ในสภาวะที่เศรษฐกิจตึงตัวและราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงจนคนพากันหารถยนต์มือสองสภาพดีเพื่อเซฟเงินในกระเป๋า ตลาดรถมือสองโดยเฉพาะรถไฮบริดกลับมาคึกคัก แต่รถใช้แล้วก็พ่วงมาด้วยความเสี่ยงเรื่องรถย้อมแมวที่น่ากลัว สำหรับคนดูรถไม่เป็น และนี่คือคู่มือ วิธีจับผิดรถย้อมแมว ตรวจรถมือสองก่อนซื้อ
แกะรอยเอกสารประจำรถและประวัติย้อนหลัง
จุดเริ่มต้นของการเลือกซื้อรถมือสองไม่ใช่การเดินดูรอบคัน แต่คือการ "ตรวจสอบเอกสาร" เพราะต่อให้สภาพรถจะสวยปิ๊งขนาดไหน แต่ถ้าเอกสารไม่ผ่าน รถคันนั้นก็อาจกลายเป็นเศษเหล็กผิดกฎหมายได้ในพริบตา สิ่งที่คุณต้องดูเล่มทะเบียนแล้วเช็กอย่างละเอียด
ความสมบูรณ์ของเล่มและตัวเลข ตรวจสอบรหัสเลขตัวถัง (Chassis Number) และเลขเครื่องยนต์จากตัวรถจริง ต้องตรงกันทุกตัวอักษร กับที่ระบุไว้ในเล่มทะเบียน ไม่มีรอยขูดขีด ฆ่า หรือตอกเลขใหม่ด้วยมือ
หน้าบันทึกของเจ้าหน้าที่ (Page 18 - หน้า 18 คือทีเด็ด) เปิดไปที่หน้า 18 หรือหน้าบันทึกรายการของเจ้าหน้าที่ขนส่ง จุดนี้คือสมุดพกประจำตัวรถที่ห้ามมองข้าม ให้ดูว่ารถคันนี้มีประวัติการเปลี่ยนเครื่องยนต์, ดัดแปลงสภาพตัวถัง, เปลี่ยนสี, แจ้งแก๊ส LPG/CNG หรือมีประวัติ ออกเล่มใหม่แทนเล่มเดิมที่สูญหายหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนมือบ่อยเกินไปหรือออกเล่มใหม่บ่อย ๆ ต้องเพิ่มความระมัดระวัง
...
ลำดับผู้ถือกรรมสิทธิ์ เช็กให้แน่ใจว่ารถผ่านมือมาแล้วกี่คน (รถมือเดียวขี่น้อย ย่อมดีกว่ารถที่เปลี่ยนมาแล้ว 5-6 มือ) และชื่อของเจ้าของคนล่าสุดในเล่ม ต้องตรงกับบัตรประชาชนของผู้ขาย ณ วันที่ทำสัญญาซื้อขาย
หน้าคู่มือเสียภาษีประจำปี (ข้อสังเกตสำคัญ) ลองไล่ดูตารางการเสียภาษีประจำปีในเล่ม รถที่ใช้งานมาหลายปี สีน้ำหมึกและตัวเลขตราประทับของแต่ละปีจะต้องมีความเก่า-ใหม่ ซีดจาง แตกต่างกันไปตามกาลเวลา หากพบว่าสีน้ำหมึก หัวลูกศร หรือตัวเลขสลักของทุก ๆ ปีดูสดใหม่ คมชัด และเป็นสีเดียวกันหมดราวกับเพิ่งพิมพ์ออกมาพร้อมกัน ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่าคุณกำลังเผชิญหน้ากับ "เล่มทะเบียนปลอม"
ตรวจเลขไมล์บนหน้าปัด
เลขไมล์คือตัวชี้วัดสำคัญที่บอกว่ารถคันนี้ผ่านศึกมาหนักหน่วงแค่ไหน แต่นี่ก็คือจุดที่ถูกศัลยกรรมหรือกรอไมล์มาหลอกตาคนซื้อได้ง่ายที่สุด หากเจอรถที่ปีเก่าแต่เลขไมล์น้อยจนเหลือเชื่อ อย่าเพิ่งดีใจ ให้ใช้วิธีเช็กสภาพจริงขัดแย้งกับตัวเลข ดังนี้
...
