แก๊สโซฮอล์ E20 คือ น้ำมันเชื้อเพลิงที่เกิดจากการผสมน้ำมันเบนซินพื้นฐานเข้ากับ เอทานอล (Ethanol) ที่มีความบริสุทธิ์ 99.5 % ในอัตราส่วน น้ำมันเบนซิน  80 % ต่อเอทานอล 20 % แนวคิดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในไทยมีรากฐานมาจาก พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่ทรงมองการณ์ไกลเรื่องความมั่นคงทางพลังงานมาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2528 โดยทรงสนับสนุนการวิจัยนำพืชผลทางการเกษตร เช่น อ้อย และมันสำปะหลัง มาแปรรูปเป็นพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศและช่วยเหลือเกษตรกรไทย 

การผลักดันสู่การพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นโดย รัฐบาลไทย ร่วมกับ กระทรวงพลังงาน และผู้ค้าน้ำมันกระทรวงพลังงาน (ในขณะนั้นคือ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน) เป็นหัวหอกในการวางโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อจูงใจให้ราคาน้ำมัน E20 ถูกกว่าน้ำมันประเภทอื่น E20 เริ่มใช้ครั้งแรกในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) เป็นวันแรกที่มีการเปิดตัวและวางจำหน่ายน้ำมัน E20 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ส่วนผู้จำหน่ายรายแรกก็คือ ปตท. (PTT) และ บางจาก (Bangchak) ซึ่งทั้งสองแบรนด์เชื้อเพลิงไทย เป็นผู้บุกเบิกการเปิดสถานีบริการน้ำมันที่มีหัวจ่าย E20 เป็นกลุ่มแรก

...


น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 คือเชื้อเพลิงทางเลือกที่มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันเบนซินพื้นฐานและเอทานอลในอัตราส่วนที่กำหนด โดยมีรายละเอียดขององค์ประกอบและคุณสมบัติทางเคมีดังนี้

สัดส่วนการผสม (Composition)ตามมาตรฐานกรมธุรกิจพลังงาน น้ำมัน E20 จะต้องมีส่วนผสมหลัก 2 ส่วนคือ น้ำมันเบนซินพื้นฐาน (Base Gasoline) ประมาณ 80% และปริมาตรเอทานอลบริสุทธิ์ (Denatured Ethanol)  ประมาณ 20% โดยปริมาตร (อนุโลมให้มีความคลาดเคลื่อนได้ในช่วง 19-20%)

รายละเอียดของเอทานอลที่ใช้เอทานอลที่นำมาผสมต้องเป็น เอทานอลแปลงสภาพ (Denatured Ethanol) ที่มีความบริสุทธิ์สูงไม่ต่ำกว่า 99.5% และปราศจากน้ำเจือปน (Anhydrous) เพื่อป้องกันการแยกตัวของชั้นน้ำมัน (Phase Separation) ภายในถังเชื้อเพลิง สำหรับคุณสมบัติทางเคมีและค่าออกเทนค่าออกเทน  โดยทั่วไปน้ำมัน E20 ในประเทศไทยจะมีค่าออกเทนไม่ต่ำกว่า 95 เนื่องจากตัวเอทานอลเองมีค่าออกเทนสูง (ประมาณ 107-113 RON) เมื่อนำมาผสมกับน้ำมันพื้นฐาน จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านทานการน็อคของเครื่องยนต์ได้ดี 

พลังงานความร้อน (Heating Value) เอทานอลให้พลังงานความร้อนต่ำกว่าน้ำมันเบนซินเพียวๆ ประมาณ 30% ดังนั้นเมื่อผสมออกมาเป็น E20 จะให้พลังงานน้อยกว่าน้ำมันเบนซินปกติเล็กน้อย ส่งผลให้อัตราการสิ้นเปลือง (กิโลเมตร/ลิตร) อาจจะสูงกว่าน้ำมันเบนซินทั่วไปประมาณ 2-3% ในการขับขี่สภาวะเดียวกัน 

