ถ้าบอกกันตรงๆว่า ตัวจริงสวยกว่าในภาพ ก็ดูจะอวยไปหน่อย แต่ iCAUR V27 REEV รถยนต์ทรงกล่อง Premium Classic Boxy SUV กับดีไซน์คลาสสิกแตะตาพวกชอบรถออฟโรดไม่น้อย แน่นอนว่า ระบบขับเคลื่อนใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี REEV (Range Extended Electric Vehicle) มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ขณะที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อน ช่วยเพิ่มระยะทางสำหรับการเดินทางไกล ถือว่าเป็นของใหม่ในไทย แต่ REEV นั้นมีมานานแล้วใน Nissan Kicks e-Power ซึ่งใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบขับเคลื่อนหลัก ส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในมีหน้าที่แค่ปั่นไฟใส่แบตฯเท่านั้น สำหรับรถทดสอบ iCAUR V27 REEV ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ ทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟ หรือ generator คอยปั่นกระแสไฟฟ้าส่งไปเก็บที่แบตเตอรี่หรือจ่ายตรงเข้ามอเตอร์ เพื่อเพิ่มระยะการเดินทาง โดยไม่ได้มีหน้าที่ส่งกำลังลงล้อโดยตรงเหมือนระบบ Hybrid หรือ Plug-in Hybrid ฟีลลิ่งการตอบสนองคล้ายรถยนต์ไฟฟ้า จุดที่ดีกว่าก็คือ ไม่ต้องห่วงเรื่องระยะทางเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไกลไปในพื้นที่ไม่มีตู้ชาร์จ แค่เติมน้ำมันให้เต็มถังแล้วขับไปเรื่อยๆ ก็ทำระยะทางได้ไกลกว่า 600 กิโลเมตร ในรถคันโตหนัก 2.3 ตัน นี่คือจุดดีของระบบขับเคลื่อน REEV
ช่วงเปิดตัวมีการรีวิวยาวๆ ด้วยบทความกันไปรอบนึงแล้ว พอมาในวันทดสอบ ก็อยากจะบอกอีกครั้งว่า นอกจากเรือนร่างที่เหมือนรถลุยแบรนด์ดังอังกฤษแล้ว iCAUR V27 REEV ยังมีหลังคากระจกพาโนรามาคู่ Dual Skyview Roof + Star Island สร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารโปร่งโล่ง กว้างขวาง โครงสร้างหลังคาแข็งแรง แรคราวหลังคา ประตูท้ายระบบดูดไฟฟ้า ไฟหน้า แบบ LED ไฟหน้าพร้อมฟังก์ชันทำงานอัตโนมัติ ไฟหน้าพร้อมฟังก์ชันส่องนำทางหลังดับเครื่อง มีระบบควบคุมไฟหน้าอัจฉริยะ (IHC) มีไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวันแบบ LED (DRL) ไฟเลี้ยว LED ไฟท้าย LED ไฟเบรกดวงที่สาม LED ไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน แถมด้วยไฟตัดหมอกหลังกระจกหน้าต่างควบคุมด้วยระบบ one-touch ไฟเบรกดวงที่สามทำเท่ ไปอยู่ตรงด้านบนของกรอบล้ออะไหล่ท้ายรถซึ่งเป็นตำแหน่งที่มองเห็นได้ง่าย
V27 มีกระจกมองข้างปรับด้วยระบบไฟฟ้า กระจกมองข้างพับอัตโนมัติเมื่อล็อกรถพร้อมระบบไล่ฝ้า กุญแจแบบ keyless ล็อกและปลดล็อกอัตโนมัติ ระบบปัดน้ำฝน: หน้า-หลัง กับอุปกรณ์ช่วยในการขึ้นไปในห้องโดยสารด้วยบันไดข้างที่อีกสักพักน่าจะมีชุดแต่งบันไดข้างพับเก็บด้วยไฟฟ้าแบบ Tank 500 ออกมาขายเป็นอุปกรณ์เสริม
