มีคำถามหนึ่งที่หลอกหลอนมนุษยชาติมาตั้งแต่วันที่โลกเริ่มมีรถยนต์ออกมาวิ่ง นั่นคือ เมื่อไฟเตือนน้ำมันหมดสว่างขึ้นมาจริงๆ แล้ว เรายังสามารถขับต่อไปได้อีกไกลแค่ไหน? ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (เคยลองหล่นครั้ง ในช่วงของการทดสอบทางไกล) เพราะระยะทางที่คุณจะสามารถกลั้นใจขับต่อได้หลังจากสัญญาณเตือนสีส้มแจ้งเตือนนั้น มันขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญหลายประการ คือ
1-ประสิทธิภาพประหยัดน้ำมันของตัวรถ อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถคุณคือตัวแปรที่มีผลอย่างยิ่ง
2-สไตล์การขับขี่และสภาพการจราจร การขับรถแบบกดพุ่งกระทืบคันเร่ง หรือการจราจรที่ติดขัดหนาแน่น จะส่งผลให้ระยะทางสั้นลง ในขณะที่การกดคันเร่งอย่างนุ่มนวลไหลลื่นบนถนนทางไกลจะช่วยยืดระยะทางออกไปได้
3-ขนาดและประเภทของตัวรถ SUV คันมหึมาย่อมกินน้ำมันมากกว่ารถซิตี้คาร์ขนาดเล็กน้ำหนักเบา ขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินก็มีอัตราการสูบน้ำมันที่แตกต่างกัน หรือแม้กระทั่งความจุของถังน้ำมันก็มีส่วนร่วมด้วยทั้งสิ้น
4-ระดับความกล้าเสี่ยงของคุณเอง พร้อมใจเด็ดพอที่จะลองเค้นขีดจำกัดของน้ำมันก้นถังที่เหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน!
แม้ว่าจะไม่อาจฟันธงตัวเลขเป๊ะๆ ได้ แต่โดยทั่วไป ภายใต้เงื่อนไขการขับขี่ปกติ ส่วนใหญ่รถจะยังสามารถวิ่งต่อได้อีกราวๆ 50 ถึง 100 กิโลเมตร หลังจากไฟเตือนน้ำมันสว่างขึ้น ซึ่งการเดินคันเร่งอย่างนุ่มนวลและใจเย็น จะช่วยยืดระยะทางออกไปได้อีกพอสมควร ทำให้พอมีลุ้นประคองรถไปจนถึงปั๊มน้ำมันถัดไป ในทางกลับกัน หากขับแบบกระทืบคันเร่งกระโชกโฮกฮาก น้ำมันก็อาจจะหมดเกลี้ยงเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก
แล้วไฟเตือนขึ้นแบบนี้ หมายความว่ารถกำลังจะดับกลางทางเลยหรือเปล่า? โดยทั่วไปแล้ว การที่ไฟเตือนน้ำมันสว่างขึ้นมาไม่จำเป็นต้องถึงขั้นสติแตกหรือตกใจอะไรไปจนเกินเหตุ เพราะไม่ได้แปลว่ารถจะกระตุกดับลงในทันทีทันใด ค่ายรถยนต์แทบทุกรายมักจะออกแบบระบบให้มี "น้ำมันสำรองก้นถัง" เหลือไว้ในปริมาณที่มากพอสมควรหลังจากไฟเตือนเริ่มทำงาน ผู้ผลิตบางแบรนด์ อาจจะตั้งค่าไว้แบบเผื่อความปลอดภัย (Conservative) มากกว่าค่ายอื่น ซึ่งในบางกรณี ยังสามารถขับลากไปได้ไกลเกินกว่า 100 กิโลเมตรเลยด้วยซ้ำ ก่อนที่จะจำเป็นต้องเลี้ยวเข้าปั๊ม ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณรู้ใจรถตัวเองดีแค่ไหน... และพร้อมที่จะใจเด็ดเสี่ยงดวงกับมันมากเท่าไหร่! เส้นทางราบปกติ หรือทางขึ้นเขาลงเนิน ตัวแปรเหล่านี้ มีพ่วงการใช้คันเร่งเข้ามาด้วย แต่ ยังไงก็ตามไม่ควรขับยาวหลังจากไฟรูปถังน้ำมันขึ้นโชว์ ถ้าน้ำมันหมดจนดับกลางอากาศ อาจทำให้หัวฉีดมีปัญหาขึ้นมาได้ในรถยนต์บางรุ่นที่ไม่ควรให้น้ำมันเหลือน้อยจนไฟขึ้นโชว์
