Mitsubishi Pajero 2026  เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่น และมีกำหนดเปิดตัว+ประกาศราคาในไทย วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นี้ ล่าสุด  Mitsubishi เชิญสื่อมวลชนบินขึ้นไปทดสอบประสิทธิภาพและความสามารถของการขับขี่ New Pajero 2026  ที่จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับ New Pajero เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ Mitsubishi  ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก ทั้งขายในประเทศและส่งออกไปในตลาดโลก เช่ญ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอีกหลายประเทศที่ Mitsubishi เปิดตลาด การกลับมาในชื่อ Pajero เปลี่ยนไปใช้โครงสร้างตัวถังแบบแชสซีส์แยกส่วน Body-on-frame  และขายควบคู่ไปกับ Pajero Sport  ซึ่งยังคงคาสต็อกอยู่พอสมควร  สำหรับราคาของ New Pajero 2026 คาดว่า รุ่นสูงสุดขับเคลื่อนสี่ล้อ คาดว่า น่าจะมีราคาอยู่ที่ 1,890,000 บาท  การรุกตลาดของรถจีนด้วยสงครามราคาทำให้การขายรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นใหม่ของญี่ปุ่นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป 











Mitsubishi New Pajero 2026 เน้นการถ่ายทอดงานประกอบ ภายนอกภายในแบบพรีเมียม ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า เป็นการยกระดับรถเอสยูวีเรือธงที่เคยสร้างชื่อเสียงด้านความสมบุกสัมบันและตำนานแห่งชัยชนะระดับโลกในรายการปารีส ดาร์ก้า รูปลักษณ์ภายนอกของ New Pajero 2026 ได้แรงบันดาลใจมาจากความแข็งแกร่งของ Pajeroในอดีต มีการนำทรงของรถรุ่นเก่า นำมาตีความใหม่ให้ทันสมัย ภายในจัดอุปกรณ์ตกแต่งจัดเต็ม รูปลักษณ์สวยงามทันสมัย ประกอบด้วย ชุดไฟส่องสว่างดีไซน์รูปตัว T ด้านหน้า, เสา C ที่เลียนแบบโครงสร้าง ‘โรลบาร์’ ของ Pajero รุ่นแรก, แนวสันขอบบริเวณกลางฝากระโปรงหน้า ระบบไฟ Dynamic Flow Light ในรุ่นท็อปขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งจะสว่างขึ้นเมื่อเข้าหรือออกจากตัวรถ ระบบไฟส่องสว่างภายนอกทั้งหมดเป็นแบบ LED พร้อมไฟหน้าระบบอัตโนมัติ







อุปกรณ์มาตรฐาน ไฟหน้า-ท้าย LED ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าและไฟสูงแบบอัตโนมัติ ไฟเบรกดวงที่สาม LED ไฟตัดหมอกหน้า-ท้าย LED ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว และไฟหรี่ แบบ LED ไฟหน้า-ไฟท้ายแบบไดนามิก ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบอัตโนมัติ  ระบบปัดน้ำฝนด้านหลัง พร้อมจังหวะหน่วงเวลา กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับ และพับด้วยไฟฟ้า ราวหลังคาสปอยเลอร์หลังเสาอากาศแบบครีบฉลาม บันไดข้างประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบแฮนด์ฟรี





มิติตัวถังของ All NEW Mitsubishi PAJERO (2026)  Flagship Full-Size SUV มีความยาว 4,920 มิลลิเมตร กว้าง 1,925 มิลลิเมตร สูง 1,900 – 1,910 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,870 มิลลิเมตร ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 230 มิลลิเมตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.8 เมตร มุมไต่ (Approach Angle) 30.4 องศา มุมคร่อม (Breakover Angle) 22.6 องศา มุมจาก (Departure Angle) 25.8 องศา 

ข้อมูลสเปกล้อ ยาง ความจุถังน้ำมัน และอัตราสิ้นเปลืองของ Mitsubishi Pajero Sport  ขับเคลื่อนสี่ล้อ ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ยาง Toyo Tire Open Country H/T 255/55 R20 107V ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 68 ลิตร อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย มาตรฐานทางไกลยาวๆ 13.5 – 15.2 กิโลเมตร/ลิตร การใช้งานจริง (ผสมในเมือง-นอกเมือง): 11.5 – 13.8 กิโลเมตร/ลิตร










ภายในห้องโดยสาร การออกแบบแผงคอนโซลหน้าเน้นแนวเส้นแนวนอนเพื่อสร้างความรู้สึกกว้างขวาง สะท้อนงานฝีมือและความประณีตในรายละเอียดตามสไตล์ญี่ปุ่น เพื่อมอบประสบการณ์ที่หรูหราให้กับผู้โดยสาร ขณะที่ห้องโดยสารมีความกว้างขวาง ยืดหยุ่น และหรูหรา ให้ตำแหน่งการขับขี่ที่มองเห็นทัศนวิสัยได้อย่างเด่นชัด พร้อมระบบอินเทอร์เฟซและหน้าจอแสดงผลที่ทันสมัย ชัดเจน และใช้งานง่ายอย่างเป็นธรรมชาติ

ห้องโดยสารของ PAJERO 2026 ได้รับการยกระดับความหรูหราขึ้นอย่างชัดเจน เปลี่ยนลุคเดิมให้ดูเป็น Premium Rugged SUV ที่ทันสมัย ใช้โทนสีทูโทน  Camel / Black  หนังสีน้ำตาลส้มคาเมล ตัดกับสีดำ ช่วยให้ห้องโดยสารดูโปร่ง กว้างขวาง และมีกลิ่นอายรถ SUV พรีเมียมยุโรป ส่วนรายละเอียดของงานประกอบมีความประณีตในการตกแต่ง บริเวณแผงคอนโซลและแผงประตูหุ้มด้วยวัสดุนุ่ม พร้อมงานเดินด้าย Stitching เพิ่มสัมผัสที่พรีเมียมทั่วทั้งคัน มาพร้อมกับหลังคากระจก  Panorama Glass Roof / Sunroof ด้านบน พร้อมม่านบังแดดเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความโปร่งในห้องโดยสาร


ของที่ใส่มาให้ใช้งาน เช่น กระจกกันเสียงรบกวน สีภายในโทนเข้ม ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ ระบบควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลังแบบแยกอิสระ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง กระจกมองหลัง หลังคากระจกพาโนรามา กระจกหน้าต่างไฟฟ้า พร้อมปรับขึ้น-ลงอัตโนมัติด้านคนขับ ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้าแบบ LED ไฟส่องสว่างสำหรับผู้โดยสารตอนที่ 2 และ 3 พวงมาลัยไฟฟ้าปรับระดับ 4 ทิศทาง สูง-ต่ำ และเข้า-ออก สวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง และโทรศัพท์ บนพวงมาลัยสวิตช์ควบคุมหน้าจอแสดงผลการขับขี่บนพวงมาลัยกุญแจอัจฉริยะ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์












