Ford วางตำแหน่ง Everest Active รุ่นต่ำสุดด้วยการกำหนดราคาเพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับคนที่กำลังอยากได้แต่ไม่อยากควักแพงเกิน 1.5-1.6 ล้าน นี่คือรถ PPV SUV ราคาแค่  1,379,000 บาท ซึ่งเป็นโมเดลอเนกประสงค์ของแบรนด์ที่ได้รับความนิยมมานานแล้ว Everest  เป็นผลิตภัณฑ์ยานยนต์อเนกประสงค์ที่ตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของลูกค้า สำหรับ Everest Active รุ่นใหม่ ได้รับการขัดเกลาด้วยอุปกรณ์เสริมความหล่อ ในความเป็นจริง บนตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ (กระบะดัดแปลง PPV SUV) แม้ยอดขายของ Everest จะตามหลังเจ้าตลาดอย่าง Fortuner ที่ครองแชมป์ยอดขายมานาน รวมถึงยังตามหลัง MU-X แต่การขับที่โดนใจของ Everest โดยเฉพาะในไทยที่ Everest สามารถทำตัวเลขยอดขายอยู่ในอันดับที่ 3 ในตลาดที่แข็งแกร่ง 




รถอเนกประสงค์แนวออฟโรดของ Ford เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีรุ่นย่อยอย่าง Wildtrak 2.0 biturbo และ Platinum V6 ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว ออกมาให้ลูกค้าเลือกซื้อตามกำลังเงิน การเพิ่มทางเลือกด้วยระบบส่งกำลังที่หลากหลายและตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเก่า ทำให้รถ SUV 7 ที่นั่งรุ่นนี้ เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในราคาที่ถูกกว่า Everest  Active มาพร้อมของแต่งเล็กๆน้อยๆ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ การตกแต่แนวเรียบหรู ทำให้ Everest รุ่นขับเคลื่อนสองล้อเป็นจุดสมดุลที่ลงตัว ทั้งราคาค่าตัว 1,379,000 บาท และสมรรถนะของการใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางไกลไปเจอกับสภาพอากาศที่แปรปรวนฝนตกน้ำท่วม ที่น่าสนใจก็คือ Ford Everest Active มีราคาไม่แพง ใช้งานได้ดีหากไม่เอาไปลุยจนต้องใช้ระบบขับสี่ ถ้าไม่คิดจะลุยหนักและใช้งานในเมืองเป็นหลักโดยแทบจะไม่ใด้ใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ใช้ขับกลับบ้านในวันที่น้ำท่วมขังเส้นทางใน กทม การเลือกรุ่นรองก็ถือเป็นความคิดที่ดีเหมาะสมกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน







Everest Active เน้นรายละเอียดชิ้นงานตกแต่งภายนอกภายในด้วยสีดำ รวมถึงล้อขอบ 18 นิ้ว ตัดกับสีเทา ส่วนหน้า ติดตั้งไฟ LED ซึ่งสร้างความแตกต่างจากกระบะญี่ปุ่นในเรื่องกำลังของการส่องสว่าง  ไฟหรี่กลางวันและไฟเลี้ยวหลอด LED แม้แต่ล้อ (ล้ออัลลอยขนาด 18นิ้ว ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน) ก็ยังพ่นสีดำ รูปลักษณ์ของ Active 2.0 4×2 ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจพอสมควร แต่ก็ขึ้นอยู่กับความชอบและกำลังทรัพย์ของแต่ละคนที่จะเล่นตัวเริ่มต้นหรือไปจนสุดทางที่ตัว V6 ดีเซล ฝาท้ายไฟฟ้ากับพื้นที่เก็บสัมภาระเมื่อพับเบาะแถวสามมีพอเพียงสำหรับการเดินทางไกลแบบบ้าอุปกรณ์ มิติตัวถัง มีความกว้าง 1,923 มิลลิเมตร ยาว 4,914 มิลลิเมตร และสูงถึง 1,842 มิลลิเมตร ความสูงของตัวรถเน้นที่ความสมบุกสมบันในการลุยฝ่าเส้นทางออฟโรดแบบไม่หนักมาก หรือลุยน้ำท่วมขังบนถนนได้อย่างสบายตัว