มิติตัวถังของ iCAUR V27 มีขนาดความยาว 5,045 มิลลิเมตร (รวมยางอะไหล่ท้าย) กว้าง 1,976 มิลลิเมตร สูง 1,894$ มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,900 มิลลิเมตร ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) 220 - 235 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยและขนาดยาง น้ำหนักตัวรถ ประมาณ 2,207 - 2,355 กิโลกรัม มุมเข้า-มุมจาก (Approach / Departure Angles มุมไต่ (Approach Angle) 32.0 มุมจาก Departure Angle 26.5 มุมข้าม Ramp Breakover Angle 23.0 ช่วงล่างด้านหน้า อิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลงช่วงล่างด้านหลัง อิสระ มัลติลิงก์ (Multi-Link) โครงสร้างปีกนกอะลูมิเนียม H-Arm ลดน้ำหนักใต้สปริง (Unsprung Weight) ซับแรงกระแทกและรักษามุมล้อได้อย่างแม่นยำในเส้นทางทุรกันดาร
ระบบเบรก ล้อ และยาง ระบบเบรกด้านหน้า ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน ด้านหลัง ดิสก์เบรก ล้อและยาง (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย) รุ่นเริ่มต้น / กลาง (2WD) ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ยางขนาด 255/55R19 รุ่นท็อป (4WD PRESTIGE) ล้ออัลลอย ขนาด 21 นิ้ว ยางขนาด 265/45R21 ความสามารถในการลุยน้ำ ระยะลุยน้ำลึกสูงสุด 600 มิลลิเมตร 60 เซนติเมตร ระบบช่วยเหลือการลุยน้ำ Wading Mode ระบบช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะลุยน้ำ ช่วยประเมินการทำงานของระบบขับเคลื่อน ปรับการตอบสนองของคันเร่ง และแจ้งเตือนระดับน้ำลึกผ่านเซนเซอร์
สมรรถนะและเทคโนโลยีการขับเคลื่อนออฟโรด (Off-Road Performance) รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD PRESTIGE ติดตั้งเทคโนโลยีลุยออฟโรดเต็มรูปแบบ ด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ i-AWD ระบบกระจายแรงบิดด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้า-หลัง ควบคุมและกระจายแรงบิดสู่แต่ละล้อในระดับมิลลิวินาที โหมดการขับขี่ออฟโรดเฉพาะทาง: ครอบคลุมสภาพพื้นผิว 5 รูปแบบ ได้แก่ พื้นผิวร่วน, ลื่น, ไม่เรียบ, โคลน และทุกสภาพถนน (All-Terrain) In-Place Turn (Pivot Turn) ระบบช่วยกลับรถในพื้นที่แคบหรือทางออฟโรดจำกัด โดยการควบคุมแรงบิดและเบรกล้อฝั่งด้านในเพื่อลดรัศมีการเลี้ยว Crawl Mode ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติขณะขับขี่ออฟโรดความเร็วต่ำ ช่วยล็อกความเร็วคงที่ ให้ผู้ขับขี่โฟกัสเฉพาะการควบคุมพวงมาลัย กล้องมองภาพรอบคัน 540 องศา: ทำงานร่วมกับฟังก์ชั่น Transparent Chassis (มองทะลุใต้ท้องรถ) ช่วยให้เห็นอุปสรรคใต้ท้องรถและโขดหินได้อย่างชัดเจน
iCAUR V27 REEV รองรับการชาร์จเร็วแบบ DC ขุมพลังมาพร้อมเทคโนโลยี REEV (Range Extended Electric Vehicle) ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร + มอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงสุด 335 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 505 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6 วินาที ในรุ่น 4WD PRESTIGE ขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับรุ่น 2WD PRIDE และ 2WD PRIME ขับเคลื่อน 2 ล้อ มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 9 วินาที เทคโนโลยี REEV ใน iCAUR V27 REEV เพิ่มความสามารถในการเดินทางได้ไกลรวมกว่า 1,000 กิโลเมตร เมื่อชาร์จไฟเต็มและเติมนํ้ามันเต็มถัง รองรับการชาร์จไฟกระแสตรง (DC) สูงสุดประมาณ 100 กิโลวัตต์ ชาร์จแบตเตอรี่จากระดับ 30-80% ได้ภายในเวลาประมาณ 15 นาที