ร่องรอยการสัมผัสภายในห้องโดยสาร ตัวเลขบนหน้าปัดอาจจะโกหกได้ แต่ความเสื่อมสภาพของอุปกรณ์หลอกกันไม่ได้ ให้ดูความสึกหรอของ พวงมาลัย, หัวเกียร์, แป้นเหยียบคันเร่ง/เบรก รวมถึงปีกเบาะฝั่งคนขับ รถที่ไมล์แท้วิ่งน้อย อุปกรณ์เหล่านี้ต้องยังเต่งตึง ไม่ลอก ไม่ถลอก หรือสึกจนเนียนเรียบ หากรถไมล์ 50,000 กิโลเมตร แต่พวงมาลัยลอกจนเห็นเนื้อในชวนสงสัย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าโดนกรอไมล์มาแน่นอน
ความสมเหตุสมผลของวันจดทะเบียน โดยเฉลี่ยแล้ว รถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปจะมีระยะการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 15,000 – 25,000 กิโลเมตรต่อปี หากรถจดทะเบียนมาแล้ว 7-8 ปี แต่เลขไมล์เพิ่งแตะ 30,000 กิโลเมตร ให้ลองเช็กสมุดรับประกัน (Warranty บุ๊คเซอร์วิส) หรือโทรเช็กประวัติเข้าศูนย์บริการครั้งล่าสุดดูว่า ตัวเลขระยะทางครั้งสุดท้ายที่บันทึกไว้ในระบบขัดแย้งกับหน้าปัดปัจจุบันหรือไม่
การกรอเลขไมล์แล้วนำรถมาหลอกขาย ถือเป็นการกระทำความผิดทางกฎหมาย เข้าข่าย ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 เนื่องจากการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ผู้ซื้อยังสามารถฟ้องร้องเพื่อยกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้อีกด้วย
...
...
เช็กสภาพโครงสร้างและผิวตัวถัง (Exterior & Body Shell)
ตัวถังภายนอกคือสิ่งแรกที่เห็น ซึ่งเต็นท์รถหรือเจ้าของเดิม...มักจะนำรถไปเก็บงาน ทำสี หรือดัดแปลงสภาพผิวให้ดูใหม่เอี่ยมก่อนนำมาลงขายเสมอ วิธีการตรวจสอบในข้อนี้ แนะนำให้แบ่งการสังเกตออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้
มิติและระยะห่าง (Gap/Flush) เดินดูรอบตัวรถในระยะห่างประมาณ 2-3 เมตรเพื่อดูทรงรถโดยรวมก่อน จากนั้นเดินเข้าไปดูช่องว่าง ระหว่างรอยต่อชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น รอยต่อฝากระโปรงหน้ากับแก้มข้าง ช่องว่างประตูแต่ละบาน หรือฝาท้าย รถที่สภาพเดิมโรงงาน ระยะห่างเหล่านี้ต้องสม่ำเสมอ เท่ากันตลอดแนว หากพบว่าฝั่งหนึ่งห่าง แต่อีกฝั่งเบียดชิดจนแทบชนกัน บ่งบอกว่าโครงสร้างภายในอาจเคยเคลื่อนจากอุบัติเหตุ
การสะท้อนของแสงและผิวสัมผัส ให้ลองก้มมองผิวรถในระนาบสายตาขนานกับตัวถัง สังเกตแสงสะท้อนบนผิวสี หากเห็นแสงสะท้อนหักเห ผิวเป็นคลื่น หรือส่องแล้วเนื้อสีขึ้นลายผิวส้ม ไม่เรียบเนียนเสมอกับชิ้นส่วนอื่น สันนิษฐานได้เลยว่าชิ้นส่วนนั้นผ่านการโป๊สีและพ่นสีใหม่มา
