รถอเนกประสงค์แนว SUV กับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เกือบจะทุกแบรนด์เดินหน้าปล่อยรถลุยยกสูงแนวครอบครัว 7 ที่นั่งออกมาอย่างต่อเนื่อง ไล่จาก Isuzu MU-X / Toyota Fortuner / Mitsubishi pajero sport Chevrolet trailblazer สำหรับแบรนด์อเมริกันอย่าง Ford ซึ่งเคยเป็นผู้เชี่ยวชาญชำนาญการด้านรถออฟโรดก็มี Ford Everest ออฟโรดอเนกประสงค์ที่ทำตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาช้านานแล้ว จากการนำเอาโครงแชสซีของรถปิกอัพภายในค่าย Ford มาดัดแปลงในรูปแบบ PPV - SUV ให้กลายเป็นยานออฟโรดที่เหมาะสมกับการใช้งานแบบสมบุกสมบัน Ford Everest 3.2 6AT เวอร์ชั่นล่าสุดประจำปี 2017 พยายามสลัดความเป็นรถปิกอัพแบบ PPV ด้วยการปรับปรุงช่วงล่างและชุดบังคับเลี้ยวให้ออกมาในแบบที่รถ SUV ควรจะเป็น รวมถึงการทำตัวให้เหนือกว่ารถคู่แข่งด้วยเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนแบบใหม่ เครื่องยนต์เบนซิน 3.2 ลิตรเทอร์โบ คอมมอลเรลไดเรคอินเจคชั่น พร้อมกับสารพัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและสภาพการณ์ควบคุมที่มีความโดดเด่น Everest 3.2 รุ่นปรับปรุงติดตั้งเนวิเกเตอร์มาให้ใช้งาน โดยภาพรวมตำแหน่ง Car Of The Year เมื่อปีที่ผ่านมา (2016) จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ Everest คว้ามาได้โดยทำคะแนนแซงหน้ารถอีก 9 คันที่ถูกคัดเลือกนั้นไม่เกินความจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น

...

รูปลักษณ์ที่ดุดันเอาจิงเอาจังออกแนวโหดของรถออฟโรดหน้าตามะกัน Ford Everest 3.2L Titanium 4x4 6A/T เวอร์ชั่น MY2017 โดนจิตโดนใจลูกค้าชาวไทยที่นิยมออฟโรดมะกันไม่น้อย หากจะพูดกันแบบตรงไปตรงมาแล้ว Ford เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพและสร้างรถยนต์ที่มีการขับขี่ที่ดีสมราคา รูปลักษณ์การออกแบบทั้งภายในภายนอกและเครื่องยนต์ตลอดจนช่วงล่างนั้นได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากแบรนด์ผู้ผลิตจากประเทศญี่ปุ่นแถมยังมีบางจุดบางตำแหน่งที่โดดเด่นเหนือชั้นกว่ารถยนต์จากแดนปลาดิบอีกด้วย แต่สิ่งที่ Ford ควรจะต้องรีบเร่งปรับปรุงแก้ไขซึ่งส่งผลกระทบกับยอดขายของ Ford มาช้านานแล้ว นั่นก็คือ การปรับปรุงซัปพลายเออร์ในเรื่องความคงทนของชิ้นส่วนโดยเฉพาะระบบส่งกำลังในรถบางรุ่นที่มีปัญหาหนักกับลูกค้า การบริการหลังการขายที่ยังคงตกเป็นรองรถญี่ปุ่นอยู่มาก หากรู้จักการเอาอกเอาใจลูกค้าด้วยบริการหลังการขายที่ดี ไม่ปล่อยให้เกิดข้อครหาในคลับของผู้ใช้งาน ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างที่เคยบั่นทอนพร้อมดูแลเอาใจใส่แบบอุ้มลูกค้าเข้าโชว์รูมเหมือนกับที่ หลายๆ ค่ายรถญี่ปุ่นกำลังทำอยู่ ปากต่อปากของลูกค้าที่มีความน่าเชื่อถือได้มากกว่าการเชียร์ของสื่อมวลชนจะทำให้ยอดขายของผลิตภัณฑ์ยานยนต์ภายใต้สัญลักษณ์ Ford ไปได้ไกลมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน คำมั่นสัญญาที่ผู้บริหารของ Ford รับปากว่าจะรีบทำการแก้ไขการบริการหลังการขายให้ดีขึ้นนั้น คงต้องใช้เวลาสักพักในการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงครั้งใหญ่ที่จะส่งผลให้ Ford สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าชาวไทยได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะรถรุ่น Fiesta นั้นแทบจะไม่ต้องขายกันเลยทีเดียว!! 

...

...

Everest 3.2L Titanium 4x4 6A/T ราคา 1,749,000 บาท เป็นรถ PPV-SUV สัญชาติอเมริกันมาพร้อมกับหน้าตาท่าทางที่ดุดัน ความแข็งแกร่งของแชสซีที่ส่งถ่ายไปทั่วทั้งคันเกิดจากขั้นตอนของการออกแบบที่อ้างอิงกับรถออฟโรดภายใต้แบรนด์ Ford ที่จำหน่ายอยู่ในสหรัฐอเมริกา มิติตัวถังมีความกว้าง 1,862 มิลลิเมตร ยาว 4,893 มิลลิเมตร และสูงถึง 1,836 มิลลิเมตร ความสูงของตัวรถทำให้คนรูปร่างเตี้ยต้องตะกายหรือโหนตัวเข้าห้องโดยสารกันเลยทีเดียว ด้านหน้าของ Ford Everest 3.2 วางกระจังหน้าขนาดยักษ์ทำจากพลาสติกโครเมียมสีเงินเงาแวววาว กึ่งกลางกระจังประทับตราสัญลักษณ์ Ford เพื่อบ่งบอกความเป็นตัวตนของแบรนด์รถยนต์เก่าแก่ที่มีอายุอานามกว่า 100 ปี สปอยเลอร์หน้าหรือกันชนหน้าแบ่งออกเป็นสองส่วนปิดทับส่วนหน้าของรถทั้งหมด ส่วนล่างของสปอยเลอร์หน้ามีชิ้นงานกันกระแทกทำจากพลาสติกสีเงินที่ออกแบบให้มีช่องรับอากาศตรงกึ่งกลาง ไฟตัดหมอกที่มุมด้านข้างของสปอยเลอร์หน้ามีตำแหน่งของการติดตั้งที่ลงตัวช่วยเสริมให้มุมมองด้านหน้าของ Ford Everest 3.2 มีความคมเข้มมากยิ่งขึ้น รุ่น 3.2 Titanium 4x4 6A/T มีอุปกรณ์ทั้งภายนอกและภายในเหนือกว่ารุ่น 2.2 โคมไฟหน้าแบบโปรเจกเตอร์พร้อมไฟหรี่กลางวันหลอด LED ฝากระโปรงหน้าเปิดออกได้ง่ายไม่ต้องใช้แรงยกกันให้มากเรื่องจากตัวค้ำฝากระโปรงหน้าแบบโช้คที่ไม่ต้องคอยวุ่นวายกับเหล็กค้ำฝากระโปรงหน้าแต่อย่างใดทั้งสิ้น พื้นผิวของฝากระโปรงหน้ามีการออกแบบเส้นที่เหนี่ยวนำเชื่อมโยงกับแนวของกระจังหน้า ดีไซน์ที่สื่อให้เห็นถึงความตั้งใจของ Ford ทำให้ส่วนหน้าของ Everest รุ่นสูงสุดมีรูปลักษณ์ที่เหมาะสมกับความเป็นรถออฟโรดตัวลุยจากแดนมะกันซึ่งโดนใจคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ชอบรถยนต์แนวนี้ 