เบาะนั่งทรงเบาะสปอร์ต ดีไซน์ปีกเบาะหนาและสูง โอบกระชับลำตัวขณะเลี้ยวหรือขับขี่ออฟโรดได้ดี  เบาะนั่งปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า  Power Lumbar Support ช่วยลดความเมื่อยล้าเมื่อขับขี่เดินทางไกลระบบบันทึกตำแหน่งมาพร้อมปุ่ม Memory Seat 2 ตำแหน่งบริเวณแผงประตูฝั่งคนขับ สะดวกต่อการใช้งานหากมีผู้ขับขี่หลายคน ผิวสัมผัสตัวเบาะมีการเจาะรูระบายอากาศ  รองรับระบบเป่าลมเบาะ Ventilated Seats เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย วัสดุหุ้มเบาะใช้หนังสังเคราะห์นุ่มนั่งสบาย ตัวพนักพิงหลังค่อนข้างใหญ่ เบาะคนขับและเบาะผู้โดยสารตอนหน้า ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ระบบดันหลังปรับด้วยไฟฟ้า บริเวณเบาะนั่งคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้า ระบบระบายอากาศเบาะนั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ที่พักแขนบริเวณคอนโซลกลาง เบาะแถวที่ 2 ปรับเอน และสามารถเลื่อนตำแหน่งหน้า-หลังได้ เบาะแถวที่ 3  ปรับเอน และพับได้ 50:50 เบาะนั่งแถวที่สองออกแบบให้เลื่อนเดินหน้า-ถอยหลังได้ 150 มิลลิเมตร เพื่อปรับขยายพื้นที่วางขา ทำให้การเข้า-ออกเบาะนั่งแถวที่สามสะดวกขึ้น ยเบาะแถวที่สาม มีพื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่ช่วงไหล่กว้างขวางสูงสุด ขณะที่ความจุพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถเมื่อเปิดใช้งานเบาะทุกตำแหน่งอยู่ที่ 519 ลิตร  เสริมด้วยช่องเก็บของใต้พื้นห้องสัมภาระด้านท้ายอีก 10 ลิตร

ที่วางแก้วน้ำคอนโซลบริเวณช่องระบายอากาศ ที่พักแขนบริเวณตอนหลัง พร้อมช่องวางแก้ว แผงบังแดดคู่หน้า พร้อมกระจก และไฟ LED แบบปรับระดับความสว่างได้ ช่องเก็บแว่นตา ช่องเก็บของบนเบาะหลัง หลังเบาะนั่งมือจับขึ้น-ลงรถ 4 ตำแหน่ง และมือจับบนเพดานหลังคา 6 ตำแหน่ง หน้าจอระบบสัมผัส และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ระบบเชื่อมต่อ APPLE CARPLAY และ ANDROID AUTO แบบไร้สายช่องต่ออุปกรณ์ USB-Cช่องจ่ายกระแสไฟฟ้า DC 12V บริเวณคอนโซลหน้า เรียกว่ารุ่นท็อปนั้นใส่ของมาให้ใช้เยอะพอสมควร 








คอนโซลหน้าและเทคโนโลยีดิจิทัล หน้าจอแสดงผลแบบ Monolithic Dual Display มาตรวัดดิจิทัลขนาดใหญ่เชื่อมต่อเป็นแผ่นเดียวกับจอกลางอินโฟเทนเมนต์ ทันสมัย คมชัด และอ่านค่าง่าย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังทรง 4 ก้าน เป็นพวงมาลัยแบบใหม่ จับกระชับมือ มาพร้อมปุ่มควบคุมระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) และระบบอินโฟเทนเมนต์ครบครัน ช่องวางแก้ว Pop-Out ซ่อนบริเวณใต้ช่องแอร์ เป็นเอกลักษณ์ที่ใส่ใจการใช้งาน สามารถวางแก้วน้ำเพื่อให้ลมแอร์ช่วยรักษาความเย็นได้ พร้อมสลักตัวหนังสือ PAJERO บนวัสดุหุ้มหนังด้านข้างอย่างสวยงาม


จุดที่เพิ่มเข้ามาก็คือ ช่องจ่ายกระแสไฟฟ้าสลับ AC 220 โวลต์ บริเวณคอนโซลกลางด้านหลัง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย สำหรับเครื่องเสียง ขอแนะนำลำโพงและระบบเสียง DYNAMIC SOUND YAMAHA ULTIMATE ซึ่งเป็นระบบเสียงที่สร้างบรรยากาศในการขับรถได้ดี ส่วนภายในยังมีไฟสร้างบรรยากาศ เทคโนโลยีเชื่อมต่อรถยนต์ MITSUBISHI CONNECT ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อเกิดการชน ระบบขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน SOS ผ่านคอลเซ็นเตอร์ (eCALL) ระบบขอความช่วยเหลือบนถนน ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถถูกโจรกรรม ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถถูกลากจูง ระบบแจ้งเตือนสถานะการล็อกประตูและกระจกหน้าต่าง ระบบควบคุมระบบปรับอากาศระยะไกล รายงานสถานะรถยนต์ ระบบส่งสัญญาณไฟและเสียงแตรระยะไกล- ระบบค้นหาตำแหน่งรถยนต์  บริการช่วยเหลือข้อมูล iCALL- ระบบบันทึกและตรวจสอบระยะทางขับขี่ ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ 

คอนโซลกลางและปุ่มควบคุมโหมดและระบบขับเคลื่อน Super Select 4WD-II จุดขายสำคัญของรุ่น 4WD คือการออกแบบคอนโซลกลางที่ใช้งานง่ายและดูแข็งแกร่ง ปุ่มหมุน Super Select 4WD-II ควบคุมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ปรับเลือกได้ 4 โหมดหลัก 

2H: ขับเคลื่อน 2 ล้อ สำหรับถนนปกติ ประหยัดน้ำมัน

4H: ขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-Time เหมาะกับทางเปียกลื่น เพิ่มการยึดเกาะถนน

4HLc: ขับเคลื่อน 4 ล้อ ล็อกเฟืองท้ายกลาง สำหรับทางฝุ่น/โคลน

4LLc: ขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตราทดความเร็วสูง/ต่ำ สำหรับทางออฟโรดชันหรือหินขรุขระ

