หากนำรถยนต์ที่ใช้ระบบไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้ง HEV (Hybrid), PHEV (Plug-in Hybrid) และ EV (รถยนต์ไฟฟ้าล้วน) มาเปรียบเทียบกันตามข้อมูลสถิติอุบัติเหตุและงานวิจัยด้านประกันภัยระดับสากล (เช่น ข้อมูลจาก NTSB และสถาบันวิจัยชั้นนำ) กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้สูงที่สุด อาจทำให้หลายคนแปลกใจ 

อันดับ 1 รถยนต์กลุ่ม Hybrid (HEV และ PHEV) มีความเสี่ยงสูงที่สุด อ้าวทำไมเป็นแบบนั้น มาดูกันครับ จากสถิติอัตราส่วนการเกิดไฟไหม้ต่อจำนวนรถ 100,000 คัน พบว่า กลุ่มรถยนต์ไฮบริดทั้งแบบเสียบปลั๊กและไม่เสียบปลั๊ก มีตัวเลขการเกิดเพลิงไหม้สูงที่สุดในบรรดารถทุกประเภท (สูงกว่ารถน้ำมันล้วน และสูงกว่า EV หลายสิบเท่า)

ทำไมถึงเสี่ยงที่สุด? เพราะรถไฮบริดคือการนำ 2 โลกที่มีความเสี่ยง มารวมอยู่ในคันเดียวกัน คือมีทั้งระบบน้ำมันเบนซิน (ซึ่งไวไฟและระเหยง่ายตามที่คุยกันไปในตอนแรก) มีท่อไอเสียที่ร้อนจัด และยังมีระบบไฟฟ้าแรงสูงบวกแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพิ่มเข้ามา ทำให้ระบบขับเคลื่อนมีความซับซ้อนของโครงสร้างสูง ยิ่งชิ้นส่วนเยอะ สายไฟแยะ ท่อน้ำมันพาดผ่านใกล้ระบบไฟฟ้า ความเสี่ยงในจุดเชื่อมต่อต่างๆ จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากเกิดการชนหรือระบบจัดการความร้อนผิดพลาด สารเคมีจากแบตเตอรี่และน้ำมันพร้อมเป็นเชื้อเพลิงหนุนกันเอง

...


อันดับ 2 รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (EV / BEV) ดูเหมือนจะน่ากลัว แต่ก็พบว่า รถยนต์ไฟฟ้ามีความเสี่ยงต่ำที่สุดในกลุ่ม ในแง่ของความถี่หรือโอกาสในการเกิดเหตุ รถยนต์ไฟฟ้าล้วน มีตัวเลขต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ โดยต่ำกว่าไฮบริดและรถน้ำมันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงเหลวที่ไวไฟ ไม่มีท่อไอเสียที่ร้อนเป็นร้อยๆ องศา และระบบความปลอดภัยของแพ็กแบตเตอรี่ถูกออกแบบมาหนาแน่นมาก

แต่ข้อควรระวังคือ รถยนต์ EV แม้จะเกิดไฟไหม้ยากที่สุด แต่มันได้คะแนนความรุนแรงและอันตรายเป็นอันดับหนึ่งแทน เพราะหากแบตเตอรี่เสียหายรุนแรงจนเกิดการลัดวงจรภายใน (Thermal Runaway) มันจะผลิตความร้อนและออกซิเจนในตัวเอง ทำให้ไฟลุกไหม้รุนแรง ดับยาก และต้องใช้น้ำมากกว่ารถปกติหลายเท่าในการควบคุมอุณหภูมิ

สรุปการเรียงลำดับความเสี่ยง (วัดจากโอกาสเกิดเหตุบ่อยสุดไปน้อยสุด) 

เสี่ยงสูง  HEV / PHEV (Hybrid) เพราะมีทั้งน้ำมันและระบบไฟฟ้าร่วมกัน ความซับซ้อนสูง

เสี่ยงต่ำ EV (ไฟฟ้า 100%) โอกาสเกิดน้อยที่สุด แต่ถ้าเกิดขึ้นมาแล้วจะดับยากที่สุด

...

HEV, PHEV และ BEV เป็นรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ที่มีระดับการใช้พลังงานไฟฟ้าแตกต่างกัน ภาพรวมโดยย่อของแต่ละประเภท พร้อมด้วยเทคโนโลยี ข้อดี และข้อเสีย 
1. HEV (รถยนต์ไฮบริดไฟฟ้า)
- เทคโนโลยี: ผสมผสานเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) กับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ขนาดเล็ก
- ข้อดี
- ประหยัดน้ำมันได้ดีกว่ารถยนต์ทั่วไป
- ระบบเบรกแบบสร้างพลังงานกลับคืนช่วยชาร์จแบตเตอรี่
- ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทาง เนื่องจากไม่ได้พึ่งพาแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว
- ข้อเสีย
- ระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวมีจำกัด
- ราคาสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป

2. PHEV (รถยนต์ไฮบริดไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก)
- เทคโนโลยี ผสมผสานเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) กับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สามารถชาร์จจากแหล่งพลังงานภายนอกได้
- ข้อดี
- ระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวยาวนานขึ้น ลดความจำเป็นในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
- ปล่อยมลพิษน้อยลงและประหยัดน้ำมันได้ดีขึ้นเมื่อขับขี่ในโหมดไฟฟ้า
- ความยืดหยุ่นในการใช้พลังงานทั้งไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาป
- ข้อเสีย
- ต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่าเนื่องจากแบตเตอรี่มีขนาดใหญ่กว่า
- โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่จำกัดอาจส่งผลต่อความสะดวกสบาย

...

3. รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV)
- เทคโนโลยี อาศัยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว
- ข้อดี
- ไม่มีไอเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- ต้นทุนการดำเนินงานต่ำกว่าเนื่องจากการบำรุงรักษาน้อยลงและไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเบนซิน
- มีศักยภาพในการใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนสำหรับการชาร์จ
- ข้อเสีย
- ระยะทางการขับขี่จำกัดเมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไป
- เวลาในการชาร์จนานกว่าการเติมน้ำมันรถยนต์ทั่วไป
- ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/   

...