อายุการใช้งานแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากค่ายจีนในปัจจุบันมีมาตรฐานที่ค่อนข้างสูง โดยแบ่งข้อมูลออกเป็นด้านเทคนิคและการรับประกันได้ดังนี้
1. อายุการใช้งานตามเทคนิค
ระยะเวลาเฉลี่ย: โดยทั่วไปแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าจะมีอายุการใช้งานประมาณ 10-15 ปี ก่อนที่ประสิทธิภาพจะลดลงจนไม่เหมาะกับการใช้งานในรถยนต์ (มักวัดที่ความจุเหลือต่ำกว่า 70-80%)
รอบการชาร์จ (Cycles): เทคโนโลยีแบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) ที่แบรนด์จีนส่วนใหญ่เลือกใช้ (เช่น Blade Battery ของ BYD) มีความทนทานสูง สามารถรองรับการชาร์จได้มากกว่า 3,000 รอบ หรือเทียบเท่าระยะวิ่งประมาณ 1.2 ล้านกิโลเมตร
นวัตกรรมใหม่ ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่าง CATL ได้พัฒนาแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานถึง 16 ปี หรือ 2 ล้านกิโลเมตร
...
การรับประกันจากผู้ผลิตในไทย
ค่ายรถยนต์จีนส่วนใหญ่จะมีนโยบายการรับประกันแบตเตอรี่ที่สร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ ดังนี้:
มาตรฐานทั่วไป: รับประกัน 8 ปี หรือ 150,000 - 180,000 กิโลเมตร
โปรโมชันพิเศษ: บางแบรนด์เช่น BYD เคยมีแคมเปญ รับประกันแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty) สำหรับเจ้าของมือแรกภายใต้เงื่อนไขการบำรุงรักษาตามกำหนด
...
ปัจจัยที่ส่งผลต่ออายุการใช้งาน
พฤติกรรมการชาร์จ: การรักษาความจุไว้ที่ 20% - 80% และหลีกเลี่ยงการใช้ DC Fast Charge บ่อยเกินไปจะช่วยยืดอายุได้นานขึ้น
สภาพอากาศ: อุณหภูมิที่ร้อนจัดอาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่าในเขตอากาศเย็น
ความร้อนส่งผลกระทบต่อแบตเตอรี่แบบ ถาวร ในขณะที่ความเย็นมักส่งผลแค่ ชั่วคราว โดยมีเหตุผลทางเคมีและเทคนิคที่ซับซ้อนดังนี้ครับ:
1. ปฏิกิริยาเคมีที่ไม่พึงประสงค์ (Side Reactions)
ภายในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนประกอบด้วยสารเคมีที่ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายพลังงาน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ปฏิกิริยาเคมีพื้นฐานจะทำงานเร็วขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะดีเพราะให้กำลังไฟแรงขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ปฏิกิริยาข้างเคียง ที่ไม่ต้องการก็จะเร็วขึ้นตามไปด้วย
การสลายตัวของสารอิเล็กโทรไลต์: ของเหลวที่เป็นตัวกลางในการนำพาไอออนจะเริ่มเสื่อมสภาพและเปลี่ยนรูปเป็นสารอื่นที่นำไฟฟ้าได้แย่ลง
การหนาตัวของชั้น SEI (Solid Electrolyte Interphase): ความร้อนเร่งให้เกิดการพอกตัวของชั้นพลาสติกบาง ๆ บนขั้วแอโนด ซึ่งชั้นนี้จะคอยขัดขวางการเคลื่อนที่ของลิเธียมไอออน ทำให้ความจุของแบตเตอรี่ลดลงเรื่อย ๆ (Capacity Fade)
...
2. ความแตกต่างระหว่าง "ร้อน" กับ "หนาว"
เขตหนาว (Cold): อากาศเย็นจัดทำให้ปฏิกิริยาเคมี "ขี้เกียจ" หรือเคลื่อนที่ช้าลง ส่งผลให้รถวิ่งได้ระยะทางน้อยลงในขณะนั้น (Range Drop) และชาร์จไฟเข้าช้าลง แต่เมื่ออุณหภูมิกลับมาปกติ ประสิทธิภาพเกือบทั้งหมดจะกลับคืนมา
เขตร้อน (Heat): ความร้อนสูง (โดยเฉพาะเกิน 35-40°C) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างภายในที่ ย้อนกลับไม่ได้ (Irreversible Damage) การจอดรถตากแดดจัดบ่อย ๆ จึงเปรียบเสมือนการเร่งอายุขัยของแบตเตอรี่ให้สั้นลงอย่างต่อเนื่อง
...
