หลังจากการเปิดตัว The All-Electric Mazda6e ในงานมอเตอร์โชว์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้วยตัวถังทรง 5 ประตู (NeoFastback) ล่าสุด มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ได้นำเข้ารถล็อตแรกจำนวน 500 คัน จากโรงงาน Changan Mazda Automobile (CMA) เมืองหนานจิง ประเทศจีน เพื่อทยอยส่งมอบให้ลูกค้า โดยมีล็อตที่สองอีก 600 คัน กำลังอยู่ระหว่างการขนส่ง และตั้งเป้าจะส่งมอบรถที่ค้างจองทั้งหมดให้ครบภายในเดือนตุลาคมนี้
สำหรับ Mazda6e มีวางจำหน่าย 2 รุ่นย่อย ได้แก่:
รุ่น Premium: ราคา 1,169,000 บาท (ตกแต่งห้องโดยสารด้วยหนังสีดำ)
รุ่น Exclusive: ราคา 1,199,000 บาท (ตกแต่งห้องโดยสารด้วยหนัง Nappa/Suede สีแทน)
ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ Mazda Sales thailand เผยถึงทิศทางการทำตลาดและการผลิตว่า Mazda6e ผลิตขึ้นจากโรงงาน CMA ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Mazda Motor Corporation (ญี่ปุ่น) และ Changan Automobile (จีน) ที่ดำเนินงานร่วมกันมานานกว่า 20 ปี โดยโรงงานแห่งนี้รับหน้าที่ผลิตรถยนต์แบรนด์มาสด้าหลายรุ่น เช่น Mazda2, Mazda3, CX-30, CX-5 รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่าง Mazda EZ-6 (Mazda6e) และ Mazda EZ-60 (Mazda CX-6e) เพื่อจำหน่ายในจีนและส่งออกทั่วโลก ภายใต้มาตรฐานการควบคุมคุณภาพเดียวกับโรงงานมาสด้าในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และไทย
ผู้บริหาร Mazda Sales Thailand ระบุว่า แม้ตัวรถจะเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (EV) แต่แนวทางการพัฒนาจะยังคงรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือ "Mazda-ness" เอาไว้ ทั้งด้านฟีลลิ่งการขับขี่แบบ Jinba-Ittai (ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ), ระบบความปลอดภัย, มาตรฐานกระบวนการผลิต และงานออกแบบสไตล์ประณีตแบบญี่ปุ่น เพื่อตอบรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ภายใต้กลยุทธ์ Multi-Solution Strategy
6e แม้จะใช้ร่างทรงของ Changan Deepal L07 แต่ในความเป็นจริง มันยังคงเป็น Mazda เพียงแต่ไม่ได้เป็นในรูปแบบที่คุ้นเคย เพราะค่ายรถจากเมืองฮิโรชิมามักถูกมองว่าเป็น ทางเลือกนอกกระแสชั้นดี ในไทย รถตลาดอย่าง Mazda 3 Mazda 3 Mazda CX-3 และ CX-30 ต่างมีหัวใจของความเป็นสปอร์ตอยู่ในทุกอนู แต่การจะบอกว่ารถบ้านเหล่านี้ขับเหมือน MX-5 จะดูเว่อร์เกินจริงไปหน่อย โดยเฉพาะรถ Mazda ในยุคขับเคลื่อนล้อหน้า แต่ต้องยอมรับว่า Mazda 3 แฮตช์แบ็ก หรือ Mazda 6 ซีดาน มักติดอันดับรถที่มีดีไซน์เฉียบคมและช่วงล่างขับสนุกที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน
พูดกันตามตรง หลายปีที่ผ่านมา Mazda ถูกคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงจากเครื่องยนต์ไปเป็นพลังงานไฟฟ้า Electrification สาดซัดกระจุยกระจายจนตั้งตัวไม่ทัน ห้วงเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือน Mazda จะยืนงงในดง EV จีน มากกว่าจะวางแผนขึ้นเป็นผู้นำด้านไฮบริดหรือรถพลังงานไฟฟ้า รถขายดีอย่าง Mazda 2 /CX-3 ที่ลากขายมานานกว่า 14 ปี จนถึงบัดนี้ก็ยังพอขายได้ก็จริง แต่คน Mazda อยากได้โปรดักส์ใหม่ๆ มาขายมากกว่าที่จะนั่งขายของเก่ากินไปวันๆ
ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า....เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลกพัฒนาไปไกลโดยมีพี่ใหญ่อย่างจีน ขึ้นมาแทนที่แบรนด์ญี่ปุ่นซึ่งเคยยิ่งใหญ่สุดๆจะพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การตั้งหลักช้าของ Mazda มักจะถูกมองว่าเป็นการก้าวเดินอย่างระมัดระวัง มากกว่าที่จะทุ่มสุดตัวอย่างเครื่องยนต์ Skyactiv X ที่ไม่ประสบความสำเร็จ แถมยังกัดกร่อนเงินทุนในการพัฒนาไปเป็นจำนวนไม่น้อย ท่ามกลางสงครามราคาที่จีนกลายเป็นผู้เล่นหลัก Mazda จึงต้องการทางลัดอย่างเร่งด่วนในการส่งรถยนต์เสียบปลั๊กเข้าสู่ตลาด เพื่อตอบสนองเป้าหมายด้านมลพิษที่บีบรัดขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเจอกับปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงแสบตับ
ประเด็นก็คือ หากพูดกันตามเนื้อผ้า Mazda 6e คือ Changan Deepal L07 ซีดานไฟฟ้า ที่โดนจับมาเปลี่ยนหน้าทาปากใหม่ หรือพูดง่ายๆ ว่า Mazda 6e คือ EV จีน เปลี่ยนกระดองเป็นรถญี่ปุ่น และสิ่งที่ถูกเปลี่ยนอีกสามจุดหลักๆ ก็คือ สไตล์การขับ ไดนามิกส์ของรถ + งานออกแบบภายนอกภายใน! งานออกแบบของ 6e สืบทอดพันธุกรรมความหล่อจาก Mazda 6 ได้อย่างน่าชมเชย แม้ตัว Deepal จะดูดีแบบรถจีน และไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นในการผสมพันธ์ุที่แย่อะไรอยู่แล้ว แต่พอกลายเป็นรถที่แปะตราสัญลักษณ์ของ Mazda กับเบาะหนังกลับสีน้ำตาล การแปลงร่างครั้งนี้ก็แทบจะเนียนกริบสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะการขับที่แสดงออกถึงเลือดอันเข้มข้นของ Mazda
Mazda 6e ไม่ได้เป็นการทำงานแบบส่งเดชหรือขอไปที อย่างที่หลายคนกังวล เพราะ Changan และ Mazda ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ต้นปี 2000 แล้ว และ 6e ก็ทำตลาดในจีนในชื่อ Mazda EZ-6 มีทั้งเวอร์ชัน EV และ Plug-in Hybrid/EREV แต่เวอร์ชันที่กำลังอยู่ในความสนใจของคนไทยก็คือ EV เพียว ซึ่งถือเป็นการลิ้มลองล่วงหน้าแบบสั้นๆ ผ่านตัวรถพวงมาลัยขวา
มอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง กำลัง 254 แรงม้า ทำ 0-100 กม./ชม. ใน 7.6 วินาที ตัวเลขสมรรถนะ งานตกแต่งภายนอกภายในใกล้เคียงกับรถราคา 2.5 ล้าน จนคุณแทบไม่รู้สึกถึงความต่าง แต่ส่วนต่างของความเร็วในการชาร์จ DC นี่แหละ ที่เป็นตัวตัดสินให้คนส่วนใหญ่หันมามอง ความรู้สึกแรกนี้จำกัดอยู่แค่รุ่นแบตเตอรี่ 77.9 kWh คำตอบแบบรวบรัดคือ มันขับได้อย่างนุ่มนวล ไม่โคลงเหมือนรถจีนบางรุ่น พวงมาลัยคม มีน้ำหนักกำลังพอดี และมีระยะฟรีตรงกลางนิดเดียว นั่นพอที่จะลงแข่งในกลุ่มซีดานไซล์กลาง เพราะคู่แข่งอย่าง Tesla Model 3, BYD Seal, Hyundai Ioniq 5 , Toyota Camry , Honda Accord ก็ไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องช่วงล่างสะท้านโลกันต์อะไรอยู่แล้ว การเซตอัพที่เน้นความสุขุมประณีตแบบฉบับ Mazda 6 เดิม ตอบโจทย์ลูกค้านิสัยเดิมๆ ได้ดี แถมยังให้ฟีลลิ่งการขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ที่ชัดเจนกว่าคู่แข่ง ซึ่งถือเป็นข้อดี แต่สิ่งที่สร้างความยุ่งยากในการใช้งาน สำหรับคนที่ย้ายมาจาก Mazda สันดาปก็คือ การยัดทุกอย่างไปไว้บนหน้าจอสัมผัส เจ้าของ Mazda ที่ใช้เครื่องยนต์ต่างก็คุ้นเคยกับการใช้งานสวิชท์ ปุ่มพื้นฐานต่างๆ อยู่แล้ว และการที่รถจีนเอาทุกฟังก์ชันไปกองไว้บนจอใหญ่ยักษ์ทำให้ต้องปรับตัวอยู่บ้าง และ 6e ก็ เล่นใหญ่ถึงขั้นเอาตัวเปิดที่ปัดน้ำฝนและไฟหน้าไปไว้ในหน้าจอ นั่นคือสัญลักษณ์ของการสูญเสียเอกลักษณ์ภายในห้องโดยสารของ Mazda อย่างชัดเจน