...

รูปทรงด้านข้างของ Ford Everest 3.2 เน้นความบึกบึนมากเป็นพิเศษ ไม่หวานแหววไหลลื่นเหมือนกับออฟโรดคู่แข่งอย่าง Mitsubishi Pajero Sport หรือ Toyota New Fortuner สัดส่วนความยาว 4,893 มิลลิเมตร และสูงถึง 1,836 มิลลิเมตร ทำให้การก้าวเข้าไปในห้องโดยสารต้องใช้คำว่าตะกายถึงจะถูกจากความสูงน้องๆ ช้างยักษ์ตัวบิ๊กบึ้ม เสาหน้ามีองศาของความเอนลาดที่ลงตัวไล่ผืนหลังคาค่อยๆ ลดระดับลงไปยังส่วนท้ายเล็กน้อยพร้อมกับเสาท้ายที่สอดรับกับแนวหลังคา แรคหลังคาที่ติดตั้งมาให้เพื่อความสะดวกในการขนสัมภาระเมื่อเบาะแถวที่สามมีผู้โดยสารนั่งกันอยู่เต็มรถก็ต้องย้ายสัมภาระชิ้นโตๆ พวกกระเป๋าเดินทางยกขึ้นไปมัดกับแรคหลังคา กระจกบังลมบานหน้าและบานข้างมีขนาดใหญ่ กรอบกระจกมองข้างติดตั้งเลนส์ไฟเลี้ยวเพื่อเพิ่มความปลอดภัย มุมด้านบนของแก้มข้างติดตั้งแถบพลาสติกสีเงินบ่งบอกถึงรุ่นและเกียร์ออโต 6 สปีดแปะติดอยู่กับแก้มด้านข้าง ซุ้มล้อทั้งหน้าและหลังมีโป่งล้อขนาดมหึมาที่เหมาะสมกับรูปแบบลุยแหลกของมัน บานประตูทั้งสี่ใหญ่โตทำให้การเข้าออกจากห้องโดยสารมีความสะดวกใช้ได้ กาบข้างติดตั้งที่เหยียบเพื่อก้าวเข้าไปในห้องโดยสารทำจากพลาสติกที่มีความแข็งแรงทนทาน จุดที่ทำให้รถออฟโรดคันนี้ดูดีขึ้นมากก็คือล้ออัลลอยลายสวยแนวแกร่งของ Everest 3.2 4x4 เป็นล้อขอบ 18 นิ้วที่สวยงามใช้ได้และผลิตขึ้นรูปจากอะลูมินั่มอัลลอย ล้อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 18 นิ้วห่อรัดด้วยยางกึ่งออฟโรดของ Goodyear รุ่น Excellence grip ไซส์ 265/60R18 เท่าๆ กันทั้งสี่ล้อ เสาอากาศในภาครับวิทยุ AM-FM ใช้เสารูปทรงเรียวเล็กทำจากยางสีดำติดอยู่ตรงกลางระหว่างกระจกบานฝาท้าย

บั้นท้ายของ Everest 3.2 Titanium 4x2 6A/T สูงโด่งโจ้งแต่มีรูปทรงที่สมส่วนลงตัวจากงานออกแบบที่เข้มข้น ฝาท้ายขนาดใหญ่เปิดออกได้กว้างขวางพร้อมกลไกเปิด-ปิดฝาท้ายแบบอัตโนมัติ เป็นฝาท้ายแบบไฟฟ้าของรุ่นสูงสุดซึ่งเหนือกว่า Everest รุ่น 2.2L ที่ใช้การเปิด-ปิดฝาท้ายด้วยมือ กึ่งกลางของฝาท้ายมีชิ้นงานพลาสติกโครเมียมสีเงินคาดปิดพร้อมสัญลักษณ์ Everest คอยบอกผู้คนที่พบเห็นว่านี่คือตัวลุยเวอร์ชั่นล่าสุดจากแบรนด์ Ford ไฟท้ายทรงรีเข้ากับสัดส่วนบั้นท้ายด้วยการออกแบบที่ดีและเชื่อมโยงมุมมองส่วนท้ายให้มีความลงตัว ไฟท้ายของ Everest รุ่นใหม่ใช้หลอดไฟแบบผสมซึ่งมีทั้งหลอดไฟท้ายแบบ LED และหลอดไฟแบบธรรมดาอยู่ภายใน สปอยเลอร์หลังมีพลาสติกกันกระแทกสีดำคอยป้องกันริ้วรอยเมื่อต้องยกสัมภาระเข้าออกจากห้องเก็บของส่วนท้าย สปอยเลอร์หลังมีการดีไซน์แบบสองชิ้นเหมือนกันกับสปอยเลอร์หน้า พร้อมพลาสติกกันกระแทกสีเงินที่คล้ายกับด้านหน้าและแผ่นพลาสติกสะท้อนแสงสำหรับความปลอดภัยเมื่อจอดรถในที่มืด รุ่น 3.2 มีกล้องมองหลังติดมาให้พร้อมติดตั้งเซนเซอร์ถอยหลังแจ้งเตือนด้วยสัญญาณเสียงเมื่อถอยเข้าไปใกล้กับวัตถุกีดขวาง ด้านบนของฝาท้ายบริเวณกึ่งกลางกระจกบานฝาท้ายเป็นที่อยู่ของไฟเบรกดวงที่ 3 ซึ่งติดตั้งเอาไว้ซะสูงโด่งเพื่อทำให้มองเห็นไฟเบรกกันอย่างจะแจ้ง กระจกบังลมบานฝาท้ายยังมีใบปัดน้ำฝนมาให้เพื่อความสะดวกและมุมมองที่ดีเมื่อขับผ่านฝนฟ้าคะนอง