3. ภาระของระบบจัดการความร้อน (Thermal Management)
รถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่มีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) เพื่อคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่ให้อยู่ในช่วง 15-35°C: ScienceDirect.com +1
ในเมืองร้อน ระบบนี้ต้องทำงานหนักตลอดเวลาแม้ในขณะจอดหรือชาร์จไฟ
การชาร์จแบบด่วน (DC Fast Charge): ในสภาพอากาศร้อน การชาร์จด่วนจะสร้างความร้อนสะสมมหาศาล หากระบบระบายความร้อนเอาไม่อยู่ แบตเตอรี่จะเกิดความเครียดสูงและเสื่อมสภาพเร็วขึ้นกว่าการใช้งานในที่เย็นหลายเท่าตัว
สรุปผลการศึกษา ข้อมูลจาก Geotab พบว่ารถ EV ที่ใช้งานในเขตภูมิอากาศร้อนจัดจะมีอัตราการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ เร็วกว่า รถในเขตภูมิอากาศปานกลางอย่างเห็นได้ชัดเมื่อผ่านไปหลายปี.
เพื่อให้แบตเตอรี่รถ EV ในเมืองไทยอยู่กับเราไปนานๆ การจัดการกับ "ความร้อนสะสม" คือหัวใจสำคัญครับ นี่คือเทคนิคที่แนะนำ:
การจอดและการระบายอากาศ
จอดในที่ร่มเสมอ: พยายามหลีกเลี่ยงการจอดตากแดดจัดเป็นเวลานาน หากจำเป็น ให้ใช้ ม่านบังแดด หรือแง้มกระจกเล็กน้อยเพื่อลดอุณหภูมิในห้องโดยสาร ซึ่งจะช่วยลดภาระของระบบทำความเย็นแบตเตอรี่ได้
ใช้ระบบ Pre-conditioning: รถจีนหลายรุ่นสามารถสั่งเปิดแอร์ผ่านแอปพลิเคชันได้ การเปิดแอร์ก่อนขึ้นรถในขณะที่ยังเสียบปลั๊กชาร์จอยู่ จะช่วยดึงพลังงานจากไฟบ้านมาช่วยลดอุณหภูมิแบตเตอรี่และห้องโดยสาร โดยไม่ไปดึงไฟจากแบตเตอรี่เอง
พฤติกรรมการชาร์จไฟ
เลี่ยงการชาร์จทันทีหลังขับทางไกล: หลังจากการขับขี่ต่อเนื่อง แบตเตอรี่จะมีอุณหภูมิสูง ควรจอดพักให้ระบบระบายความร้อนทำงานจนอุณหภูมิลดลงสัก 15-30 นาที ก่อนเริ่มชาร์จ
ลดการใช้ DC Fast Charge: การชาร์จด่วนตามสถานีชาร์จ (DC) จะสร้างความร้อนสูงมาก หากไม่รีบ แนะนำให้ใช้ AC Wallbox ที่บ้านเป็นหลัก เพราะการชาร์จแบบช้าจะเกิดความร้อนน้อยกว่ามาก
กฎ 20-80%: พยายามรักษาประจุให้อยู่ในช่วง 20% ถึง 80% การชาร์จจนเต็ม 100% ในวันที่อากาศร้อนจัดจะทำให้เกิดความเค้น (Stress) ภายในเซลล์แบตเตอรี่สูงกว่าปกติ
พฤติกรรมการขับขี่
ไม่เหยียบแช่ด้วยความเร็วสูง: การขับรถเร็วต่อเนื่องยาวๆ หรือการเร่งกระชากบ่อยๆ ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลออกปริมาณมาก ซึ่งส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมในแบตเตอรี่ (Joule Heating)
ใช้โหมด Eco ในวันแดดแรง: โหมดประหยัดมักจะจำกัดการจ่ายไฟที่รุนแรง ช่วยคุมอุณหภูมิไม่ให้พุ่งสูงเร็วเกินไป
การบำรุงรักษาระบบหล่อเย็น
เช็คระดับน้ำยาหล่อเย็น (Coolant): แบตเตอรี่รถ EV ส่วนใหญ่ใช้น้ำยาในการระบายความร้อน ควรนำรถเข้าเช็คระยะตามกำหนดที่ ศูนย์บริการ เพื่อตรวจเช็คว่าระบบระบายความร้อนยังทำงานสมบูรณ์ ไม่มีรอยรั่วหรือพัดลมระบายอากาศติดขัด
เทคนิคเพิ่มเติม: หากต้องจอดรถทิ้งไว้นานหลายวันท่ามกลางอากาศร้อน ไม่ควรชาร์จไฟทิ้งไว้ที่ 100% แต่ควรปล่อยให้อยู่ที่ประมาณ 50% จะปลอดภัยต่อโครงสร้างเคมีภายใน.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/