ทรงแบบเอสยูวีมะกันมีความบึกบึน ความยาว 4,914 มิลลิเมตร สูง 1,842 มิลลิเมตร ทำให้การเข้าออกจากห้องโดยสารต้องยกตัวเองขึ้นไปโดยใช้มือจับที่ด้านในของเสาเอ เสาหน้ามีองศาของความเอนลาดที่ลงตัว เสาท้ายที่สอดรับกับผืนหลังคา แรคหลังคาที่ติดตั้งมาให้เพื่อความสะดวกในการขนสัมภาระ กระจกบังลมบานหน้าและบานข้างมีขนาดใหญ่ กรอบกระจกมองข้างติดตั้งเลนส์ไฟเลี้ยว เพื่อเพิ่มความปลอดภัย มุมด้านบนของแก้มข้างติดตั้งแถบพลาสติกสีดำบ่งบอกถึงรุ่นที่มีเกียร์ออโต้ 6 สปีดประจำการอยู่ ซุ้มล้อทั้งหน้าและหลังมีโป่งล้อขนาดมหึมา บานประตูทั้งสี่ใหญ่โตทำให้การเข้าออกจากห้องโดยสารมีความสะดวก กาบข้างติดตั้งที่เหยียบเพื่อก้าวเข้าไปในห้องโดยสารทำจากพลาสติก จุดที่ทำให้รถ PPV คันนี้ดูดีก็คือสีเทาและล้ออัลลอยลายใหม่สีดำ   ผลิตขึ้นรูปจากอะลูมินัมอัลลอย ล้อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 18 นิ้ว ห่อรัดด้วยยางกึ่งออฟโรดของ Goodyear รุ่น Wrangler Territory HT ไซส์ 255/55R18






ระบบเปิด-ปิดฝาท้ายแบบอัตโนมือ ใช้มือยกเปิด-ปิดเอาเอง ไฟท้ายเชื่อมต่อกันทั้งซ้ายและขวาด้วยชิ้นงานพลาสติกสีดำกับตัวอักษร Everest ไฟท้ายทรงยาวหลอด LED เข้ากับสัดส่วนบั้นท้ายจากการออกแบบ เชื่อมโยงมุมมองส่วนท้ายให้มีความลงตัว ไฟท้ายของ Everest Sport ใช้หลอดไฟแบบผสม ซึ่งมีทั้งหลอดไฟท้ายแบบ LED และหลอดไฟแบบธรรมดาอยู่ภายใน ขอบด้านบนของกันชนหลัง มีพลาสติกกันกระแทกสีดำคอยป้องกันริ้วรอย เมื่อต้องยกสัมภาระเข้าออกจากห้องเก็บของส่วนท้าย กันชนหลังมีการดีไซน์แบบสองชิ้นเหมือนกันกับกันชนหน้า พร้อมพลาสติกกันกระแทกสีดำ และแผ่นพลาสติกสะท้อนแสงมัลติรีเฟคเตอร์สำหรับความปลอดภัยเมื่อจอดรถในที่มืด กล้องมองหลังติดมาให้พร้อมติดตั้งเซนเซอร์ถอยหลังแจ้งเตือนด้วยสัญญาณเสียงเมื่อถอยเข้าไปใกล้กับวัตถุกีดขวาง ด้านบนของฝาท้ายบริเวณกึ่งกลางกระจกบานฝาท้ายเป็นที่อยู่ของไฟเบรกดวงที่ 3