โหมดการขับขี่ i-AWD สลับการทำงานระหว่าง 2WD และ AWD พร้อมระบบกระจายแรงบิดอัจฉริยะเพื่อการตอบสนองที่แม่นยำในทุกเส้นทาง ตอกย้ำสมรรถนะและเทคโนโลยีที่เหนือระดับ
ผสานความหรูหราและความสะดวกสบายรอบด้าน สัมผัสประสบการณ์ห้องโดยสารระดับพรีเมียมที่ครบครัน ให้ความสบายในการขับขี่ระยะทางไกล
iCAUR V27 REEV รุ่นและราคา
2WD PRIDE ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 999,900 บาท (จากราคาปกติ 1,029,900 บาท) ฟังก์ชันมาตรฐาน ระบบช่วยเหลือการขับขี่ และเทคโนโลยีความปลอดภัยหลายฟังก์ชันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อหลัง ให้กำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 252 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 20.47 kWh วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้สูงสุดประมาณ 95 กม. (NEDC) ระยะทางขับเคลื่อนรวม 1,000 กม. รองรับการชาร์จกระแสตรง DC สูงสุดโดยประมาณ 60 kW และระบบจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก (V2L) 6 kW มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 9 วินาที ความสะดวกสบายให้เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เครื่องเสียงพรีเมียม Pioneer พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองที่ตอบโจทย์ทั้งความคุ้มค่าและความพรีเมียมในทุกการเดินทาง
2WD PRIME ราคาช่วงแนะนำ (ราคาพิเศษ) 1,159,900 บาท ราคาปกติ 1,189,900 บาท ยกระดับความสะดวกสบายและการเดินทางไกล เพิ่มขนาดแบตเตอรี่เป็น 34.31 kWh วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 165 กม. (NEDC) รองรับการชาร์จกระแสตรง DC สูงสุดโดยประมาณ 100 kW เพิ่มความคลาสสิกด้วยราวหลังคา หลังคากระจกพาโนรามาคู่ Dual Skyview Roof ผสานดีไซน์ Star Island พร้อมเบาะคู่หน้าระบายอากาศ มีระบบบันทึกตำแหน่งเบาะผู้ขับขี่ และเครื่องเสียงพรีเมียม Pioneer พร้อมลำโพง 15 ตำแหน่ง รวม Subwoofer และแอมเบียนท์ไลท์ตกแต่งห้องโดยสาร เพิ่มถุงลมนิรภัยด้านหน้าระหว่างผู้โดยสารและคนขับ ตอบโจทย์การเดินทางไกลอย่างลงตัว
4WD PRESTIGE ราคา 1,259,900 บาท คันทดสอบ เป็น V27 รุ่นท็อป ขับเคลื่อน 4 ล้อ กำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 455 แรงม้า แรงบิด 505 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.4 วินาที เพิ่มโหมดการขับขี่ Personalized ให้ปรับแต่งการขับขี่ได้ตามสไตล์ของตัวเอง จัดเต็มเทคโนโลยีออฟโรดเต็มรูปแบบรองรับทุกสถานการณ์การขับขี่ ทั้งโหมดการขับขี่ สำหรับพื้นผิวร่วน ลื่น ไม่เรียบ โคลน และทุกถนน ระบบช่วยกลับรถในพื้นที่จำกัด (In-Place Turn ในรูปแบบ Pivot Turn) ระบบช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะลุยน้ำ (Wading Mode) ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบออฟโรด (Crawl Mode) ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (APA), ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าผู้ขับขี่ (DMS) ประตูท้ายระบบดูดไฟฟ้า