ค่าแรงดันไอ (Reid Vapor Pressure) การผสมเอทานอลจะทำให้แรงดันไอของน้ำมันเปลี่ยนไป ซึ่งต้องมีการควบคุมเพื่อให้เครื่องยนต์สตาร์ทติดง่ายแต่ไม่เกิดอาการรอรอบจากไอน้ำมันอุดตัน (Vapor Lock)

สารเติมแต่ง (Additives) นอกจากเบนซินและเอทานอลแล้ว ยังมีการผสมสารเคมีอื่นๆ เพื่อรักษาคุณภาพน้ำมัน เช่น สารชะล้าง ช่วยทำความสะอาดหัวฉีดและวาล์วไอดีสารป้องกันการกัดกร่อน (Corrosion Inhibitor) เนื่องจากเอทานอลมีคุณสมบัติในการดูดความชื้นและอาจกัดกร่อนโลหะหรือยางบางชนิด สารตัวนี้จึงสำคัญมากในการปกป้องระบบทางเดินน้ำมัน

การเลือกเติมน้ำมัน E20 ให้ปลอดภัยต่อเครื่องยนต์ สังเกตได้ง่ายๆ จากทั้งเอกสารประจำรถและสัญลักษณ์ที่ตัวรถ  

รถที่เติม E20 ได้ (ไม่ต้องกังวล) คือ

รถยนต์รุ่นใหม่ (ส่วนใหญ่ตั้งแต่ปี 2008 หรือ พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในไทยเกือบทุกค่าย (Toyota, Honda, Nissan, Mazda, Mitsubishi, ฯลฯ) เริ่มปรับจูนเครื่องยนต์และเปลี่ยนวัสดุในระบบเชื้อเพลิงให้รองรับ E20 ได้มาตรฐานตั้งแต่นั้นมา

รถที่มีสัญลักษณ์ระบุชัดเจน ที่ฝาถังน้ำมันจะมีสติกเกอร์เขียนว่า E20 หรือ  E20 OK 

ในคู่มือการใช้รถ: ระบุว่าสามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเอทานอลได้สูงสุด 20%

รถกลุ่ม Eco Car และรถรุ่นใหม่ที่รองรับ E85  หากรถคันไหนเติม E85 ได้ ก็สามารถเติม E20 ได้อย่างไม่มีปัญหา 

...

แล้วรถแบบไหนที่ไม่ควรเติม E20

รถยนต์รุ่นเก่า (ก่อนปี 2000) รถกลุ่มนี้ไม่ได้ออกแบบระบบทางเดินน้ำมันมาเพื่อรองรับแอลกอฮอล์เข้มข้น วัสดุที่เป็นยาง ซีล หรือพลาสติกจะเสื่อมสภาพเร็วมาก

รถยุโรปเก่าบางรุ่น แม้จะเป็นปี 2000 ต้นๆ แต่รถยุโรปบางแบรนด์อาจรองรับได้สูงสุดเพียง E10 (แก๊สโซฮอล์ 91/95) เท่านั้น หากเติม E20 อาจทำให้ไฟ Check Engine โชว์ได้

รถมอเตอร์ไซค์รุ่นเก่าที่เป็นระบบเชื้อเพลิงแบบคาร์บูเรเตอร์  มักจะมีปัญหากับความร้อนและการกัดกร่อนของเอทานอลสูง รวมถึงการสตาร์ทติดยากในตอนเช้า

ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหากเติมในรถที่ไม่รองรับ

หากนำรถที่ไม่รองรับ E20 ไปเติม อาจส่งผลเสียในระยะยาวดังนี้ 

ระบบท่อน้ำมันและซีลยาง เอทานอลมีฤทธิ์กัดกร่อนสูงกว่าเบนซินปกติ จะทำให้ท่อยางบวม กรอบ หรือแตกลายงา จนเกิดการ "น้ำมันรั่วซึม" ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้

