2): ปลดล็อคระบบอัตโนมัติมาใช้เกียร์ต่ำ หรือใช้ Paddle Shift ล็อกตำแหน่งเกียร์เสมือนไว้ เพื่อบังคับให้อัตราทดคงที่ และรักษาแรงบิดให้อยู่ในรอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสม เดินคันเร่งเป็นเส้นตรง ห้าม Kickdown การกระทืบคันเร่งบนทางชัน จะทำให้ปั๊มสร้างแรงดันน้ำมันเกียร์ทำงานหนักและสายพานเกิดความเครียดสูง ควรค่อยๆ กดคันเร่งเนียนๆ เลี้ยงรอบเครื่องยนต์ให้นิ่ง

พักรถเมื่อน้ำมันเกียร์ร้อนจัด หากพบสัญญาณเตือนความร้อนขึ้น หรือรู้สึกว่าเครื่องยนต์รอบสูงแต่รถไม่มีแรงเดิน ให้หาจุดจอดที่ปลอดภัย ปล่อยเครื่องยนต์เดินเบาในเกียร์ P เพื่อให้น้ำมันเกียร์ได้ระบายความร้อน ห้ามดับเครื่องยนต์ทันที.
ขอบคุณภาพจากเพจ เที่ยวทุกทริป 
Autolifethailand https://www.youtube.com/watch?v=lv1l4JraZfs 

 อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/