การเคาะทดสอบเสียง ใช้นิ้วชี้หรือนิ้วกลางเคาะเบา ๆ ไปตามตัวถังไล่ไปทีละชิ้นส่วน รถที่สีเดิม ๆ ไม่เคยชนหนัก เวลาเคาะจะมีเสียงโปร่งใสและกังวาน เสียง "แป๊ะ ๆ เพราะมีแค่ชั้นเหล็กและสีบาง ๆ แต่ถ้าเคาะแล้วเสียงทึบ แน่นตึ้บ เสียง ตุ้บ ๆ ตึบๆ แสดงว่าตรงจุดนั้นผ่านการพอกน้ำยาโป๊สีมาหนาแน่นเพื่อปกปิดร่องรอยความเสียหาย
เช็กรอยตะเข็บ เม็ดอาร์ก และรอยต่อสำคัญ (Seams & Spot Welds)
ตะเข็บตัวถังและรอยเชื่อมสปอต (Spot Welds) จากโรบอตในโรงงาน คือลายนิ้วมือของรถยนต์ที่ไม่สามารถทำเลียนแบบให้เหมือนเดิม 100% ได้ด้วยมืออู่ซ่อมรถ จุดเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ใต้ซีลยางและขอบพลาสติก ซึ่งเป็นจุดตายที่ต้องรื้อดูเพื่อเช็กว่าเคยโดนชนหนักจนเสียรูปมาหรือไม่ โดยมีจุดไฟลต์บังคับที่ต้องเช็กดังนี้
คานหน้าและซุ้มล้อ เปิดฝากระโปรงหน้า สังเกตหัวนอตที่ยึดแก้มข้างและคานหน้า ต้องไม่มีรอยถลอกหรือรอยประแจขัน ตัวคานต้องไม่มีรอยดัด รอยย่น หรือพ่นสีใหม่จนดูผิดหูผิดตา ที่สำคัญ สติกเกอร์เตือนหรือเพลทระบุรหัสตัวถัง ถ้ามี ที่แปะมาจากโรงงานต้องอยู่ครบในสภาพธรรมชาติ ไม่มีการลอกแล้วแปะซ้ำ
แก้มข้างและเบ้าโช้ค ตะเข็บและจุดสปอตบริเวณห้องเครื่องซ้าย-ขวา ต้องมีความสมมาตร รอยพับเหล็กและรอยนูนต้องคมเท่ากันทั้งสองด้าน ไม่มีรอยเชื่อมแก๊สด้วยมือหรือรอยอุดซิลิโคนย้วย ๆ
ขอบประตูทั้ง 4 บาน จุดนี้ห้ามเกรงใจ ให้ลองขออนุญาตดึงซีลยางขอบประตูออกดู (ยางขอบประตูรถส่วนใหญ่ดึงออกและกดกลับเข้าที่เดิมได้ง่าย) สังเกตตามขอบเหล็ก ต้องเห็นรอยบุ๋มกลม ๆ ขนาดเท่า ๆ กัน (Spot Welds) เรียงตัวเป็นระเบียบตลอดแนว หากพบว่าแนวอาร์กเลือนหายไป มีเนื้อเหล็กเรียบเนียนผิดปกติ หรือมีรอยอ๊อกเชื่อมเหล็ก แสดงว่ารถคันนี้เคยโดนชนด้านข้างจนเสากลาง (A/B/C Pillar) ยุบแล้วช่างตัดต่อตัวถังใหม่
หลุมยางอะไหล่และท้ายรถ เปิดฝากระโปรงท้าย ยกพรมปูพื้นขึ้นจนเห็นหลุมวางยางอะไหล่ ดูแนวซิลิโคนตามรอยต่อโครงสร้างท้ายรถ ซิลิโคนเดิมโรงงานเมื่อลองใช้เล็บจิกจะรู้สึกเหนียวแน่นและยุบตัวลงไปเล็กน้อย (ไม่แข็งกระด้างเหมือนหิน และไม่เหลวเป็นเลน) แนวรอยนูนและเม็ดอาร์กซ้าย-ขวาต้องเท่ากัน หากเห็นรอยย่นของเหล็ก คราบสนิม หรือซิลิโคนป้ายมาแบบหนาเตอะไม่เรียบร้อย แสดงว่าเคยโดนชนท้ายมาแน่นอน
เช็กระบบส่งกำลังและระบบรองรับ หรือช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยว
ตรงนี้แหละที่สำคัญพอๆกับการตรวจสอบตัวถังและสี ระบบส่งกำลังและช่วงล่างคือหัวใจและชีพจรของรถยนต์ใช้แล้ว ค่าซ่อมในส่วนนี้หากเจอแจ็กพอตพวกเกียร์ อาจสูงแตะหลักหมื่นหลักแสน หรือแม้แต่หลายแสน โดยเฉพาะรถยุโรปราคาหล่นหนักที่แต่ละรุ่นล้วนน่าใช้ ถ้าระบบส่งกำลังยังอยู่ในสภาพดีถือว่าคุ้ม แต่ถ้าใกล้จะพัง หรือพังแล้ว เอามาซ่อม รับรองว่าถ้าอาการหนักเจ้าของใหม่อาจอ่วมอรทัยเมื่อเห็นบิลตัวเลขค่าซ่อมเกียร์ไม่ว่าจะเป็น 9-G Tronic ของเบนซ์ หรือ ZF8HP ของบีเอม รวมถึงเกียร์คลัตช์คู่ของแบรนด์สี่ห่วงที่ถ้าเจ๊งขึ้นมาค่าเสียหายนับว่า หลายแสน ดังนั้น การตรวจเช็กอย่างละเอียดทั้งตอนจอดนิ่งและตอนออกไปทดลองขับจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ คือ
เครื่องยนต์
การตรวจสอบเครื่องยนต์ต้องทำทั้งในขณะดับเครื่อง (ดูสภาพกายภาพ) และขณะติดเครื่องเพื่อฟังเสียงและดูการทำงาน ขณะดับเครื่อง ดูรอยรั่วซึมของของเหลว ใช้ไฟฉายส่องดูตามประเก็นฝาวาล์ว ซีลข้อเหวี่ยง และใต้ท้องรถ ต้องแห้งสนิท ไม่มีคราบน้ำมันเครื่องเยิ้มหรือจับตัวเป็นก้อนเหนียว
ระบบหล่อเย็น เปิดฝาหม้อน้ำและถังพักน้ำ ทำตอนเครื่องเย็นเท่านั้น น้ำต้องสะอาด ไม่มีคราบตะกรัน คราบสนิม หรือมีคราบน้ำมันเครื่องลอยเป็นแพ ถ้ามีอาการเหมือนนมข้นหวานผสมอยู่ แสดงว่าประเก็นฝาสูบอาจโก่งหรือแตก
สายพานและส่วนประกอบ สายพานหน้าเครื่องต้องไม่มีรอยแตกลายงา ขั้วแบตเตอรี่สะอาดไม่มีขี้เกลือขึ้นหนาเตอะ และระดับของเหลว (น้ำมันเครื่อง, น้ำมันเบรก, น้ำมันพาวเวอร์) ต้องอยู่ในระดับที่ถูกต้องและไม่มีสีดำสนิทชวนสงสัย
ลองติดเครื่องยนต์ สังเกตรอบเดินเบาและเสียงการทำงาน เมื่อสตาร์ตแล้ว เครื่องยนต์ต้องติดง่าย รอบนิ่งไม่สวิงขึ้นลง (สังเกตเข็มวัดรอบ) เครื่องยนต์ต้องไม่มีอาการสั่นสะท้านจนสะดุด และต้องไม่มีเสียงโลหะกระทบกัน เสียงวาล์วดัง หรือเสียงแบริ่งหอน
สีของควันไอเสีย ให้คนช่วยเหยียบคันเร่งขึ้นไปประมาณ 3,000 รอบ แล้วสังเกตปลายท่อไอเสีย ควันที่ปกติคือควันใส หากมีควันสีขาวพวยพุ่งและมีกลิ่นเหม็นไหม้ แสดงว่าเครื่องยนต์เริ่มหลวม น้ำมันเครื่องเล็ดลอดเข้าห้องเผาไหม้ แต่ถ้าเป็นควันสีดำหมายถึงส่วนผสมหนา เชื้อเพลิงจ่ายเกิน ระบบเซนเซอร์หรือหัวฉีดอาจมีปัญหา
ระบบเกียร์
เกียร์เป็นชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนสูงและค่าโอเวอร์ฮอล (Overhaul) หรือเปลี่ยนลูกใหม่นั้นแพงเอาเรื่อง การเช็กเกียร์ต้องโฟกัสไปที่จังหวะการตัดต่อกำลัง