เนื่องจากเป็นรุ่นต่ำสุด จึงพยายามปรับความหรูหราและใส่อุปกรณ์ตกแต่ง Sport เพื่อความสวยงาม เบาะ พวงมาลัย หัวเกียร์ แผงประตู ภายในสีดำ เบาะโดยสาร 7 ที่นั่งค้อนข้างกว้างขวาง โดยเฉพาะโซนของเบาะคู่หน้าและเบาะแถวกลาง ส่วนเบาะแถวที่สามปรับพับด้วยมือ พื้นที่เบาะแถวสามเหมาะกับเด็กมากกว่าจะให้คนตัวสูงลงไปนั่ง พลาสติกตกแต่งภายในมีผิวสัมผัสและรายละเอียดของชิ้นงานแตกต่างกันออกไป ตามแนวทางของงานตกแต่งห้องโดยสารยุคใหม่ของ Ford




หน้าจอสัมผัสส่วนกลางขนาด 12 นิ้ว ตกแต่งภายในสีดำ ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย Wireless Charger มาตรวัดแบบ Digital 8.0 นิ้ว เบรกมือไฟฟ้า ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ Dual Zone ระบบปรับอากาศ สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ช่องชาร์จไฟ 12V 3 ตำแหน่งกุญแจ Smart Keyless Entry ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ Push Start Button ที่บังแดดคู่หน้า กระจกแต่งหน้า ไฟส่องสว่างคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้า ช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า แบบ USB บนกระจกมองหลัง กระจกมองหลัง แบบปรับลดแสงอัตโนมัติ





เบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ เบาะผู้โดยสารตอนหน้านั่งสบาย เบาะคนขับ ปรับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะคนขับ ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะ ผู้โดยสารตอนหน้า ปรับด้วยมือ 6 ทิศทาง เบาะนั่งแถวที่ 2 แยก 60 : 40 เบาะแถวที่ 2 ปรับเอนได้เบาะแถวที่ 2 เลื่อนหน้า-ถอยหลังได้ เบาะนั่งแถวที่ 3 แยกอิสระ 50 : 50 หน้าจอกลาง ระบบสัมผัส Touchscreen ขนาด 12.1 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay / Android Auto แบบไร้สาย Wireless เชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 4A ระบบ FordPass Connect ช่องเชื่อมต่อ USB 4 ตำแหน่ง ช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่ง บริเวณเบาะนั่งแถวที่ 2 ช่องเชื่อมต่อไฟ 12V บริเวณเบาะนั่งแถวที่ 3 ลำโพง 8 ตำแหน่ง


นอกจากแนวทางตกแต่งสีดำทั้งภายนอกและภายในแล้ว  ยากที่จะสังเกตเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง Platinum และ Active ที่น่าสนใจคือ Active สูงกว่า Platinum นิดเดียว ซึ่งทำให้ได้มุมเข้า/ออกที่ดีขึ้นนิดหน่อย ภายในห้องโดยสารของ Everest Active นั้นดูเหมือนชิ้นส่วนต่างๆจะอุดมไปด้วยพลาสติกและหนังเทียม ส่วนใหญ่แล้วจะมีสีดำเป็นสีหลัก แต่กลับดูหรูหราและไม่ดูแย่จนเกินไป สาเหตุหลักมาจากหน้าจอสัมผัสแบบแท็บเล็ตขนาด 12 นิ้วที่อยู่ตรงกลางแผงหน้าปัด รวมถึงแผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 8 นิ้ว  เบาะนั่งด้านหน้าปรับด้วยไฟฟ้า ไม่มีระบบทำความร้อน/ความเย็น เบาะแถวที่ 2 มีพื้นที่พอสมควร นั่งสบายใช้ได้ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เบาะแถวที่ 3 ไม่มีฟังก์ชันพับอัตโนมัติ ใช้การพับด้วยมือทั้งหมด เบาะนั่งเป็นหนังสังเคราะห์ เนื้อเบาะแตกต่างจากเบาะหนังพรีเมียมในรุ่นเรือธง