Drive Mode Selector: ปุ่มกดเลือกโหมดการขับขี่ออฟโรด (Gravel, Mud/Snow, Sand, Rock) ถูกรวมไว้ตรงกลางปุ่มหมุน 4WD ระบบเบรกและพอร์ตเชื่อมต่อ มาพร้อมเบรกมือไฟฟ้า (EPB) + Auto Brake Hold, คันเกียร์หุ้มหนังจับถนัดมือ และช่องชาร์จ USB Type-C ด้านหน้า

ความสะดวกสบายและฟังก์ชันครบ: มีทั้ง Memory Seat, Power Lumbar Support, หลังคา Panorama และเบาะเป่าลม ซึ่งครบถ้วนที่สุดในคลาส การจัดวางปุ่มกด ปรับตำแหน่งปุ่มหมุน 4WD และเบรกมือไฟฟ้ามาอยู่ในจุดที่หยิบจับง่ายขณะขับขี่ ดีไซน์และวัสดุของ New Pajero 2026 ใช้วัสดุซอฟต์ทัชและการตัดเย็บที่ดูพรีเมียม  ลบภาพจำความแข็งกระด้างของรถ PPV เดิมๆ ออกไปได้ทั้งหมด

ระบบความปลอดภัย สัญญาณเตือนจุดอับสายตา สัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลนระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็วระบบคาดการณ์การชนล่วงหน้าด้านหน้าระบบเตือน และป้องกันการออกนอกเลนระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านด้านหน้า ระบบเตือนด้านหลัง ขณะถอยออกจากช่องจอด ระบบช่วยเหยียบคันเร่งฉุกเฉิน ในกรณีถอยและเหยียบคันเร่งผิดพลาด กล้องมองภาพรอบคัน พร้อมมุมมองใต้พื้นรถด้านหน้า ระบบตรวจจับวัตถุเคลื่อนที่ ระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ระบบเตือนป้ายจราจร

Pajero ใหม่ ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร รหัส 4N16 เจเนอเรชันใหม่ ปรับปรุงจากเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ของ Triton  ให้กำลังสูงสุดเท่าเดิมที่ 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า แต่ได้แรงบิดเพิ่มขึ้นอีก 10 นิวตัน-เมตร เป็น 480 นิวตัน-เมตร โดยมีการปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์เพียงตัวเดียว พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์น้ำวางคล่อมฝาสูบ การปรับปรุงเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.4 ลิตร รหัส 4N16 SHP Gen II  เจเนอเรชันใหม่ จากเดิมที่เป็นระบบ Bi-Turbo Sequential ใน Triton (204 PS / 470 Nm) มาเป็นระบบ Single Turbo (204 PS / 480 Nm) ถือเป็นการแก้โจทย์เชิงวิศวกรรมเพื่อลดความซับซ้อน (Complexity) และแรงเสียดทาน (Parasitic Drag) โดยอาศัยเทคโนโลยีเทอร์โบแปรผันรุ่นใหม่ล่าสุดเข้ามาทดแทน

สำหรับรายละเอียดการพัฒนาระบบเครื่องยนต์ มีการปรับเปลี่ยนระบบอัดอากาศ จาก Bi-Turbo เป็น Wide-Range Single VGT สำหรับข้อจำกัดของ Bi-Turbo ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนเป็นหอยเดี่ยวก็คือ ระบบเทอร์โบคู่ (Sequential) ใน Triton ใช้เทอร์โบลูกเล็กรับหน้าที่รอบต่ำ และเทอร์โบลูกใหญ่รับหน้าที่รอบสูง แม้จะแก้ปัญหา Turbo Lag ได้ แต่มีน้ำหนักมากกว่า ท่อทางไอเสียที่ซับซ้อน วาล์วสลับทิศทางไอเสีย (Bypass Valves) และความร้อนสะสมในห้องเครื่องที่สูงกว่า เทคโนโลยี Single Wide-Range VGT ใน 4N16 เจเนอเรชันใหม่  เปลี่ยนมาใช้ เทอร์โบแปรผันลูกเดียวที่มีช่วงการทำงานกว้าง  Wide-Range Variable Geometry Turbocharger ควบคุมการเปิด-ปิดครีบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Electric Actuator  กลไกการสร้างแรงบิด 480 นิวตันเมตร เกิดขึ้นในรอบต่ำตามประสิทธิภาพที่ดีของเครื่องยนต์ดีเซล ที่ 1,750 รอบต่อนาที มอเตอร์จะสั่งบีบครีบไอเสียให้แคบลงเพื่อเพิ่มความเร็วไอเสียพุ่งปะทะใบกังหัน Turbine Wheel จำลองสภาวะเทอร์โบลูกเล็ก ทำให้สร้างแรงดันบูสต์ได้เร็ว แรงบิดมาตั้งแต่ก่อน 2,000 รอบ/นาที และที่รอบสูง 3,500 รอบต่อนาที ครีบแปรผันจะเปิดกว้างเต็มที่ ลดแรงดันขวางไอเสีย Backpressure  เพื่อป้อนอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้อย่างเพียงพอ ในการสร้างกำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ (204 แรงม้า) โดยไม่ต้องพึ่งเทอร์โบอีกตัว ลดความซับซ้อนในส่วนของระบบอัดอากาศ 

มีการเพิ่มแรงดันหัวฉีด Common-Rail เพื่อชดเชยการอัดอากาศจากเทอร์โบลูกเดียว หัวฉีด Solenoid/Piezo ถูกอัปเกรดให้รองรับแรงดันฉีดแรงดันสูง ระดับ 2,500+ bar ปรับรูปแบบการฉีดหลายครั้งต่อรอบ หรือ Multi-Stage Injection Pre-, Main-, Post-Injection  ออกแบบหัวลูกสูบใหม่ ปรับปรุงรูปทรงหลุมบนหัวลูกสูบ  สร้างการหมุนวนของอากาศ ทำให้ละอองน้ำมันดีเซลผสมกับอากาศที่ถูกอัดจากเทอร์โบ VGT ได้สมบูรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพทางความร้อน และลดปริมาณเขม่า/คาร์บอน การลดแรงเสียดทานเชิงกลและการจัดการความร้อนของเครื่องยนต์ 4N16 มีการลดความเค้นสะสมและแรงเสียดทาน เทอร์โบเดี่ยว ช่วยลดแรงดันขวางไอเสียในเสื้อสูบ ทำให้เครื่องยนต์ไม่ต้องสูญเสียกำลังไปกับการดันไอเสียออก