iCAUR V27 REEV มีสีภายนอกทั้งหมด 4 สี คือ Deep Black, Classic Sand, Moonlight White และ Highland Green โดยรุ่น 2WD PRIDE มีเฉพาะสี Deep Black และ Moonlight White ทุกรุ่นย่อยจะมาพร้อมห้องโดยสารภายในโทนสีดำ Shadow Black เป็นมาตรฐาน เฉพาะตัวถังสีเบจ Classic Sand ในรุ่นท็อป 4WD PRESTIGE จะได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมในการเลือกโทนสีภายในเป็นสีน้ำตาล Oak Brown
ห้องโดยสารของ iCAUR V27 REEV โทนสีน้ำตาล ตัดกับพลาสติกสีดำ คิ้วอะลูมิเนียมเงินบรอนซ์ กลิ่นรถลุยทรงกล่องคลุ้งไปหมด มันผสมความหรูหราและเทคโนโลยีสมัยใหม่ตามสมัยนิยมด้วยการออกแบบที่ลงตัว แดชบอร์ดทรงเหลี่ยมเหลี่ยม มีทั้งขนาดความหนาและกว้างขวาง ทัศนวิสัยด้านหน้าโปร่ง แผงคอนโซลหุ้มด้วยวัสดุสัมผัสนุ่มสีน้ำตาล แถบช่องแอร์ทรงตั้งกรอบสีเงินขนาดใหญ่ เบาะนั่งและการตัดเย็บต้องบอกว่าอยู่ในเกณฑ์ดี เบาะนั่งสบาย ย้ายไปนั่งเบาะหลังก็มีพื้นที่วางขาและพื้นที่เหนือศีรษะมากกว่ารถอเนกประสงค์ทั่วไป เบาะนั่งหุ้มหนังสีน้ำตาล สัมผัสนุ่ม เจาะรูพร้อมระบบระบายอากาศเชื่อมโยงกับลมเย็นของระบบปรับอากาศ (Ventilated Seats) ลวดลายการเดินตะเข็บดูประณีต เบาะคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าหลายทิศทาง เบาะฝั่งคนขับมีปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า และการตัดเย็บปั๊มโลโก้ V27 บริเวณพิงหลัง
ระบบการควบคุมและหน้าจอ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรงสามก้านหุ้มหนังสีน้ำตาล ก้านพวงมาลัยตกแต่งด้วยโครเมียมสว่าง สวิตช์ควบคุมบนพวงมาลัยใช้ปุ่มหมุน Roller โลหะสีเงิน ตัวคันเกียร์ใช้แบบก้านเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย (Column Shifter) เรือนไมล์เป็นจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ดิจิทัลทรงยาวแนวนอน ฝังเรียบๆไปกับขอบคอนโซล สำหรับจอกลาง เป็นจออินโฟเทนเมนต์ขนาดใหญ่แบบลอยตัว ความละเอียดสูง 3K
คอนโซลกลางติดตั้งปุ่มสวิตช์แบบ Aircraft Style ใต้จอมีชุดสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศแบบก้านสไลด์/สวิตช์กระดกสีเงินแรงบันดาลใจจากห้องนักบิน ลูกบิดปรับโหมดการขับเคลื่อน Drive Mode Selector ปุ่มหมุนอัลลอยสีเงินเซาะร่อง knurling สวยงาม สลักคำว่า MODE สำหรับเลือกโหมดการขับขี่ / โหมดออฟโรด พื้นที่ใช้งาน: แท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย (Wireless Charger), ช่องวางแก้วน้ำ และคอนโซลกลางแบบยกสูง ลอยตัว (Floating Console) ทำให้มีช่องเก็บของขนาดใหญ่ด้านใต้ พร้อมช่องเสียบชาร์จไฟ USB-C / USB-A
รายละเอียดแผงประตูและระบบเสียง แผงประตูตกแต่งด้วยวัสดุผ้าทอเนื้อหนาสีเทาเข้มทรงเรขาคณิต ตัดกับมือจับประตูโครเมียมสี่เหลี่ยมและหนังสีน้ำตาล ติดตั้งระบบเสียงพรีเมียม Pioneer พร้อมตราโลโก้ ห้องโดยสารตอนหลัง มีพื้นที่วางขา (Legroom) และพื้นที่เหนือศีรษะ (Headroom) กว้างขวาง มีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังพร้อมช่องชาร์จไฟ USB จุดที่แปลกตาแต่สวยงามก็คือ หลังคากระจกบานใหญ่ Dual Panoramic Glass Roof