พื้นที่เหนือศีรษะในแถวที่ 1 และ 2 ของ Everest Active นั้น เพิ่มขึ้น 4 ซม. ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย หน้าจอมอนิเตอร์ของระบบอินโฟเทนเมนท์และการปรับตั้งค่าต่างๆ เป็นจอภาพแนวตั้งขนาด 12 นิ้ว สั่งงานด้วยระบบสัมผัส ออกแบบซอฟแวร์ควบคุมการทำงานให้เข้าถึงฟีเจอร์ต่างๆได้อย่างรวดเร็ว (บางทีก็ช้าอยู่เหมือนกัน) เช่น Apple CarPlay แบบไร้สายและ Android Auto แบบมีสาย ระบบเสียง 8 ลำโพงไม่ถึงกับเจ๋งแต่ก็ดีกว่าเดิมมาก เสียงที่ขับผ่านลำโพงไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่ผมชอบแต่ก็ยังถือว่าดีเลยเมื่อเทียบกับราคาค่าตัว แท่นชาร์จมือถือแบบไร้สายใช้งานได้จริง ไม่สร้างอุณหภูมิให้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนบุคคลราคาแพง พอร์ตชาร์จ USB มากมายก่ายกองสำหรับผู้โดยสารทุกคน




พวงมาลัยแบบ 4 ก้าน ไม่มีแป้น Paddle Shift มาให้! แต่ใช้การกดปุ่มข้างคันเกียร์แทนซึ่งใช้งานได้ไม่ค่อยถนัดเท่าที่ควร พวงมาลัยหุ้มหนังตกแต่งด้วยพลาสติกสีดำเงา มีสวิตช์สั่งงานมัลติฟังก์ชันมาให้ พวงมาลัยมีขนาดพอดีออกแบบให้จับได้ถนัดมือ ปรับตั้งได้ 4 ทิศทางทั้งใกล้-ไกลและสูง-ต่ำ สวิตช์มัลติฟังก์ชันใช้สำหรับการปรับตั้งค่าต่างๆ เช่น ระบบปรับตั้งความเร็วอัตโนมัติ Cruise control สวิตช์เลือกดูข้อมูลการขับขี่ผ่านจอ Multi information display ที่ด้านขวาและซ้าย ปรับความดังของลำโพง ปุ่มรับหรือวางสายโทรศัพท์ในระบบบลูทูธ ปุ่มระบบสั่งงานด้วยเสียง  ห้องโดยสารของ Everest เป็นพื้นที่น่าใช้งาน มีพื้นที่มากกว่า Fortuner และ MU-X เล็กน้อย ส่วนรายการคุณสมบัติการใช้งานต่างๆ ของรถ PPV ทั้งสามรุ่นนั้น สูสีหนีกันไม่ออกอยู่ที่ความชอบของคนซื้อที่จะต้องลองขับ เพราะดีหมดทั้งสามตัว รวมถึงรถที่ขายไม่ดีอย่าง Terra ก็ยังไม่เป็นรองกับพระเอกพระรองทั้งสามหน่อ สำหรับคุณสมบัติด้านความปลอดภัยเชิงรุกและระบบอินโฟเทนเมนต์ทำได้ดี 

เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 เทอร์โบ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วของ Ford ซึ่งพัฒนากำลัง 170 แรงม้า หรือ 125 กิโลวัตต์ แรงบิด 405 นิวตันเมตร มี 4 โหมดขับเคลื่อน เช่น Normal, Eco, Tow/Haul, Slippery โดยมีแรงบิดสูงสุดที่ 1,750 ถึง 2,500 รอบต่อนาที แม้ว่าตัวเลขสูงสุดจะต่ำกว่าเครื่องยนต์ V6 3.0 ลิตร ของ Everest รุ่น Platinum อยู่มาก แถมยังเป็นรองกำลังของเครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร ใน Fortuner และ 3.0 ลิตรใน MU-X ใช้แค่วิ่งเรื่อยๆ จะเร่งแซงก็กะระยะกันให้ดีๆ เครื่องยนต์จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ทำงานฉลาดใช้ได้และมีความไหลลื่นเมื่อตัดต่อเกียร์ขึ้น-ลง ทนทาน และประหยัดน้ำมัน 