ดีไซน์ห้องโดยสารของ Mazda 6e ถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของแบรนด์ โดยปรับเปลี่ยนจากงานดีไซน์เน้นปุ่มกดอนาล็อกแบบดั้งเดิม ไปสู่แนวคิด Authentic Modern เน้นความโปร่ง แต่ยังคงกลิ่นอายความหรูหราประณีตในแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น Mazda แบ่งโทนการตกแต่งภายในอย่างชัดเจนตามเกรดรุ่นย่อย เพื่อตอบโจทย์ความชอบที่ต่างกัน คือ รุ่น EXCLUSIVE (รุ่นท็อป) เน้นอารมณ์ความหรูหราด้วยการใช้ หนังแท้ Nappa สีแทน (Tan) ตัดสลับกับ หนังกลับ Suede ลาย Diamond Cut ให้สัมผัสที่นุ่มนวลและพรีเมียม แผงประตูและคอนโซลประดับด้วย ลายไม้สีดำ (Black Wood Grain) และตัดขอบด้วย กรอบช่องแอร์สีไทเทเนียม (Titanium Trim) รุ่น PREMIUM โทนสปอร์ตด้วยหนังสีดำ (Maztex) สลับกับการตกแต่งด้วย เมทัลลิกสีเงิน (Silver Trim) หลังคาและเสา A-B-C บุด้วยผ้าแผงหลังคาสีดำ ให้ความรู้สึกกระชับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ ประตูแบบไร้ขอบ Frameless Doors ให้ความรู้สึกเรียบหรูสไตล์สปอร์ตคูเป้ ตั้งแต่จังหวะเปิด-ปิดประตู
แผงคอนโซลและระบบดิจิทัล (Digital Cockpit) งานออกแบบคอนโซลหน้าเน้นความแนวนอน Horizontal Architecture เพื่อให้ห้องโดยสารดูกว้างขวาง โดยตัดปุ่มควบคุมกายภาพ Physical Buttons ออกแทบทั้งหมด แล้วรวมศูนย์ไปไว้ที่หน้าจอ Center Display ขนาด 14.6 นิ้ว จอสัมผัสความละเอียดสูงแบบลอยตัว Floating Touchscreen ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8155 รองรับ Apple CarPlay / Android Auto แบบไร้สาย และเป็นศูนย์รวมการสั่งการทั้งระบบปรับอากาศ, โหมดการขับขี่ (Normal / Sport / Individual) รวมถึงระดับ Regenerative Braking มาตรวัดดิจิทัลขนาด 10.1 นิ้ว จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่หลักแบบฝังบนคอนโซล ฝั่งผู้ขับขี่ LARGE AR-HUD ขนาด 50 นิ้ว หน้าจอ Head-Up Display เสมือนจริง แสดงข้อมูลการนำทางและความเร็วฉายลงบนกระจกหน้าในระยะสายตา 7.5 เมตร ลดการละสายตาจากถนน
คอนโซลกลางและเบาะนั่ง ออกแบบคอนโซลกลางแบบลอยตัว มีพื้นที่ช่องเก็บของขนาดใหญ่ด้านล่าง พร้อมช่องจ่ายไฟ 12V และ USB (USB-A และ USB-C) ระบบชาร์จไร้สาย Wireless Charger กำลังชาร์จสูง 50W พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ Air-cooled ป้องกันโทรศัพท์ร้อนขณะชาร์จ เบาะนั่งฝั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลัง Lumbar Support ระบบบันทึกตำแหน่ง (Memory Seat) และระบบ Welcoming Seat ปรับเบาะถอยให้อัตโนมัติเมื่อเปิดประตู เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้า ปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมระบบอุ่นเบาะ (Heated Seat) และระบบระบายอากาศ (Ventilated Seat) ปรับได้ 3 ระดับทั้งคู่
ความสะดวกสบายของผู้โดยสารตอนหลังและบรรยากาศห้องโดยสาร แผงควบคุมหลังอัจฉริยะ Rear Touchscreen Controls มีหน้าจอสัมผัสสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ใช้ควบคุมระบบปรับอากาศแยกโซน, ปรับตำแหน่งเบาะผู้โดยสารหน้า (Boss Button) และเปิด-ปิดม่านบังแดดไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ 3-Zone ปรับอุณหภูมิแยกอิสระ พร้อมระบบฟอกอากาศ PM 2.5 และระบบปล่อยประจุไอออน (Ion Generator) หลังคากระจก Panoramic Roof กระจกกรองแสงและกันความร้อนขนาดใหญ่ มาพร้อม ม่านบังแดดเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า ไฟตกแต่ง Ambient Lighting ปรับเปลี่ยนได้ 64 เฉดสี บิ้วท์อินซ่อนตามแนวด้านข้างคอนโซลและแผงประตู
