การเปรียบเทียบระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มีประเด็นที่น่าสนใจหลายด้านครับ โดยเฉพาะเมื่อเรามองในมุมของ "ความคุ้มค่าระยะยาว" และ "ลักษณะการใช้งานจริง" ดังนี้ครับ
ประสิทธิภาพ (Efficiency)
ในเชิงวิศวกรรม รถ EV มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงกว่ามาก ค่าการสูญเสียกำลังของมอเตอร์ขับเคลื่อนต่ำกว่ามากๆ แน่นอนอยู่แล้วว่า....มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นแรงขับเคลื่อนได้สูงถึง 80-90% แรงบิดมาแบบทันที (Instant Torque) ทำให้เร่งแซงได้รวดเร็ว
...
เครื่องยนต์สันดาปต้องสูญเสียพลังงานไปกับความร้อน และการเสียดทานค่อนข้างมาก ประสิทธิภาพจริงจะอยู่ที่ประมาณ 20-30% เท่านั้น นอกนั้น ระเหยไปกับความร้อนและแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นจากการจุดระเบิดทั้งสิ้น
การสึกหรอและการบำรุงรักษา (Maintenance)
จุดแข็งที่สุดของรถ EV เนื่องจากมีชิ้นส่วนเคลื่อนที่ (Moving Parts) น้อยกว่ามาก
ชิ้นส่วนที่หายไป: ในรถ EV จะไม่มีสายพานไทม์มิ่ง, หัวเทียน, กรองน้ำมันเครื่อง, เกียร์หลายสปีด หรือท่อไอเสีย
ระบบเบรก: รถ EV มีระบบ Regenerative Braking (การหน่วงมอเตอร์เพื่อปั่นไฟกลับ) ทำให้ผ้าเบรกสึกหรอช้ากว่ารถสันดาป 2-3 เท่า
ค่าใช้จ่าย: โดยเฉลี่ย ค่าบำรุงรักษาตามระยะของ EV จะถูกกว่ารถ ICE ประมาณ 40-60%
ยางรถ EV ดูจะหมดเร็วกว่ารถยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้ามอเตอร์คู่ที่มีประสิทธิภาพด้านแรงบิดสูงกว่าพวกมอเตอร์เดี่ยวตัวเดียวโดดๆ
อายุการใช้งานและค่าอะไหล่ (Lifespan & Spare Parts)
เอาเข้าจริงๆ ค่าบำรุงรักษาทั่วไปของ EV นั้นดูจะถูกกว่ามาก แต่ "หัวใจหลัก" ของ EV คือแบตเตอรี่ ซึ่งมีราคาสูง
แบตเตอรี่: ปัจจุบันแบตเตอรี่ Li-ion มีอายุการใช้งานประมาณ 8-10 ปี หรือ 160,000 - 200,000 กม. ก่อนที่ประสิทธิภาพจะลดลงเหลือ 70-80% หรืออาจลดลงมากกว่านั้นเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับการชาร์จประจำวันว่าใช้ไฟกระแสตรงชาร์จเร็วแบบ DC หรือแค่ปล่อยไฟเข้าเรื่อยๆ ไม่เร่ง ด้วยการชาร์จ AC ที่ทำให้แบตเตอรี่ มีอายุใช้งานยาวนานกว่า เนื่องจากไฟฟ้ากระแสสลับ AC เมื่อชาร์จ แบตเตอรี่จะมีอุณหภูมิไม่สูงมากเท่ากับการชาร์จ DC
ค่าอะไหล่: อะไหล่ตัวถังหรือช่วงล่างไม่ต่างกันมาก แต่ถ้าเป็นชุดแบตเตอรี่หรือ Module ควบคุมพลังงาน หากเสียหลังหมดประกัน จะมีราคาสูงมาก (อาจถึง 30-50% ของราคารถ) ในขณะที่รถ ICE อะไหล่หาได้ง่ายและมีอู่นอกรองรับมากกว่า
ข้อบกพร่องและข้อจำกัดของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์สันดาปภายใน
เมื่อเทียบรถน้ำมันกับรถ EV มีจุดที่ต้องพิจารณาดังนี้
ระยะเวลาในการเติมพลังงาน
...
รถยนต์ไฟฟ้า EV ระยะเวลาเติมพลังงานด้วยไฟ DC 30 นาที - หลายชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับตู้ชาร์จ)
รถยนต์สันดาป ICE 3-5 นาที ICE (เติมน้ำมัน)
ความเสถียรของระยะทาง
รถยนต์ไฟฟ้า EV ผันแปรตามสภาพอากาศ และความเร็วค่อน
รถยนต์สันดาป ICE ค่อนข้างคงที่ คาดการณ์ง่ายกว่า
น้ำหนัก
รถยนต์ไฟฟ้า EV น้ำหนักรถหนักกว่ามาก ขนาดเท่ากัน EV อาจหนักกว่า300-700 กิโลกรัม (น้ำหนักแบตเตอรี่) ส่งผลต่อยางที่ต้องรับภารกรรมสูงกว่า ยางสึกหรอเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด
รถยนต์สันดาปภายใน ICE เบากว่า การเข้าโค้งคล่องตัวกว่า
...