เมื่อดูสเปกระบบส่งกำลังที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ และเกียร์ออโต้ขับเคลื่อนล้อหลัง 10 สปีด ของ Everest Active  รถมีความสามารที่จะขับเคลื่อนตัวรถเอสยูวีหนักสองตัน ได้อย่างมีพลังเพียงพอแม้แรงบิดจะไม่ได้มากอะไร ก็ไม่ใช่รถที่อืดจนน่ารำคาญ อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 11.98 วินาที เรือนร่างขนาดนี้เครื่องดีเซลสองลิตรถือว่ายังพอไหว  ไม่แรงเหมือน V6 การวิ่งใช้งานออกทางไกลในย่านความเร็วสูงต่อเนื่อง อัตราสิ้นเปลืองทำได้ 10.5 กิโลเมตรต่อลิตร ลองวิ่งเรื่อยๆ ใช้ความเร็วตามกฏหมายกำหนดทำได้ 12.5 กิโลเมตรต่อลิตร ไม่เลวแต่ก็ไม่ทันใจ เพราะย่องอยู่ในย่าน 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช้าเกินไปสำหรับการเดินทางไกลในวันที่รีบเร่ง พอใช้ความเร็วสูงก็จะกลับมารับประทาน 10.5 กิโลเมตรต่อลิตร เหมือนเดิม เอาเป็นว่า อัตราสิ้นเปลือง แค่พอรับได้ ไม่ได้ประหยัดแต่ไม่ยกซดจนกระเป๋าแหกก็แล้วกัน 




Everest Active 2026 ใช้การขับเคลื่อนสองล้อหลัง อาจไม่ถูกใจคนชอบลุย แต่ในชีวิตจริง การเข้าเส้นทางที่ยากลำบาก นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งในหนึ่งปี หรือหากเป็นคนรักรถ ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเอารถไปขับลุยฝ่าป่าเขาบนเส้นทางออฟโรด การมีแค่สองล้อหลังขับเคลื่อนก็พอเพียงต่อการใช้งานปกติ ขับลุยทางลูกรังได้ดี ลุยน้ำท่วมขังถนนสบายๆ น้ำหนักตัวของกลไกขับสองล้อหลังก็จะเบาลงไปพอสมควร ไม่ไปสร้างภาระให้กับเครื่องดีเซลตัวเล็ก การมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อใน Everest ตามความเห็นส่วนตัว เครื่อง V6 ดูจะเหมาะสมมากกว่า 




ด้วยขุมกำลังเล็ก เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลที่มีความจุ 2.0 ลิตร ทำให้  Everest Active ประหยัดน้ำมันได้ดีกว่า Everest Platinum ในระหว่างการทดสอบ เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.0 ลิตร ของรุ่น Platinum เมื่อเร่งเต็มเหนี่ยวนั้นกินน้ำมันค่อนข้างมาก โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 8.9 กิโลเมตรต่อลิตร หรือน้อยกว่านั้นถ้าติดใจในความแรงแล้วใส่ไม่มีเบา ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยของ Active อยู่ที่ 10.5 - 13.5 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับการลากจูงของ Ford Everest 2.0 4×2 Active อยู่ที่ 3,500 กิโลกรัม หรือ 3.5 ตัน เอาไปลากเทรลเลอร์เรือเร็วหรือรถบ้านได้สบาย