เบาะพับแยกและวัสดุหุ้มหนังสีน้ำตาลเดินตะเข็บ ออกแบบเป็นเบาะ 3 ที่นั่ง พร้อมพิงศีรษะ ปรับระดับได้ครบทั้ง 3 ตำแหน่ง ตัวเบาะรองนั่งฝั่งซ้ายและขวาเจาะรูระบายอากาศ ช่วยลดความอับชื้น ที่ท้าวแขนกลาง พนักพิงเบาะตรงกลางสามารถดึงลงมาเป็นที่ท้าวแขน พร้อมสายดึงผ้า เพื่อความสะดวกต่อการใช้งาน รถออกแบบทรง Boxy สไตล์ออฟโรด ทำให้พ้นแนวหลังคาโปร่งมาก Headroom เหลือเฟือ กระจกข้างบานใหญ่ ทัศนวิสัยผู้โดยสารตอนหลังไม่อึดอัด พื้นตัวรถด้านหลังเรียบเกือบไม่มีอุโมงค์เพลากลาง ยืดขาและขยับตัวได้สะดวก จุดยึดคาร์ซีท:มีจุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX ที่ฐานเบาะแถวสองทั้งฝั่งซ้ายและขวาตามมาตรฐานความปลอดภัยคอนโซลแอร์และอุปกรณฺอำนวยความสะดวกตอนหลัง ช่องแอร์หลัง ติดตั้งช่องปรับอากาศด้านหลังคู่ทรงสี่เหลี่ยมแนวนอน กรอบสีเงินบรอนซ์เมทัลลิกตัดกับคอนโซลดำ ปรับทิศทางลมซ้าย-ขวาและเปิด-ปิดลมได้แยกฝั่ง พอร์ตชาร์จไฟใต้ช่องแอร์หลัง USB Type-C คู่ (2 ช่อง) รองรับ Fast Charge สำหรับชาร์จสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตผู้โดยสารตอนหลัง หลังเบาะคู่หน้าหุ้มหนังสีน้ำตาล มีช่องเก็บหนังสือหรือเอกสารทรงลึกทั้งสองฝั่ง มือจับโหน เสา B-Pillar และเสา A-Pillar ด้านหน้าติดตั้งมือจับโหนสีดำแมตต์ทรงแข็งแรง ช่วยให้ผู้โดยสารยึดจับเวลาขึ้น-ลงรถ หรือก้าวขึ้นรถที่มีความสูงสไตล์ SUV/Off-roader ได้อย่างมั่นคง
หน้าจอกลางสัมผัสขนาดใหญ่ความละเอียดสูง เป็นศูนย์กลางการสั่งการทั้งหมดของตัวรถ ด้วยอินเทอร์เฟซที่ออกแบบให้ใช้งานง่ายแต่ก็ยังมีบางอย่างที่ต้องปรับปรุง ควรแยกที่ปัดน้ำฝนด้านหลังและระบฉีดน้ำทำความสะอาดกระจกหลังไปรวมกับก้านสวิทช์ใบปัดน้ำฝนด้านหน้าจะดีกว่านี้มาก จอภาพระบบสัมผัสความคมชัด 3k มีกราฟิกภาพจำลองตัวรถแบบ 3D การสัมผัสสั่งงานยอมรับว่าตอบสนองเร็วใช้ได้ ระบบเครื่องเสียงและการตั้งค่าระบบเสียง (Sound Settings) เมนูการตั้งค่าเพื่อเข้าถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driver Assistance Settings), ADAS, ระบบไฟส่องสว่าง (Lighting), พลังงาน (Energy), ระบบสั่งงานด้วยเสียง (Voice), การแสดงผลหน้าจอ (Display), เสียง (Sound) และการเชื่อมต่อ (Connections)
หน้าจอและการควบคุมตัวรถแบบ 3D Graphic แสดงภาพจำลองตัวรถสไตล์ Off-roader แบบ interactive สามารถแตะไอคอนบนตัวรถเพื่อสั่งเปิด-ปิด ล็อกประตู, กระจกมองข้าง, ฝาท้าย หรือเปิด-ปิดไฟหน้าได้ทันที Shortcuts/Quick Modes มีปุ่มกดลัด Quick Access ด้านล่างเช่น Nap Mode โหมดนอนพักผ่อนในรถ และ Pet Mode โหมดปรับอุณหภูมิสำหรับสัตว์เลี้ยงเมื่อต้องจอดรถทิ้งไว้ Widget เครื่องเล่นเพลง แสดงสถานะการเชื่อมต่อ Bluetooth และปุ่มควบคุมเพลง Dock Bar ด้านล่าง ควบคุมอุณหภูมิแอร์แยกซ้าย-ขวา (Dual-zone HVAC Controls), ระบบอุ่น/ระบายอากาศเบาะนั่ง, ปุ่มเข้าหน้า Home, ปุ่มเมนูแอปพลิเคชัน, ปุ่มเปิดกล้อง 540 องศา และตั้งค่าตัวรถ