ปั๊มติ๊ก (ปั๊มเชื้อเพลิง) และหัวฉีด: อาจเกิดการอุดตันหรือเสียหายจากการกัดกร่อนของแอลกอฮอล์

การกัดกร่อนในถังน้ำมัน หากเป็นถังเหล็กรุ่นเก่า เอทานอลจะดูดความชื้นได้ง่าย ทำให้เกิดสนิมภายในถังน้ำมันได้

ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ รถที่ไม่ได้จูนกล่อง ECU มาเพื่อ E20 อาจมีอาการเครื่องยนต์เดินไม่เรียบ เร่งไม่ขึ้น หรือกินน้ำมันมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เพราะค่าความร้อนและอัตราส่วนผสมอากาศต่อเชื้อเพลิง (AF Ratio) ไม่พอดีกัน

...

วิธีตรวจสอบให้ชัวร์ที่สุด
หากคุณไม่แน่ใจ แนะนำให้ดูที่สมุดจดทะเบียนรถ หรือเช็กจากหมายเลขตัวถัง (VIN) แล้วสอบถามกับศูนย์บริการของแบรนด์นั้นๆ จะได้รับคำยืนยันที่ถูกต้องที่สุด 

หากรถของคุณเป็นรถรุ่นเก่าที่ต้องการประหยัดงบ แนะนำให้ใช้ แก๊สโซฮอล์ 95 (E10) แทนจะปลอดภัยต่อเครื่องยนต์มากกว่าการขยับมาที่ E20  

การเปลี่ยน Gasohol 95 มาเป็น E20
การเปลี่ยนชนิดน้ำมันจาก Gasohol 95 มาเป็น E20 ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล เพราะในเชิงเคมี น้ำมันทั้งสองชนิดนี้มีพื้นฐานเป็นเบนซินและเอทานอลเหมือนกัน ต่างกันเพียงสัดส่วนปริมาณเอทานอล (10% vs 20%) ซึ่งสามารถผสมรวมกันได้ทันทีโดยไม่เกิดการแยกชั้น

นี่คือแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การเปลี่ยนผ่าน “สมูท” ที่สุดสำหรับเครื่องยนต์

การเตรียมตัวก่อนเติม (The Hardware Check)
ก่อนอื่นต้องมั่นใจว่ารถของคุณระบุว่า “รองรับ E20” (มักจะดูได้จากสติ๊กเกอร์ที่ฝาถังน้ำมัน หรือคู่มือรถ) เพราะเครื่องยนต์ที่รองรับ E20 จะมีการปรับปรุงวัสดุจำพวกท่อยาง ปะเก็น และซีลต่าง ๆ ให้ทนทานต่อการกัดกร่อนของเอทานอลที่มีความเข้มข้นสูงขึ้นไว้แล้ว รวมถึงมีหัวฉีดที่มีปริมาณการจ่าย (Flow rate) เพียงพอ

กลยุทธ์การผสมน้ำมัน (The Mixing Strategy)

คุณไม่จำเป็นต้องรอให้น้ำมันหมดถังจนเกลี้ยง (ซึ่งเสี่ยงต่อการที่ปั๊มติ๊กจะดูดเอาตะกอนก้นถังขึ้นมา) โดยมี 2 วิธีที่แนะนำ เติมทับไปเลย หากเหลือน้ำมัน Gasohol 95 อยู่ครึ่งถังแล้วเติม E20 จนเต็ม สัดส่วนเอทานอลในถังจะกลายเป็นประมาณ 15% (E15 โดยประมาณ) วิธีนี้ดีต่อระบบ Long Term Fuel Trim (LTFT) ของ ECU เพราะเป็นการค่อย ๆ ปรับตัว

ใช้ให้เหลือขีดสุดท้าย (The Transition) ใช้จนไฟเตือนน้ำมันใกล้โชว์แล้วจึงเติม E20 เข้าไป วิธีนี้จะทำให้ค่าพลังงานและค่าออกเทนเปลี่ยนจาก 95 เป็น 98 เกือบจะทันที เครื่องยนต์จะได้รับสมรรถนะใหม่ไวขึ้น

...