พวงมาลัยมีงานดีไซน์และการหุ้มหนังที่เป็นเลิศทั้งสัมผัสและการใช้งานจริง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบ D-Shape ฐานตัดตรงด้านล่าง หุ้มหนังแท้แบบ Two-Tone ด้านนอกเป็นโทนสีน้ำตาล/แทน (Tan) ด้านในตัดด้วยหนังสีดำ เดินตะเข็บเย็บด้วยความประณีต มีแถบโลหะชุบเงาแบ่งกึ่งกลางตรงวงพวงมาลัยด้านล่าง ปุ่มควบคุมบนก้านพวงมาลัย Multifunction Controls ฝั่งซ้าย รวมชุดปุ่มควบคุมระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS), Adaptive Cruise Control, ปุ่มเรียกกล้อง 360 องศา และปุ่ม Shortcut รูปดาว ฝั่งขวา ศูนย์รวมระบบอินโฟเทนเมนต์ เพิ่ม/ลดเสียง, สลับเพลง/คลื่นวิทยุ, ปุ่มรับ/วางสายโทรศัพท์ และปุ่มสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) ด้านหลังพวงมาลัย ไม่มีแป้น Paddle Shift สำหรับปรับระดับการตอบสนองของระบบ Regenerative Braking ต้องไปกดปรับผ่านจอ ก้านคันเกียร์ใช้เป็นแบบ Column Shifter (เกียร์คอ) อยู่ทางด้านขวาหลังพวงมาลัย ซึ่งช่วยย้ายกลไกเกียร์ออกจากคอนโซลกลางได้อย่างหมดจด
คอนโซลกลางวางงานออกแบบสไตล์ Floating Console ลอยตัวและแยกส่วนชัดเจน จากแผงคอนโซลหน้า ด้านใต้คอนโซลกลางโปร่งโล่ง มีพื้นที่สะพานชั้นล่างสำหรับวางกระเป๋า สะพายข้าง หรือของใช้ส่วนตัว พร้อมช่องเชื่อมต่อไฟ พื้นที่ใช้งานบนคอนโซลกลาง มีช่องชาร์จไร้สาย Wireless Charger ฝั่งซ้ายมือผู้ขับขี่ มีแท่นวางโทรศัพท์แบบแนวยาวพร้อมฝาปิดสไลด์ลายไม้/เท็กซ์เจอร์หรูหรา ที่วางแก้วน้ำ ฝั่งขวาตกแต่งด้วยกรอบโครเมียมเงางาม มีช่องวางแก้ว 2 ตำแหน่งขนาดกำลังดี การตัดปุ่มกดกายภาพออกไปอย่างน่าเสียดายในสไตล์รถจีน จะเห็นได้ชัดเจนว่าบริเวณคอนโซลกลาง ไม่มีปุ่มสวิตช์ Hard Key หรือปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ Drive Mode เลยแม้แต่ปุ่มเดียว รวมไปถึงไม่มีปุ่มควบคุมเบรกมือไฟฟ้าแยกต่างหาก ทำให้คอนโซลดูสะอาดตามาก แต่ต้องแลกกับการใช้งานผ่านหน้าจอเป็นหลัก จุดพิงแขนและกล่องเก็บของ ที่พักแขนขนาดใหญ่หุ้มด้วยหนังนุ่มสีแทนตัดเย็บประณีต เปิดแบบผีเสื้อ Split-opening เพิ่มความสะดวกในการใช้งานทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร
ระบบเสียงและสถาปัตยกรรมด้านเสียง (Acoustics & Audio) Mazda 6e ติดตั้งระบบเสียงพรีเมียม SONY Hi Performance พร้อมลำโพง 14 ตำแหน่ง รอบทิศทาง Headrest Speakers มีลำโพงฝังไว้ที่พนักพิงศีรษะของผู้ขับขี่โดยเฉพาะ ช่วยให้การฟังระบบนำทาง หรือการสนทนาโทรศัพท์มีความเป็นส่วนตัว โดยไม่รบกวนเพลงที่เปิดให้ผู้โดยสารฟัง
พื้นที่จัดเก็บสัมภาระ จากท้ายรถสไตล์ Fastback ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า มีพื้นที่เก็บสัมภาระท้าย 336 ลิตร และขยายได้ถึง 1,074 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังแบบ 60:40 ช่องเก็บของด้านหน้า (Frunk Capacity) ความจุ 72 ลิตร ใต้ฝากระโปรงหน้า พร้อมปลั๊กระบายน้ำ สามารถใส่สายชาร์จหรือสัมภาระเปียกได้
ปกติ รถ Mazda จะมีห้องโดยสารที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งท่านั่งและน้ำหนักการควบคุม ซึ่งเป็นสิ่งที่สายขับรถชื่นชอบ ไม่ว่า Mazda คันนั้นจะเป็นรถรุ่นไหนก็ตาม แต่ 6e คันนี้มันคือ Changan ที่จับเปลี่ยนตราโลโก้ แม้วัสดุจะทำออกมาได้ดี และบรรยากาศใต้หลังคาพาโนรามิคบานโตโคตรจะอภิรมย์ แต่มันก็มีความเปลี่ยนแปลงทางตำแหน่งของอุปกรณ์หลักที่ดูไปแล้วเหมือนการทรยศต่อรากเหง้าของ Mazda อยู่เหมือนกัน แต่ทำยังไงได้ เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยและมีของใหม่ออกมาขาย เรื่องแบบนี้ Mazda ต้องเรียนรู้และคงต้องปรับกันต่อไปจนกว่าจะลงตัว