การเคลือบผิวลดแรงเสียดทานเป็นเรื่องปกติที่ทำกันอยู่แล้ว  โครงสร้างเสื้อสูบอะลูมิเนียมอัลลอยด์แบบเสริมความแข็งแกร่ง เพิ่มการเคลือบผิวสารลื่นพิเศษ  DLC - Diamond-Like Carbon  ในชิ้นส่วนเคลื่อนที่ เช่น สลักลูกสูบ กระเดื่องวาล์ว และแหวนลูกสูบแรงเสียดทานต่ำ เปลี่ยนมาใช้ปั๊มน้ำมันเครื่องแปรผัน หรือ Variable Displacement Oil Pump ปรับปริมาณการหมุนเวียนน้ำมันเครื่องตามรอบและโหลดของเครื่องยนต์ ลดแรงต้านเชิงกลยามเดินทางด้วยความเร็วคงที่




เครื่องยนต์ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8-Speed AT Synergy  การเปลี่ยนมาใช้เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ทำให้ทดเกียร์ได้ชิดขึ้น เครื่องยนต์หมุนได้อย่างไหลลื่นและมีช่วงแรงบิดสูงสุด 480 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750 – 2,500 รอบ/นาที ได้ตลอดทุกการเปลี่ยนเกียร์  ไม่จำเป็นต้องใช้เทอร์โบคู่ซับซ้อนอีกต่อไป การอัปเกรด 4N16 เป็นเวอร์ชัน Single VGT เป็นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีครีบแปรผันไฟฟ้ารุ่นใหม่ ร่วมกับเกียร์ 8AT เพื่อลดจุดอ่อนเรื่องน้ำหนักและความซับซ้อนของระบบ Bi-Turbo ผลลัพธ์ที่ได้คือ แรงบิดเพิ่มขึ้นอีก 10 นิวตัน-เมตร (เป็น 480 นิวตันเมตร),  แรงม้าเท่าเดิม 204 แรงม้า เครื่องยนต์ร้อนน้อยลง, อุปกรณ์จุกจิกลดลง มีความนทานระยะยาวสูงขึ้น สำหรับการใช้งานหนักหรือการขับขี่แบบ Off-Road/Towing

ตัวเลขสมรรถนะดังกล่าวเหนือกว่าทั้งเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยวใน Pajero Sport (133 กิโลวัตต์ / 430 นิวตัน-เมตร) และเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 3.2 ลิตร DI-D ใน Pajero เจเนอเรชันที่ 4 (141 กิโลวัตต์ / 441 นิวตัน-เมตร) เปรียบเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มรถเอสยูวีขนาดใหญ่ Ford Everest มีตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 4 สูบ (125 กิโลวัตต์ / 405 นิวตัน-เมตร) และดีเซลเทอร์โบ 3.0 ลิตร V6 (184 กิโลวัตต์ / 600 นิวตัน-เมตร) ส่วน Toyota มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.8 ลิตร 4 สูบ (150 กิโลวัตต์ / 500 นิวตัน-เมตร) ขณะที่ Isuzu MU-X มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 2.2 ลิตร (120 กิโลวัตต์ / 400 นิวตัน-เมตร) และขนาด 3.0 ลิตร (140 กิโลวัตต์ / 450 นิวตัน-เมตร)

เครื่องยนต์รุ่นใหม่มีการระบุว่าให้ความนุ่มนวลในการทำงาน ควบคุมได้ดีขึ้น ตอบสนองได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งยังผ่านมาตรฐานการปล่อยไอเสียระดับ Euro 6d ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของเครื่องยนต์จากมิตซูบิชิ โดยเป็นผลจากการใช้อินเตอร์คูลเลอร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ (Water-Cooled Intercooler), ระบบหมุนเวียนไอเสียแบบวนคู่ (Dual-Loop EGR), การใช้สารบำบัดไอเสีย AdBlue รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้ระบบพัดลมระบายความร้อนแบบไฟฟ้า 

ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติขณะจอดนิ่ง (Automatic Idle-Stop) เพิ่มประสิทธิภาพความประหยัดในการขับท่ามกลางจราจรติดขัด ขณะที่ "เทอร์โบชาร์จเจอร์แบบแปรผันรุ่นล่าสุด" จะช่วยเพิ่มแรงบิดในรอบกลางและการตอบสนองในช่วงความเร็วที่มีการใช้งานจริงมากที่สุด ส่วนเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ปรับปรุงให้มีน้ำหนักเบาลง" จาก Pajero Sport รุ่นเดิม โดยมีช่วงอัตราทดเกียร์ที่กว้างขึ้นเพื่อรองรับการตอบสนองที่ฉับไวและช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ความจุถังเชื้อเพลิง 80 ลิตร และถัง AdBlue ขนาด 17 ลิตร รุ่นขับสี่ ติดตั้งชุดเกียร์ฝากแบบ Low-Range, ระบบล็อกเฟืองท้าย (Rear Differential Lock) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select II   

Pajero ใหม่ กลับมาใช้โครงสร้างตัวถังแบบแชสซีส์ขั้นบันได Ladder-Frame Chassis เพื่อเพิ่มความแข็งแรงทนทานต่อการบิดตัว ทำให้รถมีความเหมาะสมและเข้ามาแทนที่ Pajero Sport  แชสซีส์ขั้นบันไดมีการยกระดับประสิทธิภาพเพื่อส่งมอบสมรรถนะอันทรหดตามแบบฉบับรถออฟโรดโครงสร้างแชสซีส์ดั้งเดิม ผสานเข้ากับระดับความประณีตยุคใหม่ เพื่อมอบความเงียบและความสะดวกสบายในห้องโดยสาร แชสซีส์ชุดใหม่มีความแข็งแกร่งทนทานต่อการบิดตัวสูงกว่า Pajero Sport รุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทำงานร่วมกับช่วงล่างที่มีระยะยุบ-ยืดยาว (Long-Travel Suspension), ความกว้างช่วงล้อที่ขยายเพิ่มขึ้น, โช้คอัพและเหล็กกันโคลงตอบสนองไว รวมถึงพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า (EPS)




ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบปีกนกคู่  Double Wishbone คอยล์สปริง  ช่วงล่างด้านหลังแบบ ยึด 5 จุด (Five-Link) พร้อมทอร์กอาร์มและคอยล์สปริง โครงสร้างแชสซีส์ทั้งส่วนหน้าและหลัง พัฒนาสำหรับ Pajero โดยเฉพาะ ใช้ช่วงล่างหน้าแบบปีกนกคู่ช่วยเพิ่มความแข็งเกร็งทางด้านข้าง  ช่วงล่างหลังมัลติลิ้งค์( 5-Link) พร้อมคอยล์สปริง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างสมรรถนะการขับออฟโรดและความนุ่มนวลในการเดินทาง เปลี่ยนมาใช้ดิสก์เบรกหลังแทนดรัมเบรก, รัศมีวงเลี้ยวที่แคบลงเล็กน้อย, ตำแหน่งสายตาผู้ขับขี่ (Eye-Point) ที่สูงขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มทัศนวิสัยรอบคัน ตลอดจนการออกแบบโครงสร้างประตูหน้าใหม่และการปรับองศาเสา A (A-Pillar) ให้ตั้งตรงมากยิ่งขึ้น




ศักยภาพการลากจูง 3,500 กิโลกรัม เหนือกว่า Pajero Sport  400 กิโลกรัม  มากกว่า Pajero รุ่นเดิม 500 กิโลกรัม  ระบบช่วยเหลือการลากจูง Trailer Load Assist (TLA)  ทำหน้าที่ตรวจจับอาการส่ายของเทรลเลอร์พ่วงท้าย พร้อมปรับการจ่ายกำลังและสั่งการเบรกในแต่ละล้ออย่างอิสระ เพื่อสร้างเสถียรภาพสูงสุดขณะลากจูง พิกัดการรองรับน้ำหนักบรรทุกบนหลังคาขณะรถจอดนิ่ง 300 กิโลกรัม และขณะรถเคลื่อนที่ (Dynamic roof-load) สูงสุด 100 กิโลกรัม ซึ่งรองรับการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่ง เช่น แร็คหลังคา ได้อย่างมั่นคง





บนถนนที่มุ่งหน้าไปยังอำเภอแม่ริม ในจังหวัดเชียงใหม่ New Pajero 2026 รุ่นท็อปขับเคลื่อนสี่ล้อ สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็นทั้งภายนอกและภายใน ก้าวเข้าไปในห้องโดยสาร ตำแหน่งนั่งขับทำได้ดีเหมือนเดิม คนขับคือจุดศูนย์กลางของการใช้อุปกรณ์ เบาะใหญ่ขึ้นทำให้เอื้อมไปจับสายเข็มขัดนิรภัยแคบไปนิดนึง แต่ใช้งานไปสักพักก็น่าจะชิน สตาร์ทเครื่องยนต์ใส่เกียร์ D แล้วกดคันเร่งเบาๆ เพื่อเคลื่อนตัว เส้นทางทดสอบที่ Mitsubishi เปิดโอกาสให้สื่อลองขับในเมืองเพื่อดูความคล่องตัวของเอสยูวีเรือธงประกอบในประเทศ New Pajero มีระยะโอเวอร์แฮงค์ที่ให้ความสมดุลและคล่องตัว ระยะยื่นหน้า-หลังที่ไม่มากเกินไป บวกกับความยาวฐานล้อไม่ถึง 3000 มิลลิเมตร ทำให้คล่องตัวใช้ได้เมื่อขับผ่านการจราจรที่หนาแน่นในเชียงใหม่ ย่านความเร็วต่ำ ยอมรับว่ารถรุ่นใหม่เก็บเสียงได้ดี เสียงเครื่องยนต์ดีเซลลดความดังลงไปพอสมควร การใช้กระจกออครูสติก 2 ชั้น พร้อมวัศดุป้องกันเสียงแปลกปลอม ทำให้ห้องโดยสารของมันเงียบมาก ในจุดนี้ ทั้งความคล่องตัวในเมืองและการเก็บเสียงที่ย่านความเร็วต่ำ รวมถึงแรงบิดตอนออกตัวจากสัญญาณไฟ ทำได้ดีกว่าที่คาดเอาไว้มาก 




น้ำหนักรถ 2.3 ตัน ใน New Pajero ขับสี่ สร้างภาระด้านอัตราเร่งพอสมควร การเร่งแซงควรกะระยะเผื่อเอาไว้หน่อยเนื่องจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นที่แล้ว แรงบิด 480 นิวตันเมตร เหมาะกับการขับแบบไหลไปเรื่อยๆ เมื่อกดคันเร่งจนสุด การตอบสนองของเครื่องยนต์ดูจะไม่ค่อยทันอกทันใจเท่าที่ควร แต่ความสบายหลังพวงมาลัยและความง่ายในการควบคุมช่วยทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ถ้าไม่ขับแบบใจร้อน  New Pajero 2026 รุ่น 4WD เป็นรถที่นั่งนุ่มสบายก้น เจอถนนปูนที่เป็นลอน คนนั่งหลังจะรู้สึกได้ถึงการเต้นขึ้น-ลงของสปริงและโช้คอัพที่น่าจะเซ็ตค่ามากลางๆ ไม่ให้นุ่ม หรือแข็งจนเกินไป ลองใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นไปที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในช่วงสั้นๆ เพื่อดูการทรงตัว  New Pajero เมื่อขับเร็วก็ยังให้ความมั่นใจได้ดี เข้าโค้งได้โดยไม่ฝืนความรู้สึก พวงมาลัยไฟฟ้าในย่านความเร็วสูงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาอีกนิดเพื่อไม่ทำให้เบาจนน่ากลัว ช่วงล่างหน้าแบบดับเบิ้ลวิชโบนปีกนกคู่กับยาง TOYO ทำหน้าที่ได้ดี ส่วนช่วงล่างหลังแบบมัลติลิ้งค์ เมื่อเจอเข้ากับถนนที่เป็นลอนคลื่นซึ่งมีอยู่ทั่วไปบนถนนออกนอกเมืองเชียงใหม่ก็ยังเก็บอาการได้ไม่ค่อนจะเนียนเท่าไหร่  

เอาเข้าจริงๆ อยากได้แรงบิดสัก 550 นิวตันเมตร เพื่อให้มันเร่งแซงได้ดีกว่านี้ แต่ 480 นิวตันเมตร ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน สิ่งที่คุณจะได้จาก New Pajero คือ ความสบายในการควบคุมและนั่งโดยสาร(ที่เบาะหน้า) เกียร์ 8 สปีด ทำงานไหลลื่นเหมือนเดิม มีอัตราทดค่อนข้างครอบคลุม รอบเครื่องแค่ 1750 รอบต่อนาที แรงบิดก็เทออกมาจนเกือบจะหมดแล้ว ทำให้การเคลื่อนตัวจากจุดหยุดนิ่ง แม้จะไม่ทันอกทันใจวัยรุ่นใจร้อน แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบขับเรื่อยๆ ก็จะชอบความรู้สึกของการตอบสนองแบบนี้ แต่แรงบิดที่น้อยไปหน่อยทำให้พวกที่ชอบขับเร็วอาจบ่นว่าเร่งแล้วช้าไป สำหรับการเข้าออกโค้งบนสะเมิง ยอมรับว่าการควบคุมองคาพยบของรถนั้นทำได้ดีมาก การถ่ายน้ำหนักที่สร้างความสมดุล ขนาดของล้อที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และประสิทธิภาพของยางติดรถมาจากโรงงาน ทั้งหมด ทำได้ตามมาตรฐานของแบรนด์ญี่ปุ่น จะมีเด่นขึ้นมาก็ตรงที่เก็บเสียงได้เงียบมากๆ นี่แหละครับ