ระบบกล้องมองภาพรอบคัน 540° Panoramic & Transparent Chassis Camera การแสดงผลกล้องให้มุมมองรอบทิศทาง แบ่งหน้าจอแสดงผลหลายมุมมอง ทั้งมุมมองด้านหน้า (Front View), ด้านหลัง (Rear View) และมุมมอง Bird's Eye View ด้านข้าง กล้องมองล้อ (Wheel View) สามารถเลือกดูมุมกล้องส่องล้อคู่หน้า (Front Wheel) หรือล้อคู่หลัง (Rear Wheel) ช่วยให้กะระยะเมื่อขับเข้าทางแคบ หรือลุยเส้นทางออฟโรดได้อย่างแม่นยำ Transparent Chassis ระบบจำลองใต้ท้องรถแบบโปร่งแสง ช่วยให้มองเห็นอุปสรรคใต้ตัวรถ เช่น ก้อนหิน หรือร่องแอ่ง
โหมดการขับขี่และการจัดการพลังงาน Highway Mode (โหมดทางเรียบ) มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 รูปแบบ ได้แก่ ECO, Comfort, Sport และ Individual (ปรับตั้งค่าตามใจชอบ) Off-road Mode แท็บสำหรับเปลี่ยนไปสู่โหมดการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดาร Wading Mode (โหมดด่านน้ำ/ลุยน้ำ) สวิตช์เปิด-ปิดโหมดลุยน้ำ เพื่อเตรียมระบบความปลอดภัยของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน Energy Recovery Intensity (ระดับการดึงพลังงานกลับ) ปรับระดับ Regenerative Braking ได้ทั้ง Low, Standard, High และ Custom (ปรับละเอียดได้สูงสุดถึง 80-100 ระดับ) Dynamic Wallpapers ภาพพื้นหลังปรับเปลี่ยนตามสภาพการขับขี่ เช่น ภาพทุ่งกังหันลม (Eco/Comfort) หรือภาพทะเลทราย/หุบเขาเมฆแดง (Sport/Off-road)
สวิตช์ควบคุมแบบกายภาพ สวิตช์ทรง Aircraft Toggle ติดตั้งอยู่บริเวณใต้ช่องแอร์กลาง ออกแบบเป็นแผงสวิตช์ ปัดเงาแบบโลหะ Knurling สไตล์ห้องนักบิน ใช้สำหรับควบคุมฟังก์ชันแอร์ที่ต้องใช้งานเร่งด่วน เช่น ปุ่มเปิด-ปิดระบบแอร์ (OFF), ระบบ Auto, ปุ่มไล่ฝ้ากระจกหน้า-หลัง (Defroster) และปุ่มปรับความแรงลม (Fan Speed) ให้สัมผัสการกดที่แน่นหนา ช่วยลดการละสายตาจากถนนขณะขับขี่ไปมองจอ
รูปลักษณ์ภายนอกของ iCAUR V27 REEV เหมือนรถยนต์ทรงกล่อง Premium Classic Boxy SUV ตามความนิยมในยุคเปลี่ยนผ่าน แต่หลังจากได้ทดลองขับจากกรุงเทพฯไปยังอำเภอสามร้อยยอด รถ Range Extender ราคา 1.25 ล้านบาทคันนี้ มีความประณีตของงานประกอบและประสิทธิภาพของการขับเคลื่อนโดยเฉพาะรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อที่เกินราคาไปพอสมควร มีหลายจุดที่ทำได้เกินความคาดหมาย แต่ก็มีบางจุดที่ควรปรับปรุงเพื่อให้เกิดความง่ายและปลอดภัยในการใช้งาน
เริ่มจากไม่ว่าจะนั่งขับหรือนั่งโดยสารที่เบาะหลัง ช่วงล่าง H-Arm อะลูมิเนียม ของดีจากพันธมิตรระดับลักชัวรี เป็นจุดที่ต้องยอมรับว่าทำได้ดี นั่นก็คือการเซ็ตระบบกันสะเทือนที่ลงตัวจนรถกลุ่ม PPV ในท้องตลาดอย่าง New Pajero แทบทำอะไรไม่ได้ในจุดนี้ เป็นที่รู้กันดีว่า Chery Group มีพันธมิตรร่วมทุนและพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับ Jaguar Land Rover (JLR) ทำให้ V27 ได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากการออกแบบโครงสร้างช่วงล่างด้านหลังแบบ อิสระ มัลติลิงก์ พร้อมปีกนกรูปตัว H (H-Arm) วัสดุอะลูมิเนียม ซึ่งแตกต่างจากโครงสร้างมัลติลิงก์เหล็กหล่อทั่วไป