Mazda 6e เป็นรถที่แปลก มันดูแพงจากการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก แแบตเตอรี่วิ่งได้ 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟจนเต็ม 1 ครั้ง ภายในอัดแน่นด้วหนังกลับสีน้ำตาล ทำให้ห้องโดยสารของมันดูหรูหรามากกว่าค่าตัวไปไกล หน้าจอและเทคโนโลยีใส่มาให้แบบที่คนซื้อ EV ยุคกำลังนี้ต้องการ แต่มันไม่ใช่รถในแบบที่ Mazda เคยทำออกมา แม้ว่า 6e จะขับได้เนียน คล่องตัว และให้ความนุ่มนวลผ่อนคลายเมื่อกดปิดระบบช่วยเหลือการขับที่น่ารำคาญทิ้งไป เสน่ห์และเอกลักษณ์ภายใน ถูกลดทอนลงไปพอๆ กับปุ่มกดควบคุมแบบเดิมที่หายไป จนทำให้ภาพจำของการเป็นซีดานจีนแต่งตัวใหม่เริ่มเผยออกมา แต่ถ้าคุณปรับตัวเข้ากับความแปลกของระบบควบคุมอินโฟเเทนเมนท์ได้ และยอมรับว่ามันไม่ได้มีดีเอ็นเอสปอร์ตจ๋าแบบรถสปอร์ตอย่าง MX-5 Mazda 6e จึงเป็นรถ EV ทรงซีดานที่ดูดีและมีสไตล์มากกว่าคู่แข่งอย่าง Camry หรือ Accord คือมันมีค่าตัวที่ถูกกว่ามาก หล่อกว่า แรงกว่า และขับได้ดีกว่า ยกเว้นความหนักแน่นของช่วงล่างใน Accord ใหม่ ที่ดูจะเหนือกว่า 6e อยู่นิดๆ
การทดสอบขับ Mazda6e กรุงเทพฯ - เขาใหญ่ บนระยะทาง 400 กิโลเมตร เป็นกิจกรรมทดสอบสมรรถนะ The All-Electric Mazda6e รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของแบรนด์ที่ขายในไทย ส่วนในตลาดโลกนั้น MX-30 เคยออกมาโลดแล่นอยู่พักนึงในตลาดยุโรปและอเมริกา นับเป็นรถยนต์พลังงานสะอาดรุ่นแรกของ Mazda ที่ไม่ได้เอาเข้ามาขายในไทย สำหรับเส้นทางกรุงเทพฯ - เขาใหญ่ - นครราชสีมา รวมระยะทางทดสอบราว 400 กิโลเมตร เป็นการจับฟิลลิ่งการตอบสนองของระบบขับเคลื่อนและช่วงล่าง ในสภาพการใช้งานจริง ทั้งในเมือง บนทางหลวงข้ามจังหวัด และทางโค้งลาดชันบนอุทยานเขาใหญ่
เส้นทางทดสอบช่วงที่ 1 เอกมัย - รังสิต-นครนายก ~60 กิโลเมตร ขับฝ่าการจราจรติดขัดในเมือง ขึ้นทางด่วนพระโขนงลงด่านธัญบุรี จับอัตราเร่งแซง การทำงานของระบบรีเจนพลังงาน Regenerative Braking และการเก็บเสียงในความเร็วสูง
ช่วงที่ 2 นครนายก - ปราจีนบุรี - เขาใหญ่ ระยะทาง ~85 กิโลเมตร วิ่งผ่านถนนสุวรรณศรและวงเวียนศาลนเรศวร เปิดการทำงานของระบบความปลอดภัย ADAS ทั้งหมด เช่น ระบบเตือนออกนอกเลน และระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ (MRCC) เมื่อขับผ่านสภาพการจราจรหนาแน่น
ช่วงที่ 3 ทางขึ้นเขาใหญ่ ฝั่งเนินหอม และออกทางปากช่อง หมูสี 90 กิโลเมตร ช่วงสุดท้าย เป็นการขับแบบฟรีรันกลับกรุงเทพฯ ระยะทาง 145 กิโลเมตร ทางขึ้นเขาใหญ่ในย่านความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตร สภาพเส้นทางมีทางโค้งขึ้นลงเนินตลอดทาง เพื่อทดสอบระบบบังคับเลี้ยว การยึดเกาะของช่วงล่างบนทางโค้งแคบ ทางขึ้น-ลงลาดชัน และความนุ่มนวลของตัวรถสรุปการใช้พลังงานจริง
หลักฐานแรกที่ยืนยันว่านี่ไม่ใช่ Mazda แบบที่เคยรู้จักก็คือ กระบวนการสตาร์ตรถ เพราะมันไม่มีปุ่มสตาร์ทให้กดอีกต่อไป มันเหมือนกับ EV อีกนับไม่ถ้วน แค่ก้าวขึ้นรถ สับเกียร์ D แล้วกดคันเร่งออกตัวได้เลย ทันทีที่เคลื่อนตัว คุณจะต้องสถบให้กับระบบช่วยเหลือความปลอดภัยที่จู้จี้เกินเหตุ โดยเฉพาะระบบช่วยคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane-keep) แน่นอนว่าการจะปิดมัน ก็ต้องเข้าไปงมเมนูในหน้าจอสัมผัสซะก่อน และรถจะส่งเสียงเตือนคุณทันทีว่า อย่าละสายตาจากถนน เมื่อพยายามมองหาเมนูปิดระบบรักษาช่องทาง