ราคาขายต่อเป็นรถยนต์มือสอง
รถยนต์ไฟฟ้า EV ในบางรุ่นราคาขายต่อยังมีความผันผวนสูง หรือ ขายโคตรยาก ราคาตก โดนกดราคายับเยิน รถยรถยนต์สันดาปภายใน ICE แม้จะหล่นเหมือนกัน แต่ไม่มากเท่า EV และราคาตลาดค่อนข้างนิ่ง คาดการณ์ได้
...
โครงสร้างพื้นฐาน
รถยนต์ไฟฟ้า EV ต้องวางแผนการเดินทาง จองการชาร์จให้แน่นอน (สถานีชาร์จ) ถ้าหาจุดชาร์จไม่ทัน ไฟหมด จบเห่ ขึ้นยานแม่ (รถยก) สถานเดียวเท่านั้น
รถยนต์สันดาปภายใน สะดวก มีปั๊มน้ำมันทุกที่
ฟีลลิ่งการขับขี่ที่แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์สันดาป (ICE) ไม่ใช่แค่เรื่องของความเงียบ แต่เกิดจากความแตกต่างทางวิศวกรรมพื้นฐานในหลายมิติ ดังนี้
แรงบิดที่มาแบบ "ทันทีทันใด" (Instant Torque)
ในรถยนต์น้ำมัน เครื่องยนต์ต้องรอรอบ (RPM) และต้องผ่านระบบเกียร์เพื่อส่งกำลัง แต่ในรถยนต์ไฟฟ้า มอเตอร์สามารถสร้างแรงบิดสูงสุดได้ตั้งแต่ 0 รอบต่อนาที
ความรู้สึก: เวลาเหยียบคันเร่ง รถจะพุ่งออกไปทันทีโดยไม่มีอาการ "รอรอบ" หรือจังหวะเปลี่ยนเกียร์ ทำให้รู้สึกถึงความต่อเนื่องและรวดเร็ว (Linear Acceleration)
การหน่วงความเร็ว (Regenerative Braking)
นี่คือจุดที่คนขับรถน้ำมันมาตลอดต้องปรับตัวมากที่สุด รถ EV มีระบบปั่นไฟกลับเข้าแบตเตอรี่เมื่อยกคันเร่ง
ความรู้สึก: เมื่อยกเท้าออกจากคันเร่ง รถจะมีความรู้สึกเหมือนโดนดึงหรือเบรกเบาๆ (Engine Brake ที่หนักกว่าปกติมาก) ทำให้เราสามารถควบคุมรถได้ด้วยเท้าเดียวเกือบ 100% (One-Pedal Driving) ในขณะที่รถน้ำมันจะไหลลื่นไปข้างหน้ามากกว่า
จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำมาก (Low Center of Gravity)
แบตเตอรี่ของรถ EV มักจะเป็นแผ่นเรียบขนาดใหญ่ติดตั้งไว้ที่พื้นรถ (Skateboard Platform)
ความรู้สึก: แม้รถ EV จะมีน้ำหนักตัวมาก (เพราะแบตเตอรี่หนัก) แต่เนื่องจากน้ำหนักเกือบทั้งหมดอยู่ใต้พื้นรถ ทำให้รถเกาะถนนได้ดีมาก เข้าโค้งแล้วรู้สึกนิ่ง ไม่ค่อยมีอาการโคลง (Body Roll) เหมือนรถน้ำมันที่เครื่องยนต์วางอยู่สูงกว่า
ความเงียบและแรงสั่นสะเทือน (NVH - Noise, Vibration, Harshness)
เครื่องยนต์สันดาปเกิดจากการจุดระเบิด ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนและเสียงดังตลอดเวลา
ความรู้สึก: รถ EV เมื่อขับบนถนนเรียบๆ แทบไม่มีแรงสั่นสะเทือน (Vibration) เข้ามาในห้องโดยสารเลย ความเงียบนี้ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลายขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งมันก็ทำให้ได้ยินเสียงลมหรือเสียงยางชัดขึ้นกว่าเดิมด้วย
การกระจายน้ำหนัก (Weight Distribution)
รถ EV ส่วนใหญ่ไม่มีห้องเครื่องหนาๆ ด้านหน้า และไม่มีถังน้ำมันด้านหลัง ทำให้วิศวกรสามารถกระจายน้ำหนักให้สมดุลหน้า-หลังใกล้เคียง 50:50 ได้ง่ายขึ้น
ความรู้สึก: การตอบสนองของพวงมาลัยและการควบคุมรถมักจะรู้สึกเป็นธรรมชาติและมีความสมดุลสูงกว่ารถน้ำมันในระดับเดียวกัน
สำหรับคนที่ชอบฟีลลิ่งการขับขี่แบบเดิม พวกนักขับรุ่นเก่า (แบบผม) รู้สึกว่า ฟิลลิ่งหลังพวงมาลัยของรถยนต์ไฟฟ้า EV ขาดเสน่ห์ที่ตราตรึงของจิตวิญญาณที่เกิดจากการทำงานของเครื่องยนต์ เสียงและการกระชากของเกียร์ คนรุ่นใหม่ ส่วนใหญ่ กลับมองเห็นต่าง ในแง่ความสบายและการตอบสนองที่สั่งได้ดั่งใจของรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่มักจะบอกว่า รถยนต์ไฟฟ้าให้ความรู้สึกที่เหนือกว่ารถยนต์สันดาปภายใน อันนี้ อยู่ที่ความรู้สึกของแต่ละคนและแต่ละวัย ที่แตกต่างกัน.....
การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดที่ผู้ใช้ควรพิจารณาเพื่อวางแผนการใช้งานให้เหมาะสม โดยมีข้อเสียหลักดังนี้
ระยะเวลาในการชาร์จ การเติมพลังงานใช้เวลานานกว่ารถยนต์สันดาปมาก โดยการชาร์จแบบเร็ว (DC Fast Charge) ให้ถึง 80% อาจใช้เวลา 30-60 นาที ขณะที่การชาร์จไฟบ้าน (AC) อาจต้องรอนานถึง 8-10 ชั่วโมง
ข้อจำกัดของสถานีชาร์จ แม้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ในพื้นที่ห่างไกลหรือแถบชานเมืองยังคงมีจุดบริการไม่ครอบคลุมเท่าปั๊มน้ำมัน การเดินทางไกลจึงต้อง วางแผนเส้นทางอย่างละเอียด
ค่าใช้จ่ายแฝงและความเสี่ยง
แบตเตอรี่ราคาสูง: หากหมดระยะประกัน (ปกติ 8-10 ปี) ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่อาจสูงถึง 5,000 USD (ประมาณ 1.7 แสนบาทขึ้นไป)
ราคาขายต่อตกเร็ว เนื่องจากเทคโนโลยีพัฒนาไวและมีการทำสงครามราคาในตลาด ทำให้รถมือสองราคาตกลงอย่างมาก
เบี้ยประกันภัยแพงโคตร รถ EV มักมีค่าเบี้ยประกันสูงกว่ารถน้ำมันในระดับเดียวกัน เนื่องจากค่าซ่อมและค่าอะไหล่เฉพาะทางมีราคาสูง
ปัญหาน่ารำคาญกวนใจเวลาใช้งานในด้านซอฟต์แวร์และเทคนิค จากการรวบรวมสถิติพบว่า รถ EV มักเจอปัญหาจุกจิกด้าน ซอฟต์แวร์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์บ่อยกว่ารถสันดาป รวมถึงศูนย์บริการและช่างเทคนิคที่เชี่ยวชาญยังมีจำนวนน้อย มีคนไม่รู้มาอยู่หน้างาน เมื่อเทียบกับรถสันดาปภายใน ที่มีช่างชำนาญงานอยู่เพียบ ผลกระทบจากสภาพอากาศ อากาศร้อนจัดส่งผลต่อประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ทำให้ ระยะวิ่งจริงลดลง อายุการใช้งานแบตเตอรี่ หดสั้นลงกว่าการใช้งานในเขตอากาศหนาวเย็น
สรุป แล้วยังไง เลือกแบบไหนดี?
เลือก EV: หากคุณมีที่ชาร์จที่บ้าน ใช้งานในเมืองเป็นหลัก ขับรถเยอะในแต่ละวัน (ประหยัดค่าน้ำมันได้โคตรดีอันนี้เชียร์) และชอบเทคโนโลยีที่เงียบสงบ แรง และอาจรำคาญกับการเสียงแจ้งเตือนของระบบความปลอดภัย (ปิดได้)
เลือก ICE: ต้องเดินทางไกลทุกวัน ในพื้นที่ห่างไกล, เวลาเป็นเงิน เป็นทอง ไม่สะดวกเรื่องการรอชาร์จ หรือกังวลเรื่องราคาขายต่อและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ในอีก 10 ปีข้างหน้าว่าไม่รอดต้องถอดเปลี่ยนแล้วโดนไม่ต่ำกว่า 4-6 แสนบาท หรือมากกว่านั้น
ในระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า EV ต้องเผชิญกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ล้นโลก และราคาแบตเตอรี่ลูกใหม่ ในขณะที่รถ ICE จะเริ่มมีปัญหาเรื่องค่าไอเสียและกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ในบางประเทศก็อาจไม่สามารถขับในเขตเมืองชั้นในได้ แต่ในไทย สบายใจใช้ได้อีกไม่น่าจะต่ำกว่า 30-40 ปี.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/