ปีกนกอะลูมิเนียม H-Arm ช่วยลดน้ำหนักใต้สปริง (Unsprung Weight) ส่งผลให้ล้อตอบสนองและซับแรงกระแทกจากผิวถนนที่ไม่เรียบหรือคอสะพานได้อย่างรวดเร็ว ไม่แข็งกระด้างหรือนุ่มจนย้วย ช่วงล่างออกมาแบบพอดีๆ นั่งสบายขับทางไกลไม่เมื่อย โครงสร้างช่วงล่างหลังแบบ H-Arm ช่วยแยกและควบคุมแรงกระทำในแนวแกนข้างได้อย่างแม่นยำ ลดอาการโยนตัวของบอดี้ทรงสูงได้ดี ไม่ถึงกับยอดเยี่ยมแต่ดีมากแล้วเมื่อเทียบกับราคาของมัน ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท มีค้ำโช้คมาให้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของซับเฟรมหน้า พวงมาลัยไฟฟ้าแม่นยำใช้ได้ แม้จะมีสื่อบางคนบอกว่ามันเบาไป ปรับเป็นโหมดสปอร์ตแล้วก็ยังหน่วงไม่มาก เนื่องจากรถประเภทนี้ ไม่ได้เน้นใช้ความเร็ว และผู้ขับเองก็ควรคำนึงถึงระยะเบรกจากมวล 2300 กิโลกรัมที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ย่อมใช้ระยะเบรกเยอะกว่ารถเล็กเป็นธรรมดา สำหรับการเก็บเสียง ก็ถือว่าทำได้ดี แม้จะใช้ล้อ 21 นิ้วในรุ่น AWD แต่ซับเสียงความถี่ต่ำจากถนนได้อย่างน่าประทับใจ
ก่อนทดสอบ ผมประเมินว่ารถทรงกล่องคันใหญ่หน้าตัดตรงต้านลมแบบนี้ ต้องแบกน้ำหนักของระบบ REEV (Range Extended Electric Vehicle) อีกเพียบ V27 น่าจะทำอัตราสิ้นเปลือง 10 กม./ลิตร หรืออาจถึงเลขตัวเดียว เมื่อใช้ความเร็วเดินทางต่อเนื่อง แต่เมื่อทดสอบด้วยความเร็วเดินทาง มีเร่งแซงรถช้าที่ขับแช่ขวาตั้งแต่นครปฐมไปจนถึงหัวหิน iCAUR V27 ทำตัวเลขได้ 13.7 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งถือว่าประหยัดกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ประสิทธิภาพการบริหารพลังงานของเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ ซึ่งทำหน้าที่เป็น Generator ปั่นกระแสไฟอย่างเดียว เครื่องยนต์ถูกปรับให้มีการทำงานอยู่ในโซนเผาไหม้สมบูรณ์ที่สุด และในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้า-หลัง ช่วยกันรับภาระกระจายแรงบิด ทำให้เครื่องยนต์ไม่ต้องเร่งรอบสูงตลอดเวลา ตัวเลข 13.7 กม./ลิตร สำหรับรถคันโตยาว 5 เมตร หนัก 2.3 ตัน จึงเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ
รุ่นขับสี่ 4WD PRESTIGE กำลังสูงสุด 455 แรงม้า แรงบิด 505 นิวตันเมตร ถ้ามีกระแสไฟในแบตเตอรี่มากพอ แรงบิดจะถูกเทออกมาอย่างเต็มเหนี่ยว เมื่อกดคันเร่ง พลังงานจะเบ่งบานทันทีโดยไม่ต้องเผื่อระยะแซง ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 6.4 วินาที เป็นความเร็วในระดับที่ไม่ธรรมดาและจี้ติด BMW X5 ได้อย่างสบายๆ จนกว่าไฟในแบตเตอรี่จะต่ำกว่า 13%
อีกจุดที่ชอบก็คือ องค์ประกอบและโครงสร้างระบบเสียง Pioneer 15 ตำแหน่งของรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ตัวท็อป การติดตั้งระบบเสียงพรีเมียมรอบทิศทาง Pioneer Surround Sound System พร้อมลำโพง 15 ตำแหน่ง (15 Speakers + Subwoofer) เริ่มจากลำโพงคู่หน้าแบบแยกชิ้น (Front Stage) Tweeters ลำโพงเสียงแหลม ติดตั้งบริเวณเสา A-Pillar ทั้งสองฝั่ง วางมุมองศาเข้าหาตำแหน่งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพื่อสร้างเวทีเสียงระดับสายตา ลำโพงเสียงกลาง Mid-range / Woofers: ติดตั้งบริเวณแผงประตูคู่หน้า รับหน้าที่ถ่ายทอดเนื้อเสียงร้องและย่านความถี่กลาง-ต่ำ ส่วนห้องโดยสารตอนหลัง ติดตั้ง Tweeters & Mid-range บริเวณแผงประตูคู่หลัง เติมมิติเสียงให้ผู้โดยสารแถวที่สอง สำหรับลำโพงเซ็นเตอร์ วางตำแหน่งอยู่ในบริเวณตรงกลางแผงคอนโซลหน้า