มาดูสิ่งที่ Yamaha แบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำลงมือทำใน Mitsubishi Pajero 2026  ยอมรับว่าชอบมาก

ระบบเสียง Dynamic Sound Yamaha Ultimate ใน Mitsubishi Pajero 2026 เกิดจากการพัฒนาร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง MITSUBISHI MOTORS และ YAMAHA โดยนำความเชี่ยวชาญด้านอะคูสติก ระบบเสียงสเตริโอและเครื่องดนตรีระดับโลกของ Yamaha มาประยุกต์เข้ากับวิศวกรรมยานยนต์อย่างสมบูรณ์แบบ

เริ่มจากการออกแบบโครงสร้างกับระบบลำโพง 12 ตำแหน่ง และ Dual Amplifiers ระบบนี้ ทำงานผ่านแอมพลิฟายเออร์คู่ 11-channel Dual Amplifier ร่วมกับหน่วยประมวลผลสัญญาณดิจิทัล Yamaha DSP (Digital Signal Processor) ระบบนี้ Yamaha คิดค้นมาตั้งแต่ยุค 1990 มีอยู่ใน AVR (Audio Video Receiver) หรือเครื่องรับสัญญาณภาพและเสียง เป็นรีซีฟเวอร์ศูนย์กลางการควบคุมระบบความบันเทิงภายในบ้าน เช่น โฮมเธียเตอร์  ทำหน้าที่รับสัญญาณ ประมวลผล และขยายสัญญาณจากอุปกรณ์ต่างๆ ขับกำลังไปยังลำโพงทั้งหมด 12 ตำแหน่ง ที่วางโครงสร้างแบบ 3-Way System บริเวณคอนโซลหน้าเพื่อสร้างเวทีเสียง  Soundstage ที่สมจริง 

ลำโพงเสียงกลาง Squawker / Midrange - 3 ตำแหน่ง ขนาด 90 มิลลิเมตร ติดตั้งบนแผงคอนโซลหน้า  IP Top Speaker ใช้ไดอะแฟรมที่พัฒนาขึ้นมา โดยสืบทอดเทคโนโลยีจากเส้นใย ZYLON® ในลำโพงระดับเรือธง Yamaha NS-5000 ทำให้การถ่ายทอดเสียงร้องและชิ้นดนตรีช่วงความถี่กลางมีความแม่นยำ ละเอียด นุ่มนวลและเปี่ยมด้วยอารมณ์ ทั้งนี้ ต้องอยู่ที่ต้นทางด้วยว่า ใช้ดนตรีอะไรมาเปิด บันทึกมาอย่างไร มีคุณภาพของความคมชัดแค่ไหน เนื่องจาก Dynamic Sound Yamaha Ultimate ใน Mitsubishi Pajero 2026 ค่อนข้างที่จะเลือกเพลงเล่นอยู่เหมือนกันและไม่เหมาะกันดนตรีแนว ADM ที่มีกระเดื่องไฟฟ้ารัวอย่างถี่ยิบ แต่จะเหมาะมากกับเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีออครูสติก หรือเพลงบรรเลงในยุค 1970-1980 รวมถึงเพลงที่มีเสียงร้องของนักร้องที่ทรงพลัง 



ลำโพงเสียงแหลม Tweeter - 4 ตำแหน่ง มีกรวยขนาด 25 มิลลิเมตร ติดตั้งบริเวณเสา A-Pillar ด้านหน้า และแผงประตูหลัง ใช้ขดลวดเสียงอลูมิเนียม Aluminum Voice Coil แทนที่ทองแดงซึ่ง Yamaha มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ  Aluminum Voice Coil  น้ำหนักเบา พร้อมวงจรแม่เหล็กกำลังสูง ช่วยขยายย่านความถี่สูงหรือเสียงแหลมให้มีความคมชัด โปร่งใส  ลดความเพี้ยนของเสียงต้นฉบับที่อาจบันทึกมาไม่ดีพอ

ลำโพงวูฟเฟอร์ มี Woofer - 4 ตำแหน่ง ติดตั้งที่แผงประตูหน้าและประตูหลัง ขนาด 160 มิลลิเมตร ควบคุมการเคลื่อนที่ของไดอะแฟรมอย่างแม่นยำ ให้เสียงเบสกระชับ มีมิติ และไม่รบกวนย่านความถี่ของเสียงกลาง

ซับวูฟเฟอร์ (Subwoofer - 1 ตำแหน่ง) ขนาด 200 มิลลิเมตร ติดตั้งบริเวณส่วนท้ายของห้องโดยสาร ใช้เทคโนโลยี Dual Voice Coil (DVC) รับกำลังขับสูงจากแชนเนลแอมป์แยกต่างหาก สามารถสร้างความถี่ต่ำลึก (Ultra-Low Bass) ได้ก้องกังวานทรงพลัง 

ขั้นตอนการพัฒนาและการออกแบบอคูสติกภายในห้องโดยสาร วิศวกรเสียง (Sound Meisters) ของ Yamaha ร่วมออกแบบโครงสร้างตัวถังกับ Mitsubishi ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างแผงประตูให้ทำหน้าที่เป็นตู้ลำโพง  คุณภาพสูง  การปรับแต่งโครงสร้างประตู มีการซีลปิดแผงประตูด้านใน ทำการปิดซีลช่องเซอร์วิสบนโครงสร้างประตูด้านในด้วยฝาปิดเรซินและวัสดุกันเสียง (Damping & Sealing) เพื่อป้องกันไม่ให้คลื่นเสียงด้านหลังดอกลำโพงรั่วไหลออกมาหักล้างกับคลื่นเสียงด้านหน้า เสริมความแข็งแกร่งโครงสร้างประตูด้านนอก เพิ่มจุดเชื่อมสปอตพิเศษเพื่อลดแรงสั่นสะเทือน  เสริมคานเหล็กรับแรงและติดแผ่นซับแรงสั่นสะเทือน (Vibration-Damping Sheets / Weights) ช่วยลดค่าเรโซแนนซ์ของแผ่นเหล็กบอดี้เมื่อเปิดเพลงที่มีเบสหนัก