เมื่อปิดระบบเตือนและระบบช่วยขับทั้งหลาย Mazda 6e ก็กลายเป็นรถที่ขับเข้าโค้งบนอุทยานเขาใหญ่ได้โคตรแม่น วิ่งเนียนได้อย่างน่าอภิรมย์บนทางลาดยาง ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว มีอาการตึงตังและส่งเสียงตึ้กตั้กบ้างยามรูดผ่านร่องรอยต่อถนน แต่ภาพรวมช่วงล่างกลับซับแรงกระแทกได้ดีมาก การเก็บเสียงทำได้อย่างประณีตน่าพอใจ ตัวถังที่เตี้ยและเพรียวลมกว่าเอสยูวีไฟฟ้าที่มีเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง หลักอากาศพลศาสตร์ทำให้ห้องโดยสารสงบนิ่งเมื่อขับเดินทางไกลบนทางหลวงไฮเวย์ น้ำหนักตัว 1,953 กิโลกรัม ถือว่าไม่หนักอะไรเลยเมื่อเทียบกับมาตรฐานรถ EV ที่บางรุ่น ปาเข้าไป 2500 กิโลกรัม น้ำหนักไม่ถึง 2 ตันของ 6e ทำให้ช่วงล่างและยางไม่ต้องแบกภาระรับมือกับแรงเหวี่ยงมหาศาลมากนัก
ดูตลกอยู่เหมือนกัยที่ในยุคแห่งรถยนต์ไฟฟ้า สื่อต้องมานั่งชมรถซีดานขนาดกลางว่าน้ำหนักดีมากที่ยังไม่เกิน 2 ตัน แต่น้ำหนักก้อนนี้ ถูกจัดสรรการกระจายลงเพลาหน้าและหลังในอัตราส่วน เกือบ 50:50 ส่งผลให้เมื่อขับเร็วจี๋ 6e มีความสมดุลมาก หากคุณเป็นสายซ่าที่อยากปลดระบบควบคุมการทรงตัว สามารถแก้อาการและแกว่งท้ายออกจากปลายโค้ง ในอารมณ์คล้ายรถสปอร์ตอย่าง Miata พวงมาลัยยังมีน้ำหนักยอดเยี่ยม ทำให้การลัดเลาะไปตามโค้งบนเขาใหญ่ปราศจากอาการน่ากลัว ระดับการคืนพลังงานเบรก Regen ก็ปรับเปลี่ยนได้....แต่ก็นะ ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาเดา เพราะมันก็ถูกยัดไปซ่อนอยู่ในหน้าจอสัมผัสอีกตามเคย เมื่อไหร่จะมีใครบอกความจริงกับวิศวกรจีนซะทีว่าทำแบบนี้มันใช้งานยาก
Mazda 6e คือรถที่มีโครงสร้างที่ดี ตั้งค่าอัตราเร่งที่สุขุมและมาแบบไหลๆ ต่อเนื่องเป็นเส้นตรง (Linear) คล้ายกับรถสันดาป การเป็นรถ EV ที่ยอมทิ้งแรงพุ่งพรวดพราดช่วงออกตัว เพื่อแลกกับความสุภาพนุ่มนวล ถือเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างน่าประทับใจ ความนวลของมันเข้ากันได้ดีกับบุคลิกการขับแบบชายวัยกลางคนที่เริ่มประสบความสำเร็จ เป็นภาพลักษณ์ที่อธิบายความผ่อนคลายของ Mazda 6e ได้ดี
Mazda6e ใช้แบตเตอรี่จาก CALB เคลมระยะทางวิ่งสูงสุดตามสเปกไว้ที่ 654 กิโลเมตร (NEDC/CLTC) จากการทดสอบขับขี่จริงแบบเต็มสปีด รวมระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร ตัวเลขความจุแบตเตอรี่ลดลงไป 70% เหลือคงเหลือหน้าปัดราว 30% ซึ่งประเมินว่าระยะทางที่วิ่งได้จริงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง จะอยู่ที่ราวๆ 500–550 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมขับขี่
สัมผัสของแชสซีและช่วงล่าง 6e ออกแบบให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำ วางสัดส่วนการกระจายน้ำหนักหน้า-หลังที่ 50:50 ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ยาง Michelin 225/45 R19 เป็นยางมาตรฐานจากโรงงาน ช่วงล่างด้านหน้าแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลงช่วงล่าง ด้านหลังอิสระ มัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง ระบบเบรก ระบบเบรกแบบบูรณาการ (Integrated Brake System) ทำงานร่วมกับระบบรีเจนพลังงานเพื่อคืนไฟฟ้ากลับสู่แบตเตอรี่