ห้องโดยสารของ Ford Everest 3.2 Titanium นั้นพยายามทำตัวให้หรูหราเข้าไว้เพื่อซื้อใจลูกค้าที่ชอบรถลุย 7 ที่นั่ง ภายในที่กว้างขวางอุดมไปด้วยพลาสติกที่มีผิวสัมผัสและรายละเอียดของชิ้นงานแตกต่างกันออกไปตามแนวทางของงานตกแต่งภายในยุคใหม่ ห้องโดยสารเน้นสีทูโทน แดชบอร์ดมีขนาดใหญ่ทำจากพลาสติกสีทูโทนด้านบนสีเทาดำด้านล่างสีเบสเพื่อเป็นการยกระดับของความหรูไม่ให้น้อยหน้ารถญี่ปุ่น คอนโซลกลางตกแต่งด้วยพลาสติกปั๊มขึ้นรูปโดยใช้รูปทรงที่เต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมเพื่อเน้นความแข็งแกร่งที่เชื่อมโยงสอดรับกันทั่วทั้งคัน คอนโซลกลางแบ่งออกเป็นสองชิ้น ส่วนบนที่ต้องกระทบกับแสงจากภายนอกใช้พลาสติกสีเทา-ดำเพื่อลดการสะท้อนแสง เบาะหุ้มหนังสีเบสทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะเบาะคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 8 ตำแหน่งครอบคลุมทุกสรีระของคนขับไม่ว่าจะเตี้ยต่ำหรือสูงโย่งเป็นเสาไฟฟ้าก็สามารถปรับเบาะให้เข้ากับรูปร่างได้เป็นอย่างดี ส่วนเบาะคนนั่งยังคงใช้วิธีการปรับด้วยมือเหมือนเดิม เบาะผู้โดยสารตอนกลางแบบ 3 ที่นั่งออกแบบให้มีพื้นที่ของการนั่งยาวๆ ด้วยพื้นที่ของการวางเท้าและพื้นที่เหนือศีรษะที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งไม่อึดอัด ซึ่งเป็นสไตล์การออกแบบภายในที่มีความถนัดไม้ถนัดมือของนักออกแบบจาก Ford เบาะแถวกลางยังสามารถเลื่อนหรือพับได้เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับผู้โดยสารด้านหลังสุดซึ่งมีเบาะอีก 2 ที่นั่งเผื่อมาไว้ให้สำหรับครอบครัวที่มีคนเยอะ เบาะแถวสุดท้ายมีพื้นที่ไม่มากนักสำหรับการวางเท้า คนที่มีรูปร่างสูงโย่งจึงไม่เหมาะที่จะนั่งโดยสารในตำแหน่งแถวหลังสุด เบาะแถวหลังจึงเหมาะกับเด็กๆ ที่มีรูปร่างเล็กมากกว่าจะให้คนที่มีเรือนร่างอวบอ้วนสูงโย่งเข้าไปนั่งโดยสารบนระยะทางยาวๆ เบาะแถวหลังสุดหรือแถวที่ 3 ยังสามารถปรับพับให้ราบลงกับพื้นเพื่อเปิดพื้นที่ของการเก็บสัมภาระได้อย่างจุใจอีกด้วย การเข้าออกเบาะแถวที่ 3 นั้นทำออกมาได้ไม่ค่อยจะดีนักจากพื้นที่ที่คับแคบและด้อยที่สุดในบรรดา PPV-SUV คู่แข่ง จากตัวเบาะที่ไม่สามารถพับตลบลงมาได้อีกทบ เพื่อเปิดพื้นที่ให้สามารถเข้าออกได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น การเข้าหรือออกจากเบาะแถวที่ 3 ทำได้เพียงแค่เลื่อนไปด้านหน้าจนสุดแล้วปรับพนักพิงให้เอนลง 45 องศา

ชิ้นงานพลาสติกแดชบอร์ดคอนโซลมีการปรับรายละเอียดในด้านของสีสันและผิวสัมผัสที่ให้ความแตกต่างกันในแต่ละโซน โดยเพิ่มความหรูหรามีระดับอย่างที่ลูกค้าต้องการ ช่องแอร์ทรงเหลี่ยมกรุด้วยชิ้นงานโลหะเพื่อยกระดับความหรูและทำออกมาได้ดีสมราคาคุย จอแสดงผลส่วนกลางขนาดความกว้าง 8 นิ้วสั่งงานด้วยระบบสัมผัสที่หน้าจอหรือ touch screen สามารถสั่งการด้วยเสียง SYNC3 เป็นระบบสั่งงานรุ่นใหม่ล่าสุดโดยออกแบบให้ทำงานได้ง่ายและรวดเร็วในการเลือกใช้โปรแกรมการปรับตั้ง เช่น การเลือกเพลง หรือสั่งงานเสียงในระบบปรับอากาศก็ยังทำได้อีกด้วย จอแสดงผลกลางขนาด 8 นิ้ว เปรียบเหมือน Center Control ของการควบคุมระบบต่างๆ ในรถ เช่น แอร์ด้านหน้าและด้านหลัง ก็ยังแสดงผลในรูปแบบดิจิตอลและสามารถควบคุมผ่านหน้าจอ 8 นิ้ว การสั่งงานด้วยระบบสัมผัสมีความเร็วแค่ใช้นิ้วแตะไปที่หน้าจอเพื่อสั่งงาน SYNC 3 สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือทุกรุ่นที่มีระบบบลูทูธได้อย่างรวดเร็ว SYNC 3 ยังมาพร้อมกับระบบนำทางด้วยดาวเทียมหรือเนวิเกเตอร์ ส่วนระบบเครื่องเสียงจัดมาให้ชนิดเต็มสูบ โดยมาพร้อมกับการติดตั้งลำโพงมากถึง 10 ตำแหน่ง 10 ทิศทาง คอยสร้างความกระหึ่มขณะเล่นเพลงผ่านอุปกรณ์ i-Pod / USB / AUX ซับวูฟเฟอร์ 1 ตำแหน่งคอยสร้างพลังเสียงเบสที่หนักแน่นใช้ได้ ส่วนคุณภาพเสียงที่ขับออกมาจากลำโพงทั้ง 10 ตำแหน่งก็อยู่ในเกณฑ์ดี เมื่อลองเปิดเครื่องเสียงของ Ford Everest 3.2 Titanium แล้วเล่นเพลงผ่าน CD / MP3 ที่มีการบันทึกรายละเอียดที่คมชัดก็ยังถือว่าคุณภาพของเสียงเพลงที่ขับผ่านลำโพงออกมานั้นเป็นที่น่าพอใจในคาบที่ดีไม่ต้องไปดิ้นรนขวนขวายเสียเงินติดตั้งชุดเครื่องเสียงราคาแพงแต่อย่างใด เจ้า Everest 3.2 Titanium ยังมีช่องเชื่อมต่อ AUX และ USB มาให้ถึง 2 ช่อง พร้อมกล้องมองหลังขณะถอยจอด ระบบนำทางผ่านดาวเทียมหรือ GPS ที่ติดตั้งมาให้นั้นมีความละเอียดคมชัดใช้งานได้ดี