การทดสอบตอนจอด (Gear Engagement) ติดเครื่องยนต์ เหยียบเบรกค้างไว้ แล้วลองเลื่อนหัวเกียร์สลับไปมา P-R-N-D จังหวะที่เข้าเกียร์ R หรือ D รถต้องมีแรงดึงพร้อมจะเคลื่อนตัวทันทีภายใน 1-2 วินาที หากเข้าเกียร์แล้วรถนิ่งสนิท ต้องรอเกียร์ "อม" หรือต้องเหยียบคันเร่งส่งรถถึงจะยอมขยับ (อาการเกียร์วืด/เกียร์สลิป) บ่งบอกว่าคลัตช์ภายในเกียร์เริ่มหมดหรือสมองเกียร์มีปัญหา
การทดสอบตอนขับ (Smooth Shifting) ในระหว่างทดลองขับ ให้สังเกตจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ (สลับเกียร์ขึ้นและลง) เกียร์ที่ดีต้องเปลี่ยนได้นุ่มนวล ต่อเนื่อง ไม่มีการกระตุกอย่างรุนแรง (อาการเกียร์กระชาก) ไม่มีเสียงเฟืองเกียร์หอนในย่านความเร็วสูง และรอบเครื่องยนต์ต้องสอดคล้องกับความเร็วรถ ไม่สวิงวูบวาบโดยที่รถไม่แรงขึ้น
ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยว
แม้ว่าช่วงล่างที่เสื่อมสภาพอาจจะไม่ทำให้รถถึงขั้นกินข้าวลิง หรือสตาร์ตไม่ติดอยู่ข้างทาง แต่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัย การทรงตัวในย่านความเร็วสูง และที่สำคัญคืองบประมาณการซ่อมที่มักจะบานปลายได้ง่ายมาก หากเราดูไม่ขาดตั้งแต่แรก วิธีจับสังเกตอาการเยิ้ยงช่างเทคนิค ให้ลองฟังและจับอาการตามนี้
เสียงสัญญาณเตือนบอกอาการ
เสียง กุกๆ กักๆ หรือ ตึงตัง ยามที่ขับผ่านลูกระนาด ทางขรุขระ หรือตกร่องถนน: อาการนี้ฟ้องชัดเจนว่าชิ้นส่วนจำพวก ลูกหมากปีกนก, ลูกหมากคันชัก-แร็คพวงมาลัย, ยางรองแท่นเครื่อง หรือบูชยางต่าง ๆ เริ่มเสื่อมสภาพจนเนื้อยางแตกหัก เหล็กจึงกระแทกกับเหล็กโดยตรง
เสียง แกรกๆๆ ถี่ๆ ตอนหักพวงมาลัยเลี้ยวสุด แล้วกดคันเร่งออกตัว นี่คือสัญญาณชีพจรสุดท้ายของหัวเพลาขับตัวนอก (พบมากในรถขับเคลื่อนล้อหน้า) ซึ่งมักเริ่มจากยางหุ้มเพลาขาด ทำให้น้ำและเศษทรายหลุดเข้าไปกัดทำลายชุดลูกปืนภายในจนพังเสียหาย
สัมผัสและอาการทางกายภาพ
อาการย้วยยวบ ยวบยาบเหมือนเรือโคลง ให้ลองใช้มือกดหน้ารถหรือท้ายรถลงตรง ๆ รถที่โช้คอัพยังสมบูรณ์จะสะท้อนกลับและคืนตัวนิ่งทันทีภายใน 1-2 ครั้ง แต่ถ้ากดแล้วตัวรถยังเด้งขึ้นลงดึ๋งๆ เหมือนสปริงเตียงนอนเก่า แปลว่าโช้คอัพกลับบ้านเก่าไปแล้ว (โช้คตายหรือน้ำมันรั่วหมดซึม) เวลาขับเร็วรถจะลอยและทรงตัวอันตรายมาก
อาการพวงมาลัยกินเลน (ไม่ยอมตรงทาง) ในจังหวะที่วิ่งทางตรงยาวและอยู่ในจุดที่ปลอดภัย ให้ลองปล่อยมือจากพวงมาลัยสั้น ๆ ตัวรถต้องรักษาแนวตรงไปข้างหน้า หากตัวรถมีอาการดึงขืนออกซ้ายหรือขวาทันที แสดงว่าศูนย์ล้อเพี้ยนหนัก หรือร้ายแรงกว่านั้นคือโครงสร้างช่วงล่างบางชิ้นอาจคดงอจากการเคยกระแทกฟุตบาทหรือเกิดอุบัติเหตุมาก่อน
