การขับรถท่ามกลางสภาพการจราจรที่ติดขัดเป็นเวลานาน นอกจากจะทำให้เสียอารมณ์ไปไม่ทันนัดหมาย เสียงานเสียการ ทะเลาะกับแฟนหรือกิ้กเพราะไปไม่ตรงเวลานัดแล้ว รถติดสาหัสยังทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัด ส่งผลให้หม้อน้ำและน้ำมันเกียร์ทำงานหนักและเสื่อมสภาพเร็วขึ้นไปอีก แล้วทีนี้จะทำยังไงดีไม่ให้ไปพังกลางทาง บอกเลย รถใหม่บางคันยังมีผิดพลาด สามารถเกิดความร้อนขึ้นได้ทั้งระบบเกียร์และอุณหภูมิในหม้อน้ำ หากมีอะไรก็ตามที่กำลังทำงานผิดพลาดบวกกับการระบายความร้อนที่ย่ำแย่จากรถติดทำให้เกิดการสึกหรอหรือโอเวอร์ฮีตจนไปต่อไม่ได้ต้องเรียกยานแม่อย่างเดียว....
ปกติอุณหภูมิน้ำมันเกียร์อัตโนมัติขณะทำงานจะอยู่ที่ประมาณ 70-90°C (ไม่ควรเกิน 100-110°C) ซึ่งเป็นช่วงที่เกียร์ทำงานได้ราบรื่นที่สุด หากขับขี่ใช้งานหนักหรือสภาพจราจรติดขัด อุณหภูมิอาจสูงขึ้นได้บ้าง แต่ไม่ควรเกิน 120°C เพราะจะทำให้น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพเร็วและเกียร์พัง มันอาจไม่พังทันที แต่ความร้อนจะกัดกร่อนระบบภายในไปเรื่อยๆ น้ำมันเกียร์ที่เจอเข้ากับอุณหภูมิสูงต่อเนื่อง ใช้รถในเมืองในเขตที่มีรถติดต่อเนื่องตลอดเกือบจะทั้งวันทั้งคืนอย่างสุขุมวิท ซอยอโศกเพชรบุรี หรือในบางที่ที่มีการก่อสร้างแล้วทำให้เกิดการจราจรติดขัด ควรหมั่นเช็คระดับน้ำมันเกียร์ เปลี่ยนถ่ายตามระยะที่สี่หมื่นกิโลเมตร รถเก่า มีบางคนเอาไปติดตั้งชุดระบายความร้อนเกียร์ (Oil Cooler) แยกตะหากเพื่อลดความร้อนของระบบส่งกำลัง ในนี่นี้ เอาแค่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ตามระยะที่บอกให้ได้ซะก่อน ส่วนพวกที่ชอบขับเร็ว ใช้เส้นทางภูเขาแล้วออยเกียร์ทำงานไม่เต็มที่หรือเล็กเกินไปก็สามารถไปติดเพิ่มได้เพื่อลดอุณหภูมิการทำงานของเกียร์ ในจุดนี้ มีค่าใช้จ่ายไม่มาก แต่ถ้าไม่ได้มีปัญหาอะไร แค่เปลี่ยนของเหลวหล่อลื่นตามระยะก็พอ
...
ผลกระทบเมื่อรถติดหนัก (ทำงานหนัก):
น้ำมันเกียร์: อุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 100 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ความร้อนลดความหนืดลดของสารหล่อลื่นลง เกียร์อาจทำงานช้าลง เข้าเกียร์กระตุก หรือมีกลิ่นไหม้
ระดับปกติ: 70 - 90 องศาเซลเซียส
ช่วงทำงานหนัก/ร้อนจัด: 100 - 120 องศาเซลเซียส (เริ่มเสื่อมสภาพเร็ว)
ช่วงวิกฤต: สูงกว่า 120 องศาเซลเซียส (เสี่ยงเกียร์พังสูง)
หากอุณหภูมิเกิน 120°C บ่อยครั้ง จะลดอายุการใช้งานของน้ำมันเกียร์ลงถึง 70% และทำให้อายุการใช้งานเกียร์ลดลง ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์และการระบายความร้อน (Oil Cooler) เป็นประจำ
ระบบระบายความร้อน หม้อน้ำ พัดลมไฟฟ้า วาว์ลน้ำ ปั้มน้ำ ท่ามกลางอุณหภูมิบนถนนเกิน 40 องศาจากรถติด ต้องทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา เพื่อระบายความร้อนของเครื่องยนต์และเกียร์ (ในระบบที่ใช้วงจรเดียวกัน) หากรถยนต์ของคุณมีอายุการใช้งานเกิน 7-10 ปี ควรตรวจสอบระบบระบายความร้อนเป็นประจำ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากระบบระบายความร้อนแล้วลุกลามใหญ่โตจนเครื่องพัง
สัญญาณเตือนเกียร์ร้อนจัด : เกียร์กระตุกเข้า D หรือ R ยาก, รถอืดเร่งไม่ขึ้น, มีกลิ่นเหม็นไหม้เมื่อเร่งเครื่องเปลี่ยนเกียร์
แนวทางแก้ไขและป้องกัน:
เปลี่ยนน้ำมันเกียร์: ตามระยะทางที่กำหนด (เช่น ทุก 40,000 กม.)
ตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์: หากน้อยกว่าเกณฑ์จะทำให้เกียร์ทำงานหนักและสึกหรอสูง
ติดตั้งเกียร์คูลเลอร์ (Transmission Cooler) แยกการระบายความร้อนน้ำมันเกียร์ออกมาด้านนอก ทำให้อุณหภูมิลดลงเหลือประมาณ 70∘ 72∘ องศาเซลเซียส
ดูแลระบบหม้อน้ำ ตรวจสอบพัดลมหม้อน้ำ ครีบระบายความร้อน สายพาน ปั๊มน้ำ วาว์ลน้ำ และเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกๆ 2 ปี หรือที่ระยะการใช้งาน 40,000 - 50,000 กิโลเมตร เพื่อรักษาประสิทธิภาพการระบายความร้อน ป้องกันสนิม และการกัดกร่อนภายในเครื่องยนต์ ทั้งนี้ อาจยืดระยะได้ถึง 5 ปี หรือ 100,000 - 250,000 กม. ขึ้นอยู่กับประเภทน้ำยาหล่อเย็นและคู่มือรถแต่ละรุ่น
...
ตรวจสอบสภาพ หากสีน้ำยาหล่อเย็นเปลี่ยน, มีคราบสนิม, หรือมีตะกอนขุ่น ควรเปลี่ยนทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงระยะ
การใช้งานหนัก ขับขี่ระยะไกลบ่อยๆ หรือรถติดหนัก ควรเปลี่ยนถ่ายบ่อยขึ้น
สารหล่อเย็น แนะนำให้ใช้ น้ำยาหล่อเย็นแบบผสมสำเร็จ (Premixed) เพื่อความสะดวกและประสิทธิภาพสูงสุด
การล้างระบบระบายความร้อน : ควรถ่ายน้ำยาเก่าออกและล้างระบบระบายความร้อนเมื่อเปลี่ยนใหม่ เพื่อป้องกันการอุดตัน.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/