จอแสดงผลส่วนกลางขนาด 8 นิ้ว ยังแจ้งเตือนข้อมูลต่างๆ รวมถึงการเข้า-ออกจากเมนูที่ง่ายและสะดวก แถมยังคอยแจ้งองศาและทิศทางของรถขณะที่กำลังมุ่งหน้าอีกด้วย สำหรับการแสดงผลด้วยรูปแบบกราฟิกที่คมชัดประกอบด้วย การแจ้งเตือนอุณหภูมิจากภายนอกที่ค่อนข้างเที่ยงตรง แจ้งเวลาแบบตัวเลขดิจิตอล เป็นมอนิเตอร์ของภาครับวิทยุ AM-FM มอนิเตอร์ของการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก เช่น i-Pod / USB / โทรศัพท์ไร้สายแบบ Bluetooth / Wireless and Internet / ระบบสั่งงานด้วยเสียง Voice Control / การปรับตั้งเสียงกลาง-แหลม-เบส ของระบบเครื่องเสียงติดรถ / มอนิเตอร์ของระบบปรับอากาศแบบแยกโซน / มอนิเตอร์ของเครื่องเล่น CD/MP3 / ปฏิทิน / ระบบ Media Player เป็นจอแสดงผลที่มีความคมชัดสูงใช้ได้และออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างง่ายดายผ่านการสัมผัสลงไปบนหน้าจอ

หน้าปัดมาตรวัดใช้มาตรวัดความเร็วตรงกึ่งกลางของจอมาตรวัด ส่วนมาตรวัดรอบย้ายมาอยู่ที่จอ Multi information display หรือ MID ที่ด้านขวาของกรอบมาตรวัด สำหรับมาตรวัดระดับเชื้อเพลิงในถังและมาตรวัดระดับอุณหภูมิการทำงานเครื่องยนต์ติดตั้งอยู่ในแถบด้านข้างของมาตรวัดความเร็ว จอแสดงผล Multi information display หรือ MID ที่ด้านขวาของกรอบมาตรวัด ยังคอยแจ้งเตือนการสตาร์ตเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แกนของรถและมุมองศาของความลาดเอียง การเปิด-ปิดประตูทุกบาน Speedmeter คอยแจ้งตัวเลขความเร็วแบบดิจิตอล และการคำนวณเชื้อเพลิงที่เหลือในถังต่อระยะทางที่สามารถวิ่งไปถึง รวมทั้งการแจ้งค่าความประหยัดเชื้อเพลิง Fuel Economy ด้วยรูปแบบกราฟที่สามารถอ่านค่าได้ง่ายกับแจ้งตำแหน่งของเกียร์อัตโนมัติในโหมด Sport อีกด้วย ส่วนจอภาพ Multi information display หรือ MID ที่ด้านซ้ายของมาตรวัดความเร็วหลัก ทำหน้าที่แสดงผลของระบบโทรศัพท์ไร้สายและการเล่นเพลงหรือภาพในโปรแกรม Entertainment องศาและทิศทางของหน้ารถ

พวงมาลัยแบบ 4 ก้านหุ้มหนังแท้มีขนาดที่กำลังพอดีไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป พวงมาลัยออกแบบให้จับได้อย่างถนัดมือ ปรับตั้งได้ 4 ทิศทางทั้งใกล้-ไกลและสูง-ต่ำ ก้านพวงมาลัยใน Ford Everest 3.2 Titanium มีสวิตช์มัลติฟังก์ชันใช้สำหรับการปรับตั้งค่าต่างๆ เช่น ระบบปรับตั้งความเร็วอัตโนมัติ Cruise control สวิตช์เลือกดูข้อมูลการขับขี่ผ่านจอ Multi information display ที่ด้านขวาและซ้าย ปรับความดังของลำโพง ปุ่มรับหรือวางสายโทรศัพท์ในระบบบลูทูธ ปุ่มระบบสั่งงานด้วยเสียง

ขุมกำลังของ Ford Everest 3.2 Titanium 4x4 6A/T เวอร์ชั่น MY2017 เป็นเครื่องยนต์สมรรถนะสูงแบบดีเซลแถวเรียง 5 กระบอกสูบดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป 4 วาล์วต่อสูบ ปริมาตรความจุ 3,198 ซีซี อัดอากาศด้วย VG เทอร์โบแบบแปรผันพร้อมชุดลดอุณหภูมิของไอดีหรืออินเตอร์คูลเลอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจุดระเบิดให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ของ Everest 3.2L ยังมีการปรับปรุงจุดยึดพวกยางแท่นเครื่องแท่นเกียร์รวมถึงการปรับปรุงชิ้นส่วนภายในเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนขณะทำงาน มีอัตราส่วนกำลังอัด 15.7:1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดยิงตรงแบบดีเซลคอมมอนเรล ไดเรคอินเจคชั่นหรือ TDCi เป็นเครื่องยนต์เวอร์ชั่นเดิมที่เรียกว่า Puma Version 3.0 โดยมีการปรับปรุงมาเป็น Version 3.5 สำหรับเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร ใน Everest 3.2 มีแรงบิด 470 นิวตันเมตร การปรับปรุงชิ้นส่วนหลักๆ เช่น ชุดหัวฉีดใหม่ระบบหมุนเวียนไอเสีย EGR การจูนอัพ Calibration รวมถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ สำหรับเครื่องดีเซลประสิทธิภาพดี Duratorq TDCi ของ Everest 3.2 ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า ที่ย่าน 3,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตร หรือ 47 กิโลกรัม-เมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังในรูปของแรงบิดจากเครื่องยนต์ผ่านเกียร์ออโต 6 สปีดไปยังเพลากลางถ่ายเทแรงบิดทั้งหมดผ่านเฟืองท้ายไปที่ล้อขับเคลื่อนคู่หลัง ระบบส่งกำลังหรือเกียร์ จัดชุดเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด พร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์แบบธรรมดาในตำแหน่ง S หรือ Sport โดยมีอัตราทดเกียร์ดังต่อไปนี้