การปล่อยให้น้ำมันหมดกลางทางในจุดที่อันตราย เช่น บนทางด่วน หรือถนนที่ใช้ความเร็วสูง ไม่เพียงแต่จะส่งตัวเองไปเสี่ยงอันตรายเท่านั้น แต่ยังอาจโดนคุณตำรวจเปรียบเทียบปรับเอาได้ง่ายๆ เพราะสถานการณ์ชวนปวดหัวแบบนี้ไม่ได้แค่เสี่ยงอุบัติเหตุ แต่มันเป็นเรื่องที่ คุณเองสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ ตั้งแต่แรก นอกจากนี้ การขับรถตอนน้ำมันก้นถัง เศษตะกอนที่ตกค้างอยู่ใต้อ่างน้ำมันจะถูกดูดเข้าไปในระบบเชื้อเพลิง แม้เรื่องนี้จะมีส่วนจริงอยู่บ้างเล็กๆ แต่มันก็เป็น "ความเข้าใจผิด" เสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะในความเป็นจริงไม่ว่าน้ำมันจะเต็มหรือเกลี้ยงถัง ระบบก็ดูดน้ำมันมาจากบริเวณก้นถังอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว แถมรถยนต์ยุคใหม่ยังมีกรองน้ำมันเชื้อเพลิงประสิทธิภาพสูงที่ช่วยดักจับสิ่งสกปรก ไม่ให้หลุดเข้าไปทำร้ายชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องยนต์ได้ง่ายๆ
อย่าลืมว่า การปล่อยให้น้ำมันแห้งก้นถังอยู่เป็นประจำ ส่งผลเสียต่อระบบเชื้อเพลิง เพราะ "ปั๊มเชื้อเพลิงไฟฟ้า" (ปั๊มติ๊ก) ต้องอาศัยน้ำมันที่หล่อเลี้ยงอยู่รอบๆ ในการช่วยระบายความร้อน เมื่อน้ำมันในถังแห้งเหือด ปั๊มติ๊กก็อาจเกิดความร้อนสูงเกินขนาด นำไปสู่การสึกหรอและพังเสียหายก่อนเวลาอันควร
สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล เมื่อละเลยไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น โดยปล่อยให้น้ำมันหมดเกลี้ยงถัง นั่นยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเข้าไปอีก เพราะอากาศสามารถหลุดเข้าไปในระบบฉีดจ่ายน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้ต้องทำการ "ไล่อากาศ" (Bleeding) ออกจากระบบเสียก่อน เครื่องยนต์ถึงจะยอมสตาร์ทติดอีกครั้ง แม้ว่ารถดีเซลรุ่นใหม่ๆ ส่วนใหญ่จะมีระบบไล่อากาศอัตโนมัติแล้วก็ตาม แต่รุ่นเก่าๆ อาจจะไม่ได้สะดวกสบายขนาดนั้น ยิ่งไปกว่านั้น การปล่อยให้น้ำมันดีเซลหมดถังยังอาจทำร้ายหัวฉีดจนเสียหาย ซึ่งหมายถึงค่าซ่อมมหาศาลที่ต้องจ่ายตามมา
แล้วทางออกที่ดีที่สุดคืออะไร?
ในขณะที่ผู้ขับบางคนอาจจะสบายใจกับการเลี้ยวเข้าปั๊มทันทีที่เข็มน้ำมันตกเกินครึ่งถัง แต่บางคนกลับชอบความท้าทายในการเค้นขีดจำกัดของตัวรถจนหยดสุดท้าย แม้ว่าการเข้าใจระบบเชื้อเพลิงและรู้ใจรถตัวเองจะช่วยลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นลงได้ แต่ ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดคือการมอง ไฟเตือนน้ำมัน ให้เป็นคำเตือนสุดท้าย... ไม่ใช่คำท้าทาย! แล้วเลี้ยวเข้าปั๊มเพื่อเติมน้ำมันภายในระยะทางไม่เกิน 50 กิโลเมตรข้างหน้าหากเป็นไปได้ และถึงแม้ว่าคุณอยากจะลองใจเด็ดขับลากก้นถังดูสักครั้งในบางโอกาส แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงไม่ทำเป็นประจำ เพราะความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับปั๊มติ๊กกับระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงคือเรื่องจริงที่ไม่มีใครอยากเจอ!
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/