การปรับจูนมิติเสียงด้วยโปรแกรม Yamaha DSP อัลกอริทึมพิเศษของ Yamaha DSP เป็นโปรแกรมปรับแต่งเสียงแบบดิจิตอลที่ยังคงความเป็นอนาล็อก มีการชดเชยระยะทางและมุมการสะท้อนของเสียงกับกระจกและพื้นผิวตกแต่งภายใน ทำให้มิติเวทีเสียงหรือ Soundstage ถูกยกขึ้นมาอยู่บริเวณระดับสายตาด้านหน้าผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างสมดุล

 โหมดเสียงและระบบชดเชยสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ

4 Sound Modes  โหมดคาแรกเตอร์เสียง 

  1. Signature ให้เสียงคมชัด มิติสมจริง ถ่ายทอดรายละเอียดเครื่องดนตรีและเสียงร้องได้อย่างเปี่ยมอารมณ์

  2. Lively เพิ่มความสดใสและจังหวะกระฉับกระเฉง เหมาะสำหรับเพลงป๊อปหรือเพลงที่มีจังหวะ สนุกสนาน

  3. Powerful ดึงพลังย่านเบสและไดนามิกออกมาสูงสุด เพิ่มความตื่นเต้นระหว่างขับขี่

  4. Relaxing ปรับโทนเสียงให้นุ่มนวล ผ่อนคลาย เหมาะกับการเปิดเป็นเพลงบรรยากาศระหว่างการเดินทางไกล


ระบบชดเชยระดับเสียงและ EQ อัตโนมัติ  Triple Compensated Volume 

Speed Compensated Volume (SCV) ปรับความดังและอีควอไลเซอร์อัตโนมัติตามความเร็วรถเพื่อกลบเสียงลมและเสียงยาง

Rain Compensated Volume (RCV) ปรับจูนระดับเสียงสอดคล้องกับการทำงานของที่ปัดน้ำฝนเพื่อลดการรบกวนจากเสียงฝนตกกระทบกระจก

Air-Conditioner Compensated Volume (ACV) ปรับระดับเสียงและย่านความถี่ชดเชยตามความเร็วพัดลมแอร์ภายในห้องโดยสาร

ประสิทธิภาพของระบบ DSP หรือ Digital Signal Processor ของ YAMAHA ที่เปลี่ยนจากแอมป์ AVR ในบ้าน ถูกนำมาปรับใช้ในห้องโดยสารของรถยนต์ Digital Signal Processor ออกแบบขึ้นมาเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางกายภาพและสภาพแวดล้อมอะคูสติกที่ยุ่งยากและมีความซับซ้อนในห้องโดยสาร เนื่องจากรถยนต์มีทั้งกระจกสะท้อนเสียง เบาะหุ้มหนังที่ดูดซับเสียง และระยะห่างระหว่างผู้ฟังกับลำโพงแต่ละจุดที่ไม่เท่ากัน

ชิปประมวลผลและอัลกอริทึม DSP ของ YAMAHA มีประสิทธิภาพเด่นในด้านต่างๆ ดังนี้ 

1.การจัดไทม์มิ่งและสร้างเวทีเสียง ชิป DSP สามารถคำนวณระยะห่างระหว่างลำโพงทั้ง 12 จุดกับตำแหน่งหูของผู้ฟังในแต่ละเบาะนั่งอย่างละเอียด และหน่วงเวลาการปล่อยคลื่นเสียงหลักไมโครวินาที เพื่อให้เสียงจากทุกทิศทางเดินทางมาถึงหูผู้ฟังพร้อมกันพอดี ยกเวทีเสียงไว้ระดับสายตา หรือ Eye-Level Soundstage จุดนี้คือความเชี่ยวชาญจากการออกแบบระบบเสียงในคอนเสิร์ตฮอลล์ของ YAMAHA ในการคำนวณการสะท้อนของคลื่นเสียง ดึงตำแหน่งเสียงร้องและชิ้นดนตรีให้เหมือนเปิดจากเวทีตรงหน้าคอนโซล ไม่รู้สึกว่าเสียงกองอยู่บริเวณแผงประตู



ฟังเพลงเพลินๆ ก็ขับกันมาถึงสถานีออฟโรดที่ปรับแต่งพื้นที่บริเวณเนินเขาและลำธาร สำหรับการขับทดสอบระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select 4WD-II (SS4-II)

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select 4WD-II (SS4-II)  เอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ Mitsubishi มีข้อดีของการควบรวมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time และ Part-Time ไว้ด้วยกัน ทำงานร่วมกับเกียร์ทรานสเฟอร์ (Transfer Case) และระบบล็อกเฟืองท้าย  Rear Differential Lock เพื่อให้การเอาตัวรอดบนเส้นทางออฟโรดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โหมดการทำงาน 4 รูปแบบของ Super Select 4WD-II เริ่มจาก 
2H (2WD High Range) โหมดขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง เหมาะสำหรับถนนแห้งทางเรียบทั่วไป ช่วยลดภาระชุดเกียร์และประหยัดน้ำมัน

4H (Full-Time 4WD High Range) กระจายกำลังหน้า/หลัง ในอัตราส่วน 40:60 ผ่านเฟืองท้ายกลาง (Center Differential) สามารถใช้งานบนทางเรียบเปียกลื่นหรือทางโค้งความเร็วสูงได้ทันที โดยไม่เกิดอาการพวงมาลัยขืน (Tight Corner Braking Effect) เนื่องจากเฟืองท้ายกลางยอมให้ล้อคู่หน้าและคู่หลังหมุนด้วยความเร็วต่างกันได้

4HLc (4WD High Range with Center Differential Lock) ล็อกเฟืองท้ายกลาง ทำให้การกระจายกำลังหน้า/หลัง เท่ากันที่ 50:50 อย่างคงที่และสมดุล เหมาะสำหรับทางฝุ่น ทางกรวด ลื่นไถล หรือทางดินที่ต้องการแรงฉุดลากสม่ำเสมอทั้งสี่ล้อ

4LLc (4WD Low Range with Center Differential Lock) เปลี่ยนอัตราทดเกียร์ทรานสเฟอร์เป็น Low Range (เกียร์ต่ำ) พร้อมล็อกเฟืองท้ายกลาง ถ่ายเทแรงบิดเต็มที่ ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ สำหรับการปีนป่ายทางชัน หรือการลุยลำธาร 