ก่อนควักกระเป๋า แม้ว่าระบบช่วงล่างจะใจดีตรงที่สามารถแยกซ่อมเฉพาะจุดได้ ไม่จำเป็นต้องรื้อเปลี่ยนยกชุด แต่ถ้าลองบวกคำนวณดูแล้วพบว่ารถคันนี้ปล่อยปละละเลยจนอาการเสียสะสมเพียบ (เช่น โช้ครั่วจับคู่มากับลูกหมากแตก แถมบูชยางฉีกรอบคัน) ค่าค่าแรงรวมค่าอะไหล่รวมกันอาจพุ่งสูงจนน่าตกใจ แนะนำให้ใช้จุดนี้เป็นไม้ตายในการต่อรองราคากับผู้ขาย หรือไม่ก็ถอยออกมาแล้วลองเปรียบเทียบดูรถคันอื่นจะคุ้มค่าเงินในกระเป๋ามาก
เช็กระบบไฟ อุปกรณ์ส่วนประกอบ และฟังก์ชันอำนวยความสะดวก
หลังจากเช็กโครงสร้างและเครื่องยนต์จนมั่นใจแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการตรวจสอบระบบไฟและฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในห้องโดยสาร เพราะระบบไฟฟ้าของรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ มีค่าซ่อมที่จุกจิกไม่แพ้กันครับ
ระบบไฟส่องสว่างรอบคัน ลองเปิดใช้งานไฟทุกดวง ตั้งแต่ไฟหน้า (ไฟสูง-ไฟต่ำ), ไฟท้าย, ไฟเบรก, ไฟเลี้ยว, ไฟฉุกเฉิน รวมถึงไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร ต้องติดครบทุกดวงและไม่มีอาการไฟกระพริบระริก
ระบบปรับอากาศ เปิดแอร์ทิ้งไว้สักระยะ ลมแอร์ต้องเย็นฉ่ำ สปีดพัดลมทำงานครบทุกระดับ และที่สำคัญต้องไม่มีกลิ่นอับหรือกลิ่นชื้นพุ่งออกมาในแวบแรกที่เปิด
ระบบบังคับเลี้ยวและกลไก ลองหมุนพวงมาลัยซ้าย-ขวาจนสุดขณะจอดนิ่ง พวงมาลัยต้องสมูท ไม่มีเสียงดังกึก ๆ ไม่ฝืดค้าง และเมื่อปล่อยมือตอนเลี้ยวรถต้องมีแรงคืนตัวกลับสู่ตรงกลางได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ให้ทดลองระบบเซ็นทรัลล็อกและรีโมทกุญแจว่ายังล็อกและปลดล็อกได้ครบทุกบานหรือไม่
วิธีจับผิดรถมือสองเคยจมน้ำ
อีกหนึ่งฝันร้ายของคนซื้อรถมือสองที่หลายคนนึกไม่ถึงคือรถจมน้ำ เพราะน้ำและโคลนที่เข้าไปฝังในระบบกลไกและสมองกลไฟฟ้า (ECU) จะค่อย ๆ กัดกร่อนและสร้างปัญหาตามมาแบบไม่จบไม่สิ้นในอนาคต แม้ว่าเต็นท์รถจะทำความสะอาดมาเนียนแค่ไหน แต่คุณสามารถจับผิดร่องรอยที่ซ่อนอยู่ได้ด้วย 5 จุด
ดมกลิ่นอับชื้นฝังลึกภายในห้องโดยสาร
ทันทีที่เปิดประตูรถ ให้สูดหายใจลึก ๆ สังเกตกลิ่นภายใน รถที่เคยจมน้ำจะมีกลิ่นอับชื้นฝังแน่น คล้ายผ้าขี้ริ้วเปียกน้ำ โชยออกมา แม้จะจอดตากแดดหรือพ่นน้ำหอมกลบเกลื่อนก็มักจะเอาไม่อยู่ จากนั้นให้เอามือลูบตามพรมพื้นรถ ใต้ผ้ายาง และเพดาน ดูว่ามีคราบด่าง คราบเชื้อรา หรือสีของพรมซีดจางไม่เท่ากันหรือไม่