วิศวกร Mazda ปรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ The All-Electric Mazda 6e โดยอิงจากพฤติกรรมการใช้งานจริง เพื่อรักษาบุคลิกการขับขี่ตามปรัชญา Jinba-Ittai นั่นก็คือ ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ เน้นการปรับแต่งคันเร่งให้อัตราเร่งออกตัวนุ่มนวลต่อเนื่อง การตอบสนองของพวงมาลัยแม่นยำ น้ำหนักเบรกกะทันหันแน่นกระชับ และคุมอาการตัวถังขณะเข้าโค้งให้เสถียรที่สุด ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ตัวรถยังไม่ถึงขั้นให้ความรู้สึกสมดุลเป๊ะเท่ากับ BMW i5 และยังไม่นิ่งสนิทติดพื้นเท่ากับ Mercedes-Benz EQE
ตำแหน่งเบาะนั่งคนขับสามารถปรับให้เตี้ยลงได้ ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นรถสำหรับคนชอบขับได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนระบบฟื้นฟูพลังงานจากการเบรก หรือ Regenerative Braking ทำได้ดีโดยไม่ต้องมีข้อกังขา ทันทีที่ยกเท้าออกจากคันเร่ง รถจะเริ่มชะลอความเร็วลงอย่างนุ่มนวล สามารถปรับตั้งค่าความหน่วงได้ 4 ระดับ แต่ก็นั่นแหละ... การปรับตั้งค่ากลับทำได้ผ่านหน้าจออินโฟเทนเมนต์เท่านั้น ซึ่งการไร้แป้น Paddle Shift หลังพวงมาลัยไว้ให้ใช้นิ้วสะกิดปรับระดับได้ง่ายๆ ถือเป็นจุดที่ควรจะมีแต่ดัน ไม่มี 6e ยังไม่มีสวิตช์เลือกโหมดการขับขี่ ต้องนั่งงมหาในหน้าจอทุกครั้งที่ต้องการสลับโหมดระหว่าง Normal, Sport และ Individual ซึ่งดูแล้ว ควรจะแยกปุ่มปรับโหมดออกมาจากหน้าจอจะดีกว่านี้มาก อย่างที่บอกว่า ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS จู้จี้จุกจิก ลดทอนอรรถรสการขับไม่น้อย พูดสั้นๆ คือ Mazda 6e ส่งเสียงเตือนตึ๊ดๆ ต๊อดๆ จากสารพัดระบบความปลอดภัยและรรบบช่วยขับถี่เกินไปจนต้องปิดทิ้ง เรื่องกวนใจดังกล่าวเป็นข้อเสียที่พบได้ทั่วไปในรถไฟฟ้าจีน ยุคปี 2026 นั่นก็คือ การเตือนสารพัดรูปแบบและการเอาทุกอย่างไปยัดไว้ในจอภาพ
แต่เมื่อต้องเดินทางไกล แม้จะขับได้ 450 กิโลเมตร ผมกลับเทใจให้ Mazda 6e คันนี้มากกว่า ส่วนการใช้งานวิ่งงานประจำวัน จากการขับทดสอบบนเส้นทางทั้งในและนอกเมือง แม้วิศวกรจะเซตช่วงล่างมาในโทนนวล แต่ 6e ไม่ได้แย่ในเรื่องการเข้าโค้ง สำหรับรถที่มีน้ำหนักตัวถัง 2 ตัน มันยังคงจี๊ดจ๊าด หักเลี้ยวได้แม่นยำตามสั่ง คุมอาการโคลงของตัวถังได้น่าประทับใจ แถมยังได้อานิสงส์จากระบบขับเคลื่อนล้อหลังที่ขับสนุก ผสานกับยาง Michelin ที่ยึดเกาะถนนเหนียวแน่น ช่วยสร้างความมั่นใจได้ดี พวงมาลัยไฟฟ้าทำได้ดี การส่งผ่านสัมผัสและรายละเอียดจากผิวถนนกลับมายังมือผู้ขับขี่ให้พอรู้สึกได้ น้ำหนักพวงมาลัยอาจจะไวและเบากว่าที่คาดหวังจากรถ Mazda อยู่บ้าง แต่สามารถเข้าไปปรับตั้งค่าน้ำหนักเพิ่มเติมผ่านเมนูตั้งค่าได้ คงไม่ถึงขั้นยกย่องให้ 6e เป็นรถสปอร์ตซีดานพันธุ์แท้ แต่ตัวรถมีกลิ่นอายของ "จินบะ-อิตไต" (Jinba-Ittai) หรือปรัชญาความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถอันเป็นหัวใจของแบรนด์ แทรกซึมอยู่อย่างชัดเจน
รายละเอียด 2 รุ่นย่อย
รุ่น Premium: ตกแต่งภายในห้องโดยสารด้วยโทนสีดำสปอร์ต
รุ่น Exclusive: ยกระดับด้วยหนัง Nappa ผสม Suede สีแทน
งานดีไซน์ภายนอกและอุปกรณ์ (NeoFastBack):
กระจังหน้า เอกลักษณ์ Flying Signature พร้อมไฟส่องสว่างดีไซน์ปีกนก
ส่วนท้าย ไฟท้าย LED ลากยาวเชื่อมต่อกัน ผสานไฟวงกลม 4 ดวง และติดตั้ง สปอยเลอร์หลังปรับไฟฟ้า (Active Rear Spoiler)
ตัวถัง รูปทรง 5 ประตู ท้ายลาดสไตล์ NeoFastback
อุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสาร:
หน้าจออินโฟเทนเมนต์ จอสัมผัส Center Display ขนาด 14.6 นิ้ว ตกแต่งรายละเอียดด้วยโครเมียมด้าน
หลังคา หลังคากระจก Panoramic Glass Roof พร้อมม่านบังแดดเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า