ทำหน้าที่ดึงตำแหน่งเสียงร้อง ให้อยู่ตรงกลางห้องโดยสารอย่างสมดุล และสุดท้ายกับลำโพงซับวูฟเฟอร์ (Subwoofer) ตู้ซับวูฟเฟอร์แยกอิสระ ติดตั้งบริเวณห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย เติมย่านความถี่ต่ำลึก (Deep Bass) ทำให้จังหวะเบสมีอิมแพ็ก หนักแน่น และไม่พร่ามัวแม้จะเปิดในระดับความดังสูง ลำโพงเซอร์ราวด์เสริม Surround/Roof Speakers ในตำแหน่งเสา D-Pillar หรือเพดานห้องโดยสาร เพื่อกระจายมิติเสียงรอบทิศทางแบบ 3 มิติ
หน้าจอควบคุมหลัก ทำงานร่วมกับหน้าจอกลางแบบสัมผัสความละเอียด 3K ขนาด 15.4 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8155 ตกแต่งฝาครอบลำโพง หุ้มด้วยผ้าผสมโลหะ พร้อมโลโก้ Pioneer ทำงานร่วมกับ Ambient Light ระบบเสียงเชื่อมต่อกับไฟตกแต่งห้องโดยสารแบบปรับสีได้ โดยไฟสามารถกะพริบตอบสนองตามจังหวะดนตรี การปรับแต่ง Sound Effect ผ่านหน้าจอกลาง รองรับการเลือกโหมด Equalizer เช่น Concert Hall, Vocal, Bass Boost หรือปรับแต่งย่านความถี่อิสระ Custom EQ ตามความชอบส่วนบุคคล
จุดที่ต้องปรับปรุง ก็คือ การสั่งงานใบปัดน้ำฝนหลังและน้ำฉีดทำความสะอาด Chery เอาฟังก์ชั่นพื้นฐานที่ต้องใช้งานบ่อยและต้องการความรวดเร็วอย่างการเปิดใบปัดน้ำฝนหลังและฉีดน้ำล้างกระจกซึ่งถูกเอาเข้าไปอยู่ในหน้าจอสัมผัสกลาง ถือเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกและเสี่ยงต่อความปลอดภัยขณะขับขี่ ควรย้ายกลับมารวมไว้ที่ก้านสวิตช์ปัดน้ำฝนหรือก้านไฟเลี้ยวด้านซ้ายแบบรถยนต์ทั่วไป ส่วนกลไกล็อกและการถอดล้ออะไหล่ท้ายรถ แน่นอนว่า ล้ออะไหล่ที่ยึดติดอยู่กับฝาท้ายมีน้ำหนักมากและถอดยาก กลไกล็อกควรออกแบบให้ใช้แรงถอดน้อยลง หากผู้ขับขี่เป็นคนรูปร่างเล็กหรือเอวบางร่างน้อย การจะถอดล้ออะไหล่ด้านหลังลงมาด้วยตัวคนเดียวแทบเป็นไปไม่ได้ ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญที่มีความแข็งแรงเป็นผู้ดูแลในจุดนี้จะดีกว่าลองถอดเอง
สรุป iCAUR V27 REEV ขับได้ดีเกิดคาดพอสมควร ไม่ถึงกับยอดเยี่ยม แต่ไดนามิกการขับขี่บนทางเขาและเส้นทางออฟโรดสอบผ่านไปอย่างทุลักทุเลเพราะวันทดสอบมีฝนตกและเส้นทางออฟโรดเพิ่มความโหดขึ้นจากฝนที่ตกลงมาในทางที่เต็มไปด้วยหล่มโคลนลึก ส่วนความอเนกประสงค์ของการใช้งานพวกอุปกรณ์ที่ให้มาดูแล้วเกินคุ้ม เมื่อเทียบกับราคา 1.25 ล้านบาท ช่วงล่างผ่อนสั้นผ่อนยาวนุ่มนวลนั่งสบายมาก ลุยทางขรุขระได้อย่างนิ่มนวล เก็บเสียงดี เครื่องเสียงใช้ได้แต่เลือกเพลงเล่นอยู่เหมือนกัน เอาเพลงที่ไม่เข้ากับ System มาเล่น เสียงของ Pioneer จะฟังดูดีก็ต่อเมื่อเล่นเพลงที่บันทึกมาดีและหนักไปทางเครื่องดนตรีอะครูสติกมากกว่า ห้องโดยสารเก็บเสียงได้ดี ล้อ 21 นิ้วในรุ่นท็อปจะดังพอให้ได้ยินเมื่อความเร็วเกิน 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเสียงยางบดลงไปบนผิวถนนเบาๆ ไม่ได้รบกวนโสตประสาท หรือทำให้เกิดความรำคาญ ทั้งหมด จะตกไปอยู่ที่บริการหลังการขายทันที ถ้าประธานจิมลี เห็นความสำคัญของหลังบ้านและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าใหม่ได้ งานนี้ รับรองว่า กินยาว.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/