เกียร์ 1 ……………………… 4.171
เกียร์ 2 ……………………… 2.342
เกียร์ 3 ……………………… 1.521
เกียร์ 4 ……………………… 1.143
เกียร์ 5 ……………………… 0.867
เกียร์ 6 ……………………… 0.691
เกียร์ถอยหลัง ……………….. 3.400
อัตราทดเฟืองท้าย …………. 3.730

ชุดบังคับเลี้ยวหรือระบบพวงมาลัยของ Everest เป็นพวงมาลัยแรคแอนพีเนียนพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าผ่อนแรงหมุน แปรผันน้ำหนักไปตามความเร็ว หรือ Electric Power Assisted Steering - EPAS นับเป็นครั้งแรกในรถยนต์อเนกประสงค์ขาลุยที่กล้าหาญชาญชัยนำเอาพวงมาลัยไฟฟ้าที่มีการปรับตั้งให้ส่งถ่ายความแม่นยำพร้อมน้ำหนักที่เหมาะสมกับสปีดความเร็วโดยควบคุมผ่าน ECU หรือ electronic control unit คอยควบคุมจัดการกับการปรับน้ำหนักของพวงมาลัยแบบอัตโนมัติ

ระบบรองรับหรือช่วงล่างที่ทำให้ Everest 3.2 Titanium สามารถสลัดคราบของรถปิกอัพออกไปได้อย่างสิ้นเชิง เกิดขึ้นจากความตั้งอกตั้งใจในการปรับตั้งที่ลงตัว ส่งถ่ายความหนึบแน่นและลดอาการโคลงตัวที่แก้ไขยากในรถที่มีพื้นฐานมาจากรถกระบะเพื่อทำช่วงล่างของเจ้าหมอนี่ให้ออกมาในแบบที่มีความเหนือชั้นมากกว่ารถ PPV-SUV ของคู่แข่ง ช่วงล่างหน้าแบบอิสระดับเบิ้ลวิชโบนปีกนกคู่ที่มีการปรับค่ายืดและยุบของสปริงใหม่หมดพร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลงเส้นเขื่องเพื่อลดอาการเต้นของช่วงล่างด้านหน้า รวมถึงยังลดอาการหน้ายุบเมื่อต้องลงเบรกหนักๆ อีกด้วย ส่วนช่วงล่างด้านหลังยังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อมกลไกวัตต์ลิงก์หรือเหล็กยึดค้ำที่ติดตั้งอยู่กับกระปุกของเฟืองท้าย ออกแบบมาเพื่อลดอาการโคลงตัวบริเวณส่วนท้ายเพื่อทำให้ส่วนท้ายของ Everest มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น ส่วนระบบเบรกจัดดิสเบรกหน้า-หลังมาให้กันแบบครบๆ ไม่ต้องไปดิ้นเสียเงินติดตั้งดิสหลังเพิ่ม ดิสเบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน ส่วนดิสเบรกหลังเป็นจานเบรกแบบปกติ พร้อมตัวช่วยเบรกที่ป้องกันไม่ให้เสียอาการขณะเบรกหนักๆ

ระบบความปลอดภัยที่ถือเป็นหัวใจของการใช้งาน Ford Motor จัดมาให้เต็มสูบแม้จะมีอุปกรณ์ความปลอดภัยเป็นรองรุ่นท็อปสุดแต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี สำหรับระบบความปลอดภัยใน Everest 3.2 ประกอบด้วยตัวช่วยเบรก เช่น ระบบป้องกันล้อล็อก และระบบกระจายแรงเบรก ABS & EBD ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP พร้อมระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน HLA ระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Mitigation) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล ระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ (Rollover Mitigation) ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย สัญญาณเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง สัญญาณกันขโมย ระบบกุญแจนิรภัยและจุดยึดสำหรับเบาะนั่งเด็ก

รถออฟโรดอย่าง Ford ตระกูล F250 นั้นเป็นฮีโร่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แถมยังสร้างภาพลักษณ์ให้กับ Ford ในฐานะที่เป็นรถลุยไซส์ยักษ์และเป็นรถที่ทำเงินให้กับบริษัท Ford สำหรับรถพีพีวี-เอสยูวีอย่าง Everest ซึ่งขายในบ้านเราและมีพื้นฐานมาจากรถปิกอัพบนแนวทางของ PPV ซึ่งมีแค่ไทยประเทศเดียวเท่านั้นที่เรียกรถกระบะดัดแปลงจนชาวบ้านเค้าออกอาการงงงวย ต้องใช้คำว่าโหนขึ้นรถสำหรับความสูงของเจ้า Everest ที่มีเรือนร่างราวกับยักษ์ปักหลั่น ความสูง 1,836 มิลลิเมตร ทำให้คุณมองได้ไกลข้ามหลังคารถเก๋งไปสุดลูกหูลูกตา การมองเห็นไกลกว่าปกติช่วยทำให้การตัดสินใจเร็วและทันต่อสถานการณ์ข้างหน้า ตำแหน่งท่านั่งของคนขับจัดท่าทางในขั้นตอนของการพัฒนาจนทำให้ท่านั่งขับของ Everest ใกล้เคียงกับ Forester ทั้งตำแหน่งของเบาะแต่ความสูงนั้นมากกว่าเยอะ การปรับด้วยไฟฟ้าและมุมของการเห็นที่มองได้ตลอดทั่วทั้งคัน เบาะไฟฟ้าทำให้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เบาะคนนั่งที่ปรับไฟฟ้าในรุ่นสูงสุดก็ควรจะใส่มาให้ในรุ่นที่มีราคาต่ำกว่าอย่างรุ่น 2.2 