ตรวจคราบสนิม ดินทราย ใต้ท้องและห้องเครื่อง
ให้ยกรถขึ้นฮอยส์หรือก้มลงดูใต้ท้องรถอย่างละเอียด รถที่จมน้ำจะเกิดคราบสนิมเกาะกินหนาแน่นตามจุดยึด รอยต่อเหล็ก และนอตต่าง ๆ มากผิดปกติ ส่วนในห้องเครื่องให้ใช้ไฟฉายส่องเข้าไปตามซอกลึกหลังแผงแดชบอร์ด ในกล่องฟิวส์ หรือตามขั้วสายไฟ หากเจอคราบดินโคลนหรือเศษทรายละเอียดยังหลงเหลืออยู่ บ่งบอกได้เลยว่ารถคันนี้เคยลุยน้ำมิดคันมาแน่นอน
ระบบไฟและระบบอิเล็กทรอนิกส์
ระบบไฟในรถจมน้ำจะทำงานเอ๋อ ๆ เพี้ยน ๆ ให้ลองกดสวิตช์กระจกไฟฟ้าขึ้น-ลงพร้อมกันทุกบาน, เปิด-ปิดเครื่องเสียง, ปรับเบาะไฟฟ้า และลองใช้งานซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้งเพื่อดูว่าระบบกลไกมีอาการสะดุด หรือมีเสียงมอเตอร์ครางดังผิดปกติหรือไม่
ชักก้านวัดดูสีน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์
เปิดฝากระโปรงแล้วดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องขึ้นมาดู ถ้าน้ำมันเครื่องมีสีน้ำตาลขุ่นคล้ายกาแฟใส่นม หรือมีหยดน้ำเกาะปนอยู่ แปลว่ามีน้ำเล็ดลอดเข้าไปผสมในห้องเครื่องยนต์เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับน้ำมันเกียร์ หากพบสีขุ่นผิดปกติ ให้ถอยห่างทันที
แกะรอยจากประวัติซ่อมและเล่มทะเบียน
ขอดูสมุดบันทึกการเข้าเช็กศูนย์หรือใบเสร็จการซ่อมจากเจ้าของเดิมอย่างละเอียด และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจสอบประวัติทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเช็กให้ชัวร์ว่ารถคันนี้เคยมีประวัติแจ้งอุบัติเหตุหนัก มีการคืนทุนประกัน (เพราะซ่อมไม่คุ้มจากกรณีจมน้ำ) หรือมีการโอนเปลี่ยนมือเจ้าของบ่อยผิดปกติหรือไม่
การสละเวลาตรวจสอบรถมือสองอย่างละเอียดตามขั้นตอนทั้งหมดนี้ คือเกราะป้องกันชั้นดีที่จะช่วยยืนยันว่า รถยนต์คันที่คุณกำลังจะควักเงินก้อนโตซื้อนั้นดีพอและปลอดภัย สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เพราะคงไม่มีใครอยากซื้อรถมาเพื่อซ่อมมากกว่าขับ นอกจากเรื่องสภาพตัวรถแล้ว ความโปร่งใสทางกฎหมาย ก็สำคัญไม่แพ้กัน การตรวจสอบเล่มทะเบียนเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ การปลอมแปลงเอกสาร และการเช็กประวัติเพื่อป้องกันการกรอเลขไมล์ จะช่วยปิดความเสี่ยงทางกฎหมายและทำให้คุณได้รถมือสองที่คุ้มค่าเงิน มีคุณภาพ และขับขี่ได้อย่างสบายใจ.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/