Ford ถือเป็นแบรนด์แรกๆ ที่นำพวงมาลัยไฟฟ้ามาใช้งานทั้งในกระบะและ PPV SUV เมื่อขับออกจากที่จอด พวงมาลัยของ Everest Active ให้ความรู้สึกที่เบาสบายมือ การเซตค่าความหน่วงของพวงมาลัยเมื่อขับเร็วก็เป็นธรรมชาติ ด้วยน้ำหนักพวงมาลัยที่เหมาะสม ระยะหมุนที่แม่นยำพอใช้ได้ ขับในเมือง พวงมาลัยไฟฟ้าอัตราทดน้ำหนักแปรผัน ช่วยทำให้การเลี้ยวเปลี่ยนช่องทางหรือกลับลำมีความคล่องตัว ห้องโดยสารไม่มีเสียงแปลกปลอมเสียดสีกันของชิ้นงานที่ใช้ตกแต่ง การเป็นรถทดสอบของสื่อนั้นจะต้องถูกขับใช้งานอย่างหนักทั้งวิ่งบนถนนปกติรวมถึงการวิ่งบนทางแบบออฟโรด Everest Active เก็บเสียงได้ดีพอสมควร เสียงเครื่องยนต์ไม่ดังมาก เมื่อความเร็วเกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียงลมปะทะจะได้ยินอย่างชัดเจน และดังขึ้นเมื่อความเร็วทะยานผ่าน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนการเดินเบาของเครื่อง 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำได้นิ่งและเงียบใช้ได้เลยทีเดียว แรงสั่นสะเทือนจากการทำงานในเครื่องยนต์ดีเซลตัวเล็กของ Ford มีไม่มาก เป็นอีกจุดที่ทำออกมาได้ดี




ขับแล้วให้ความรู้สึกเป็นเอสยูวีมากที่สุดในบรรดา SUV 7 ที่นั่งที่มีอยู่ในตลาดของไทย ฐานล้อกว้าง ระบบกันสะเทือนปรับแต่งมาดี และยางที่เน้นการใช้งานบนท้องถนนซึ่งไม่ทนถ้าจะเอาไปลุยทางโหดที่มีหิน รวมถึงระดับ NVH (เสียง การสั่นสะเทือน ความกระด้าง) ที่ต่ำอย่างน่าประทับใจ ส่งผลให้ขับแล้วรู้สึกติดใจ เสียอย่างเดียวกำลังน้อยไป แรงบิดแค่ 405 นิวตันเมตร เหี่ยวเฉาสำหรับการเร่งแซง แรงบิดส่งไปยังล้อหลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด การส่งกำลังเป็นแบบเส้นตรง เมื่อลอยตัวแล้วก็ไปเร็วใช้ได้ แต่ก็ควรจะระวังเรื่องระยะเบรกเพราะตัวหนักเอาเรื่อง ช่วงล่างด้านหน้าดับเบิ้ลวิชโบนปีกนกคู่ มีการปรับค่ายืดและยุบของสปริงใหม่ คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลงเส้นเขื่องลดอาการเต้นของช่วงล่างด้านหน้า รวมถึงยังลดอาการหน้ายุบเมื่อต้องลงเบรกหนักๆ




ช่วงล่างด้านหลังยังเป็นแบบคอยล์สปริง พร้อมกลไกวัตต์ลิงก์ หรือเหล็กยึดค้ำที่ติดตั้งอยู่กับกระปุกของเฟืองท้าย ออกแบบใหม่และดูแล้วน่าจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าเดิม ลดอาการโคลงตัวบริเวณส่วนท้าย เพื่อทำให้บั้นท้ายของ Everest Sport มีความเสถียร กำลังแรงบิดที่ไม่มากทำให้มันควบคุมได้ง่าย กลายเป็นข้อดีของคนที่ย้ายมาจากรถเล็ก ส่วนระบบเบรกจัดมาพร้อมตัวช่วยเบรกที่ป้องกันไม่ให้เสียอาการขณะใช้เบรกหนักๆ แต่อย่างที่บอกว่าควรจะเผื่อเรื่องระยะเบรกให้มากเข้าไว้ เพราะตัวหนัก 2 ตันกว่ามาเร็วๆ ก็ต้องมีระยะของการเบรกเพื่อความปลอดภัยเผื่อเอาไว้จะได้เบรกอยู่  