รถทดสอบ Everest 3.2 เครื่องดีเซลเทอร์โบ 5 สูบคันนี้วิ่งมาเยอะพอสมควรแต่ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงแน่นตึ้บ เมื่อบิดกุญแจสตาร์ต เครื่องยนต์ดีเซล 5 กระบอกสูบ ขนาด 3 ลิตรติดขึ้นมาพร้อมเสียงเครื่องที่ดังกว่ารุ่น 2.2 เล็กน้อย แรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซลลดลงทำให้การเดินเบาอยู่กับที่นิ่งใช้ได้ รถทดสอบคันนี้วิ่งมาแล้วถึง 14,890 กิโลเมตร ถือว่ามากสำหรับรถทดสอบที่จัดให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับ แม้จะวิ่งพ้นรันอินมานานหลายเดือนแล้วแต่ทุกสิ่งทุกอย่างของมันยังคงแน่นตึ้บ ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิดประตู ห้องโดยสารไม่มีเสียงแปลกปลอมเสียดสีกันของชิ้นงานที่ใช้ตกแต่ง การเป็นรถทดสอบของสื่อนั้นจะต้องถูกขับใช้งานอย่างหนักทั้งวิ่งบนถนนปกติรวมถึงการวิ่งบนทางแบบออฟโรด เจ้า Ford Everest 3.2 Titanium รุ่นขับเคลื่อนสองล้อหลังยังแน่นไม่มีอาการที่ส่อไปในทางที่ย่ำแย่ออกมาให้เห็น การเดินเบาทำได้นิ่งใช้ได้ มีแรงสั่นสะเทือนนิดเดียวแถวๆ ไฟหน้า นอกนั้นยังคงนิ่งสนิททุกอณู พวงมาลัยก็ยังไม่มีการสั่นสะท้านแม้จะจอดเดินเบา แท่นเครื่องแท่นเกียร์ที่ดีขึ้นและมาตรการในการปรับแรงสั่นสะเทือนขณะทำงานทำให้เครื่องยนต์ Duratorq TDCi ของ Everest เดินนิ่งราบเรียบแต่ก็มีเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ดังกว่ารุ่น 2.2 ลิตรอย่างชัดเจน

Everest เป็นรถไซส์ยักษ์ทำให้การขับในเมืองต้องใช้ความระมัดระวังกันบ้าง สำหรับคนที่คุ้นชินกับระยะของรถคันเล็กๆ ขนาดความกว้างเกือบ 2 เมตรและยาวเกือบ 5 เมตร ทำให้การเคลื่อนตัวในที่ที่มีการจราจรหนาแน่นต้องระวังมอเตอร์ไซค์ที่อาจโฉบเข้ามาใกล้ ตำแหน่งท่านั่งที่สูงโด่งเหมือนนั่งอยู่บนหลังไดโนเสาร์ตัวโตทำให้คุณมองเห็นได้ไกล หากไม่มีรถคันหน้าที่ตัวโตพอกันรับรองว่ามองเห็นหัวแถวที่ติดสัญญาณไฟอย่างแน่นอน เบาะนั่งนิ่มสบายทำให้การขับในเมืองออกมาดูดีมากจนไม่ต้องรอให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ แล้วค่อยซื้อ ตัดใจเรื่องบริการที่ Ford รับปากว่าจะแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้ว เจ้า Everest รุ่น 3.2 ลิตรก็มีความน่าใช้งาน แต่ถ้าเงินไม่ถึงหรือไม่ได้ต้องการกำลังแรงบิดมากมายอะไร รุ่น 2.2 ลิตรก็เพียงพอต่อการขับบนถนนทุกที่ในประเทศไทย หากได้ลองขับยาวๆ เป็นติดอกติดใจกันทั่วหน้า กำลัง 200 แรงม้าอเมริกันกับแรงบิด 470 นิวตันเมตร มากสุดในวงการ PPV - SUV การโลดโผนโจนทะยานในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร จะมีปัญหาก็ต่อเมื่อมุดเข้าตรอกซอกซอยคับแคบ คนที่ไม่คุ้นชินกับระยะและขนาดอันใหญ่โตรับรองว่ามีโยกพวงมาลัยกันจนเหงื่อแตก มิติตัวถังที่ขึ้นตรงกับความใหญ่ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารถึง 7 ที่นั่งพร้อมความสูงทำให้คุณต้องระวังเมื่อขับท่ามกลางการจราจรที่ติดขัด

เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดทำงานทั้งในและนอกเมืองออกแนวเนียน เกียร์ที่เคยกระตุกกระชากของ Ford Focus และ Ford Fiesta ไม่มีให้เห็นในเกียร์ของ Everest เนื่องจากใช้เกียร์คนละรุ่นกัน ด้วยชุดส่งกำลังที่มีความราบเรียบไร้รอยต่อเป็นความตั้งใจในการปรับอัตราทดซึ่งมีผลทำให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมืองไม่มากอย่างที่คิด ออกจะประหยัดด้วยซ้ำทั้งๆ ที่บางจังหวะใช้คันเร่งอย่างต่อเนื่องเข็มวัดเชื้อเพลิงก็ไม่กระดิกลงต่ำตามแรงขาท่ีกดลงไปบนคันเร่ง ส่วนคันเร่งไฟฟ้าเบาไปนิดทำให้ขาดสัมผัสที่ชัดเจน กดลงไปมีอาการรีเลย์นิดๆ เมื่อเทอร์โบเริ่มต้นการบูสมันก็จะทะยานออกไปด้วยความมั่นคงไม่มีอาการดึงซ้ายป่ายขวาโผล่มาให้เห็นเลย ยิ่งขับยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ สำหรับคนที่ชอบรถคันโตๆ ที่มีการตอบสนองดีก็ต้องไปลองการออกตัวของ Ford Everest 3.2 Titanium 4x4 6A/T ดูเอาเอง จังหวะจะโคนของการออกตัว การทำงานที่สอดรับของพวงมาลัยและช่วงล่างหน้าประกอบขึ้นเป็นความมั่นคง เมื่อกดคันเร่งเต็มๆ แรงบิด 470 นิวตันเมตรถึงกับปั่นให้ล้อฟรีทิ้งกันเลยทีเดียว 

บนไฮเวย์แถบแยกวังมะนาวไปจนถึงเขตอำเภอปราณบุรี Everest 3.2L Titanium วิ่งใจขาดไม่มีคำว่าชักช้าไม่ทันการ การวิ่งในย่านความเร็วเดินทางที่ 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ความเร็วรอบ 2,000 รอบต่อนาที เกิดจากการปรุงแต่งอัตราทดที่ลงตัวของเกียร์ 6 ช่วยทำให้คุณประหยัดเชื้อเพลิงทั้งๆ ที่ตัวหนักและใช้เครื่องยนต์ที่โตกว่ารุ่น 2.2 ลิตรก็ไม่กินสิ้นเปลืองราวกับการจิบเชื้อเพลิงของเครื่องตัวเล็กๆ มากกว่าจะเป็นตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองของ SUV ไซส์ยักษ์แบบนี้ เครื่องยนต์และเกียร์ในโหมด Full Auto เร่งแซงได้แบบไม่หวาดเสียวแค่กะระยะให้มีความปลอดภัยเอาไว้ก่อนเป็นพอ ส่วนพวงมาลัยก็แปรน้ำหนักในย่านความเร็วสูงให้พอดิบพอดีกับความเร็วท่ีใช้ ระยะฟรีตรงกลางของพวงมาลัยไฟฟ้าใน Ford Everest มีน้อย ทำให้เกิดความมั่นคงแม่นยำ ข้อห้ามก็คือไม่ควรกระตุกพวงมาลัยแรงๆ ในย่านความเร็วสูง ระลึกไว้เสมอๆว่า SUV นั้นมีสัดส่วนของความสูงมากกว่ารถเก๋ง การหักพวงมาลัยเร็วๆ เพื่อเปลี่ยนทิศทางในย่านความเร็วสูงแนวซิ่งจะตามมาด้วยอาการเสียหลัก หลังจากนั้นก็แก้อาการกันเอาเอง ควรจะขับแบบระมัดระวัง รู้จักรูปแบบของรถออฟโรดและขีดจำกัดของมันคุณจะใช้งานได้อย่างปลอดภัย 