เบาะนั่ง ออกแบบรองรับสรีระตามธรรมชาติ (Human-Centric Architecture)
ระบบเครื่องเสียง ชุดเครื่องเสียงพรีเมียมจาก SONY ลำโพง 14 ตำแหน่ง (รวมลำโพงฝังพนักพิงศีรษะผู้ขับขี่ 2 ตำแหน่ง) ปรับแต่งย่านความถี่ด้วยเทคโนโลยี Clear Phase และ Live Acoustics
Mazda6e
ขุมพลัง อัตราเร่ง และโหมดการขับขี่
มอเตอร์ไฟฟ้า: กำลังสูงสุด 258 แรงม้า (PS)
แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง: 0–100 กม./ชม. ในเวลา 7.9 วินาที
โหมดการขับขี่ (3 โหมด)
Comfort เน้นการขับขี่นุ่มนวลและตอบสนองตามสไตล์มาสด้า
Sport เพิ่มอัตราเร่งและการตอบสนองคันเร่งให้กระชับยิ่งขึ้น
Individual ปรับตั้งค่าน้ำหนักพวงมาลัย อัตราเร่ง และการคืนพลังงานได้ตามต้องการ
ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยว
หน้าแม็คเฟอร์สันสตรัท / หลังมัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลงหน้า-หลัง,
อัตราส่วนกระจายน้ำหนักหน้า-หลัง 50:50
ติดตั้ง สปอยเลอร์หลังไฟฟ้าปรับอัตโนมัติ เพิ่มแรงกดยามความเร็วสูง แ
ยาง Michelin e-PRIMACY
ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว
แบตเตอรี่และการชาร์จไฟ
ชนิดแบตเตอรี่: Lithium Iron Phosphate (LFP) จาก CALB
ความจุ 77.9 kWh
ระยะทางวิ่งสูงสุด: 654 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC)
การชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) รองรับกำลังไฟสูงสุด 200 kW ขึ้นไป ชาร์จจาก 30% – 80% ได้ภายใน 15 นาที
เทคโนโลยีห้องโดยสาร (Smart Cockpit)
หน้าจอแสดงผล:AR Head-up Display (AR-HUD) ขนาดฉายภาพเทียบเท่า 50 นิ้ว บนกระจกหน้า (ระยะโฟกัส 7.5 เมตร)
Digital Meter หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 10.1 นิ้ว
Center Display จอสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 14.6 นิ้ว
การสั่งงาน รองรับการสั่งงานด้วยเสียง (Voice Control) และการสั่งงานด้วยท่าทาง (Gesture Control)
ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Smart Drive ADAS)
กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360° พร้อมระบบ See-through View และ Side View Monitor
ระบบเตือนการชนหน้า-หลัง (FCW / RCW) และเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติหน้า-หลัง (SBS / SBS-RC)
ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติแบบ Stop & Go (ACC with Stop & Go)
ระบบช่วยคุมรถให้อยู่ในเลน, ป้องกันรถออกนอกเลน และดึงรถกลับเข้าเลนฉุกเฉิน (LAS / LDP / ELK)
ระบบเตือนจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลนและถอยหลัง (BSM / RCTA) รวมถึงระบบเตือนเปิดประตู (DOW)
ระบบป้องกันการชนซ้ำรอบสอง (SCM)
ไฟสูงอัตโนมัติ (HBC)
ระบบตรวจจับอาการเหนื่อยล้าผู้ขับขี่ (DMS)
ตัวเลือกสีตัวถัง (6 สี)
แดง Soul Red Crystal
น้ำตาล Melting Copper
เทา Machine Gray
ขาว Crystal White Pearl
ดำ Jet Blackเทา Aero Gray
นโยบายบริการหลังการขายและเครือข่ายศูนย์บริการบริการผ่านเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศคลังอะไหล่ศูนย์กลาง: พร้อมระบบจัดส่งอะไหล่ทดแทนด่วนภายใน 24 ชั่วโมงบุคลากรช่างเทคนิคผ่านการฝึกอบรมและประเมินทักษะมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้าศูนย์ซ่อมตัวถังและสี (Body & Paint) ที่ได้รับการรับรองคุณภาพครอบคลุมทั่วประเทศ
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/