การทำงานของเกียร์ทรานสเฟอร์และการทดกำลัง  Transfer Case & Torque Multiplication 

ในตำแหน่ง 4LLc ชุดเกียร์ทรานสเฟอร์จะดึงเอาอัตราทดเกียร์ต่ำ (Low-Ratio Gear) มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ

การคูณแรงบิด (Torque Multiplication) อัตราทดเฟืองเกียร์ต่ำในทรานสเฟอร์จะช่วยคูณแรงบิดจากเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่า ส่งผลให้ล้อทั้งสี่มีแรงบิดมหาศาลในรอบต่ำ โดยไม่จำเป็นต้องเค้นรอบเครื่องยนต์สูง

การไต่และควบคุมความเร็ว (Creep Control) ช่วยให้รถสามารถเคลื่อนที่ข้ามหินใหญ่ ลำธารตื้น หรือโคลนลึกได้อย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ ลดอาการล้อปั่นฟรีสะบัด ซึ่งอาจทำให้ยางเสียหาย หรือรถสูญเสียการทรงตัวบนพื้นผิวขรุขระ



ระบบเฟืองล็อกท้าย (Rear Differential Lock) และการเอาตัวรอดบนทางวิบาก

เมื่อเผชิญหน้ากับอุปสรรคระดับ Extreme เช่น ล้อใดล้อหนึ่งลอยพ้นพื้น หรือจมลงในแอ่งหิน/โคลนลึก (ดังเช่นการลุยลำธารที่มีหินก้อนใหญ่ลอยขวาง)

กลไกการล็อก 100%: เมื่อเปิดใช้งานระบบ Rear Diff Lock กลไกไฟฟ้าจะล็อกเพลาท้ายซ้ายและขวาให้หมุนด้วยความเร็วเท่ากันตลอดเวลา ไม่ว่าล้อฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะไม่มีแรงยึดเกาะก็ตาม

การแก้ไขปัญหากำลังเทออก โดยปกติหากล้อข้างหนึ่งลอย กำลังจะถูกส่งไปยังล้อที่ฟรี แต่ Rear Diff Lock จะบังคับส่งแรงบิดไปยังล้อฝั่งที่มีแรงยึดเกาะ (Traction) เต็ม 100% ช่วยให้ตัวรถมีแรงฉุดและดันตัวเองข้ามหินลื่นหรือหลุดออกจากแอ่งน้ำได้อย่างง่ายดาย



การทำงานร่วมกับโหมดออฟโรด (7 Drive Modes) และระบบเบรกจำลอง (Brake Active LSD)

นอกเหนือจากชุดกลไกSS4-II แล้ว ตัวรถยังนำเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยเสริมสมรรถนะ 

Off-Road Modes (เช่น ROCK, MUD, SAND, GRAVEL): ปรับการตอบสนองของคันเร่ง การเปลี่ยนเกียร์ และระบบการปั่นล้อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นผิว

Active Yaw Control (AYC) & Brake Active LSD ในกรณีที่ไม่เปิด Rear Diff Lock ระบบคอมพิวเตอร์จะใช้ระบบเบรกกดจับล้อที่ปั่นฟรี เพื่อถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อฝั่งที่มีความหนืด ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและควบคุมทิศทางพวงมาลัยได้อย่างแม่นยำขณะลุยธารน้ำหรือโคลนตม

โหมดขับเคลื่อน 4 ล้อ  4WD Modes ทำงานผ่านระบบ SS4-II ให้ผู้ขับสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการส่งกำลังได้ 4 รูปแบบ 

2H (Rear-Wheel Drive) ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง เหมาะกับการขับขี่ทั่วไปบนถนนแห้งเพื่อประหยัดน้ำมัน 

4H (Full-Time 4WD) ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนและความปลอดภัยบนถนนเปียกหรือใช้ความเร็วสูง 

4HLc (Locked Center Differential) ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบล็อกเพลากลาง เหมาะสำหรับทางลุยกึ่งวิบากหรือทางดินโคลนที่ต้องการกำลังขับเคลื่อนสมมาตร 

4LLc (Locked Center Differential with Low-Range Gear): ขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมล็อกเฟืองท้ายและเกียร์ทดต่ำ เหมาะสำหรับออฟโรดหนัก ไต่ทางชัน หรือผ่านอุปสรรคยากๆ 


S-AWC & AYC ผสานระบบควบคุมการทรงตัว Active Yaw Control (AYC) ช่วยควบคุมแรงบิดล้อซ้าย-ขวาผ่านระบบเบรก ทำให้เข้าโค้งและควบคุมรถได้เป็นธรรมชาติ  Transparent Chassis ระบบจำลองภาพใต้ท้องรถและพื้นด้านหน้. ช่วยให้เห็นก้อนหินหรือหลุมอุปสรรคผ่านจอกลางได้ชัดเจนขณะลุยออฟโรดบนเส้นทางที่มีโขดหินและลำธาร สามารถเอาตัวรอดได้จากโหมด Rock ที่ออกแบบมาสำหรับขับบนทางหินที่ขรุขระ 

สรุปความน่าใช้งาน (Verdict)

Mitsubishi Pajero 2026 ถือเป็นหนึ่งใน SUV ที่คุ้มค่าและน่าใช้งานมากที่สุด สำหรับครอบครัว วิ่งทางไกล ลุยได้จริงจัง  ได้ความเงียบ นุ่มนวล ออพชันเบาะเป่าลม Memory Seat และระบบเสียง YAMAHA ที่ช่วยให้การเดินทางไม่น่าเบื่อ  ระบบขับเคลื่อน Super Select 4WD-II ร่วมกับความสูงใต้ท้องรถ 230 มม. สามารถพาไปได้ทุกที่โดยไม่ต้องนำรถไปดัดแปลงเพิ่มเติม การหารถ SUV คันเดียวที่ตอบโจทย์ทั้งความหรูหราในเมือง และความแข็งแกร่งพร้อมลุยทางวิบากได้อย่างสบายใจ บวกกับจำนวนศูนย์บริการ และการบริการหลังการขาย Pajero 2026 คือตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่น่าสนใจครับ ส่วนราคาคาดการณ์ ตัวเริ่มต้นขับเคลื่อนสองล้อ ไม่ควรเกิน 1,590,000 บาท สำหรับตัวท็อปขับเคลื่อน 4 ล้อ ถ้าเปิดมา 1,790,000 ก็น่าจะพอขายได้ แต่ถ้าแพงกว่านั้นยันใกล้สองล้าน เห็นทีจะออกตัวยากไปนิดละครับ.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/