อาการโคลงตัวเป็นสันดานของรถอเนกประสงค์ยกสูง คุณไม่ควรหวดมาเต็มสูบแล้วเข้าโค้งอย่างเร็วแรง เพราะความสูงของตัวรถจะทำให้อาการโคลงในโค้งเยอะกว่ารถเก๋งที่เตี้ยกว่า เมื่อขับรถ SUV ยกสูง ควรเบรกก่อนถึงโค้งแล้วประคองพวงมาลัยเข้าไปเนียนๆ เมื่อความเร็วในโค้งไม่สูงเกินไป ความแน่นและมั่นคงไม่มีอาการวอกแวกจะทำให้คุณหลงรักและขับมันออกทางไกลกับครอบครัวบ่อยขึ้น มันเป็นรถสำหรับวันทำงานและวันหยุดโดยเฉพาะฤดูฝนที่กำลังจะมาเยือนกรุงเทพฯ ช่วงล่างส่งถ่ายการนั่งที่สบายตัวเมื่ออาการโคลงลดลงทุกสิ่งทุกอย่างจึงดูดีขึ้นไปโดยปริยาย การขับทางไกลมีการทรงตัวคล้าย Subaru Forester 2.0 XT ตรงที่ความนิ่งโดยมีอาการโคลงตัวไม่มากนัก ถนนที่ไม่สม่ำเสมอหรือคอสะพานชันๆ ก็ออกอาการโยนไม่มากแค่นิดเดียวทำให้ยิ่งชอบกันเข้าไปใหญ่ ส่วนเบรกนั้น ไม่ควรขับจี้ท้ายคันหน้าแล้วใช้เบรกหนัก ควรทิ้งระยะเพื่อการเบรกที่นิ่มนวลแบบค่อยเป็นค่อยไปนั่นก็คือการไม่หวดเจ้านี่ให้เร็วจนเกินไปนั่นเอง อาการหน้าทิ่มขณะเบรกก็มีแต่ไม่ได้มากจนทำให้รู้สึกแย่ อย่างที่บอกว่ามวลมันเยอะกว่ารถเก๋งแถมความสูงก็ยังมากกว่า ทิ้งระยะให้พองามสำหรับการเบรกแบบค่อยเป็นค่อยไปจะทำให้คนที่นั่งข้างๆ คุณเกิดรักกันขึ้นมาอีกเยอะเลยทีเดียว

ความคล่องตัวเมื่อเอาไปขับบนทางออฟโรดแบบลุยเล็กๆ พอแค่หอมปากหอมคอก็ยังเหมือนกับ Forester 2.0 XT ราวกับแกะ แต่ส่วนผสมของช่วงล่างใน Everest 3.2L Titanium ดูจะแข็งและแน่นกว่า ทางที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อดินลูกรังไม่มีโคลนเลนเหมาะกับยาง Goodyear Excellence grip ซึ่งออกแบบมาเพื่อการลุยทางวิบากที่ไม่โหดร้ายมากนัก หากคิดจะจัดเต็มสูบลุยทางที่มีเลนโคลนหล่มหลุมที่มีน้ำท่วมขังควรยัดยางที่มีดอกลึกมากกว่านี้ ระบบขับเคลื่อนสองล้อหลังพอจะเอาตัวรอดได้บ้างแต่ยังไงก็ยังคงเป็นรองตัวขับสี่เมื่อต้องการเอาไปลุยโหดๆ การถ่ายเทน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ดีแม้ตัวจะสูงโย่งก็ไม่โยกคลอนจนนั่งไม่สบาย

ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้อง 225 มิลลิเมตร ลุยน้ำลึกได้ 800 มิลลิเมตร รวมถึงมุมไต่และมุมจากที่สมน้ำสมเนื้อทำให้การขับแนวออฟโรดบน Ford Everest มีความสนุกสนานที่ได้ผจญภัยไปบนเส้นทางที่รถเก๋งไม่มีวันเข้าถึง ความน่าสนใจโดยรวมของ Everest 3.2L Titanium เกียร์ออโตขับเคลื่อนล้อหลัง ราคา 1,749,000 บาท ถูกนำไปเปรียบมวยกับ PPV-SUV ของคู่แข่งซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชอบของคนที่จะควักเงินซื้อเป็นหลัก หาก Ford ปรับหลังบ้านให้ดีๆ ทำบริการหลังการขายให้เป็นที่บอกกล่าวของลูกค้าว่าดีขึ้น ความสามารถในการขับใช้งานของ Everest ก็เป็นจุดขายของตัวมันเองโดยไม่ต้องอาศัยการโฆษณาจากสื่อมวลชนให้มากเรื่องมากราว บริการที่ดีในการซ่อมบำรุงเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนอะไหล่ไม่ต้องรอกันนาน ปากต่อปากของลูกค้าที่ไปโพสต์ตามคลับไปในทางที่ดีขึ้นจะทำให้ Ford ขยับยอดขายขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ ของยอดขายรถปิกอัพดัดแปลงหรือ PPV-SUV อย่างแน่นอน