ช่วงการเรียนรู้ของ ECU (The Learning Phase) ตั้งข้อสังเกตเรื่องระบบ Closed Loop เมื่อ E20 ลงไปผสมในถังและถูกฉีดเข้าสู่ห้องเผาไหม้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ:

O2 Sensor ตรวจพบค่า Lambda ที่เปลี่ยนไป: เมื่อเริ่มเผาไหม้ E20 ที่มีออกซิเจนในตัวสูงกว่า ระบบจะตรวจพบว่าส่วนผสมเริ่ม “บาง” (Lean)

Short Term Fuel Trim (STFT) ทำงานทันที: ECU จะสั่งเพิ่มเวลาการฉีดน้ำมัน (Injection Pulse Width) ให้ยาวขึ้นในหลักวินาทีเพื่อให้ค่า λ = 1

การปรับค่า LTFT หากคุณขับขี่ไปสัก 10-20 กิโลเมตร กล่อง ECU จะบันทึกค่าการฉีดที่เพิ่มขึ้นนี้ลงในหน่วยความจำถาวร (Long Term) ทำให้การสตาร์ทเครื่องยนต์ในเช้าวันถัดไปและการทำงานในโหมด Open Loop (ช่วงเร่งแซง) แม่นยำตามชนิดน้ำมันใหม่ทันที

ข้อแนะนำเพิ่มเติมในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สังเกตอาการสะดุด ในช่วง 5-10 กิโลเมตรแรกหลังเติม อาจมีความรู้สึกเครื่องยนต์วูบวาบเล็กน้อย (น้อยมากจนแทบไม่รู้สึกในรถรุ่นใหม่) เนื่องจากระบบกำลังคำนวณค่าการฉีดใหม่

การสตาร์ทตอนเช้า: เอทานอลมีคุณสมบัติระเหยยากกว่าเบนซินที่อุณหภูมิต่ำ หากเปลี่ยนเป็น E20 แล้วพบว่าสตาร์ทลากยาวกว่าเดิม 1-2 วินาที ถือเป็นเรื่องปกติของรถที่ใช้เชื้อเพลิงเอทานอลสูง

อย่าลืมเรื่องความสะอาด: เอทานอลมีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลายที่ดี หากรถเก่าไม่เคยเติม E20 เลย มันอาจจะไปชะล้างคราบสกปรกที่เคยเกาะอยู่ในถังน้ำมันออกมาติดที่กรองเบนซินได้ ในช่วง 1-2 ถังแรกให้สังเกตว่ามีอาการเร่งไม่ขึ้นหรือไม่ (ถ้ามี อาจต้องเปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิง)

จอดรถนาน: หากคุณต้องการจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน (เกิน 2 สัปดาห์) แนะนำให้มีน้ำมัน Gasohol 95 ติดถังไว้มากกว่า E20 เพราะเอทานอลที่เข้มข้นจะดูดความชื้นจากอากาศในถังน้ำมันมาควบแน่นเป็นหยดน้ำได้ง่ายกว่า ซึ่งอาจส่งผลต่อปั๊มติ๊กและหัวฉีดในระยะยาว

ข้อควรระวังในการใช้งาน

เนื่องจาก E20 มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์สูงกว่าโซฮอล์ 95 หรือ 91 ทั่วไป 

  1. การกัดกร่อน รถยนต์ที่ผลิตก่อนปี 2008 (พ.ศ. 2551) บางรุ่นอาจไม่ได้ออกแบบท่อยางหรือซีลยางให้ทนต่อการกัดกร่อนของเอทานอลในระดับ 20%

  2. การดูดความชื้น หากจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานานเกิน 1-2 เดือน เอทานอลอาจดูดความชื้นจากอากาศจนเกิดการ "แยกชั้น" (Water Phase Separation) ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบเชื้อเพลิง 

    อาคม รวมสุวรรณ
    E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
    Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
    https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/