ขนาดของ Everest ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คุณจะต้องปรับความคุ้นเคยเมื่อย้ายมาจากรถเก๋งเล็ก ตำแหน่งการขับที่สูง ทำให้มองเห็นได้รอบตัว เกียร์  10 สปีด ชัดเจนว่าดี  เปลี่ยนเกียร์เร็วและนุ่มนวล ช่วงล่างไม่ได้แย่แม้จะเป็นตัวถูก เข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเกาะถนนพอใช้ได้ มีพื้นที่ใช้สอยมากพอสำหรับครอบครัวใหญ่ ระบบอินโฟเทนเมนท์เชื่อมต่อแล้วไม่คอยหลุด เครื่องไม่ได้มีสมรรถนะจัดจ้าน เน้นการใช้งานปกติในชีวิตประจำวันสำหรับคนที่ต้องขับรถเดินทางไกลบ่อยๆ โดยรวมแล้ว Everest Active ทำออกมาได้ดีสมราคา 1.37 ล้านบาท มีความน่าใช้อยู่พอสมวคร เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีราคาพอๆกัน.

Everest 2.0L Turbo Active 4x2 10AT

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง
ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จเจอร์
กำลังสูงสุด 170 แรงม้า (125 กิโลวัตต์) / 3,500 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 405 นิวตัน-เมตร / 1,750-2,500 รอบต่อนาที

ระบบขับเคลื่อนและระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดขับเคลื่อน 2 ล้อ พร้อมระบบเลือกโหมดการขับขี่ 4 โหมด: Normal, Eco, Tow/Haul, Slippery

แชสซีส์และระบบกันสะเทือนแบบอิสระปีกนก 2 ชั้นพร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลงแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์และเหล็กกันโคลงดิสก์เบรกหน้าพร้อมครีบระบายความร้อน และดิสก์เบรกหลัง

ล้อและยางล้ออัลลอย 18" พร้อมยางขนาด 255/65 R18

อุปกรณ์ภายนอก
ไฟหน้าแบบ LED พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
ไฟวิ่งกลางวันแบบ LED รูป C-Clamp
ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED
ไฟท้ายแบบ LED
ราวหลังคาสีดำ
บันไดข้างสีดำ

อุปกรณ์ภายในและความสะดวกสบาย
หน้าจอแสดงผลบนหน้าปัดแบบสีขนาด 8 นิ้ว
กุญแจรีโมทอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ
ระบบเปิด-ปิดกระจกสัมผัสเดียวด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า
กระจกมองหลังแบบปรับลดแสง
ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา
ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมสวิตช์ควบคุม
เบาะหนังและหนังสังเคราะห์สีดำ
เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง
เบาะแถวที่ 3 พับได้
ช่องต่อไฟ 12V 3 ช่อง
แท่นชาร์จไร้สาย

ระบบเครื่องเสียงและการเชื่อมต่อ
หน้าจอสีแสดงผลแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว
รองรับ WirelessApple CarPlay® และ Android AutoTM
ระบบเชื่อมต่อบลูทูธและระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A
โมเด็มเชื่อมต่อ Ford app
ช่องต่อ USB 2 ตำแหน่ง
ลำโพง 8 ตำแหน่ง

อุปกรณ์ความปลอดภัย
ถุงลมนิรภัย 7 จุด คู่หน้า / ด้านข้าง / ม่านถุงลมนิรภัย / และถุงลมบริเวณหัวเข่า
ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน
สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้าและด้านหลัง
กล้องมองหลังขณะถอยจอด
ระบบป้องกันล้อล็อก ABS 
ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
เบรกมือไฟฟ้า
ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP และ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี
ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน HLA และระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ ROM
เทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ขั้นสูง
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/