Ford Everest 3.2 Titanium 4x4 6A/T มีความสปอร์ตที่ปนอยู่กับความบึกบึนแข็งแกร่งสไตล์รถลุยของอเมริกัน รุ่นใหม่นั้นทันสมัยแถมยังมีมุมมองที่ออกทรงดุดันกว่า PPV สัญชาติยุ่นจากแนวทางในการทำรถของพวกมะกันที่ถนัดการสร้างรถลุย อัตราเร่งที่ไม่ได้เร็วจิ้ดเนื่องจากตัวหนักแต่ย่านของกำลังนั้นเหมาะสมกับสัดส่วน ขนาดและน้ำหนัก ทำให้บังคับควบคุมได้ง่าย ทุกรุ่นของยานออฟโรดจาก Ford วางเกียร์อัตโนมัติขับเคลื่อนสองล้อหรือขับเคลื่อนสี่ล้อแล้วแต่เงินที่จ่ายออกไป การวิ่งทางไกลที่น่าประทับใจไม่ได้เกิดจากความแรงของเครื่องยนต์แต่เกิดจากความมั่นคงพอดิบพอดีของกลไกทุกชิ้นส่วนที่ประกอบขึ้นมาเป็นรถคันนี้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องชิฟเกียร์เองเมื่อขับบนทางราบ เกียร์ทำงานได้ดีเมื่อขับออกทางไกลโดยมีการตอบสนองที่ไหลลื่น ช่วงล่างซับแรงสะเทือนในย่านความเร็วสูงจนมีความเสถียรให้สัมผัสและชักชวนให้ขับเร็วขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังจากความนิ่งของแชสซีและกลไกวัตต์ลิงค์ที่ยึดโยงชุดเฟืองท้ายเป็นแนวขนานกับแกนดุมล้อหลัง จุดนี้ขอบอกว่าทำออกมาได้โดนใจจนคว้ารางวัล Car of The Year 2016 จากสื่อไทยไปครองแบบไร้ข้อติติง.

FORD EVEREST 2.2 4x2 AT SPECIFICATIONS
แบบ..........................................................SUV ตรวจการ 7 ที่นั่ง
มิติตัวถัง
ความกว้าง................................................1,862 มิลลิเมตร
ความยาว...................................................4,893 มิลลิเมตร
ความสูง.....................................................1,836 มิลลิเมตร
ระยะห่างช่วงล้อ..........................................2,850 มิลลิเมตร
ความกว้างช่วงล้อหน้า................................1,560 มิลลิเมตร
ความกว้างช่วงล้อหลัง................................1,565 มิลลิเมตร
ระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้องรถ.....................225 มิลลิเมตร
ศักยภาพในการลุยน้ำ.................................800 มิลลิเมตร
มุมไต่...........................................................30 องศา
มุมจาก.........................................................25 องศา
มุมคร่อม......................................................21 องศา
ความจุถังเชื้อเพลิง......................................71 ลิตร

เครื่องยนต์.................................................ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ
ปริมาตรความจุกระบอกสูบ...............................3,198 ซีซี
วาล์ว........................................................DOHC 4 วาล์วต่อสูบ
ระบบอัดอากาศ..........................................เทอร์โบแปรผัน VG Turbo พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์
อัตราส่วนกำลังอัด.......................................15.7:1
กำลังสูงสุด..................................................200 แรงม้า ที่ 3,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด...............................................470 นิวตันเมตร 47.23 กิโลกรัม-เมตร ที่ 1,600-2,500 รอบต่อนาที
ระบบเชื้อเพลิง............................................ดีเซลคอมมอนเรลไดเรคอินเจคชั่น
ระบบขับเคลื่อน..........................................ขับเคลื่อน 4 ล้อ
ระบบส่งกำลัง.............................................เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์แบบธรรมดา
ระบบบังคับเลี้ยว.........................................พวงมาลัยแรคแอนพีเนียนพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าผ่อนแรงหมุนแปรผันน้ำหนักไปตามความเร็ว EPAS Electric Power Assisted Steering


ระบบกันสะเทือน
ด้านหน้า.....................................................แบบอิสระ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง
ด้านหลัง......................................................แบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์
เฟืองท้าย....................................................แบบมาตรฐาน

ระบบเบรก
ด้านหน้า.....................................................ดิสเบรก มีช่องระบายความร้อน
ด้านหลัง.....................................................ดิสเบรก

ล้อและยาง
ล้อหน้า........................................................อัลลอยขนาด 18 นิ้ว ยาง goodyear excellence grip 265/60R18
ล้อหลัง........................................................อัลลอยขนาด 18 นิ้ว ยาง goodyear excellence grip 265/60R18

วิทยุพร้อมเครื่องเล่น 1 CD/MP3 Ford SYNC 3 8-inch LCD AM/FM Radio, USB, iPod, CD, MP3, Aux-in via 10 speakers
หน้าจอสีแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว
ลำโพง 10 ตัว พร้อมซับวูฟเฟอร์และแอมพลิฟลายเออร์
ช่องต่อ AUX
ช่องต่อ USB จำนวน 2 จุด
ช่องต่อ SD Card
ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wi-Fi Router)
ระบบสั่งด้วยเสียง SYNC® 3 พร้อมการเชื่อมต่อ Bluetooth และเนวิเกเตอร์
สวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงบนพวงมาลัย

อุปกรณ์ภายนอก
กันชนหน้า/หลังสีเดียวกับตัวรถ
มือจับประตูภายนอก/กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ
กระจังหน้าโครเมียม
ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์
ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
ไฟตัดหมอกหน้า
ไฟตัดหมอกหลัง
ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง
ราวหลังคา
บันไดข้าง
สปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่สาม
ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ
ระบบปัดน้ำฝนด้านหลังพร้อมที่ฉีดทำความสะอาด
กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว

อุปกรณ์ภายใน
กระจกไฟฟ้า หน้า-หลัง พร้อมระบบเปิด-ปิดสัมผัสเดียวด้านคนขับ
กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ
พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง
ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา
ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลังแบบแยกส่วนจากห้องโดยสารตอนหน้าพร้อมสวิตช์ควบคุม
กุญแจรีโมทแบบพับได้เบาะนั่งหุ้มหนัง
เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง
เบาะแถวที่ 2 พับเรียบได้แบบแยกส่วน 60:40
เบาะแถวที่ 2 ปรับเอนและสามารถเลื่อนตำแหน่งหน้า-หลังได้
เบาะแถวที่ 3 พับเรียบได้แบบแยกส่วน 50:50
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
ซันรูฟไฟฟ้า
แผงบังแดดด้านคนขับพร้อมที่เสียบนามบัตร
แผงบังแดดด้านผู้โดยสารพร้อมกระจก
ไฟอ่านแผนที่และไฟส่องสว่างภายในรถ
ช่องเก็บแว่นตา
ช่องต่อไฟ 12V จำนวน 4 จุด
เทคโนโลยีการตัดเสียงรบกวน

ระบบความปลอดภัย
ระบบป้องกันล้อล็อก และระบบกระจายแรงเบรก ABS & EBD
ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP พร้อมระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน HLA
ระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Mitigation)
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล
ระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ (Rollover Mitigation)
ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า
ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย
สัญญาณเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า
สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง
สัญญาณกันขโมย
ระบบกุญแจนิรภัย
จุดยึดสำหรับเบาะนั่งเด็ก

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/